บทที่ 561: อย่าบังคับให้ฉันจนตรอก
ดวงตาของหลัวซูซิ่วเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใส “จะมาใส่ร้ายกันแบบนี้ไม่ได้นะคะ ฉันทุ่มเททั้งชีวิตและจิตใจเพื่อครอบครัวนี้มาตลอด แล้วฉันเคยนอกใจหลินหานตอนไหนกัน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันทำในแต่ละวันพวกคุณไม่เคยเห็นอยู่ในสายตาบ้างเลยหรือคะ”
แม่หลินแค่นเสียงหยัน “ก็แกเป็นลูกสะใภ้ของตระกูลหลิน ทุกอย่างที่แกทำมันก็เป็นหน้าที่ที่สมควรอยู่แล้วไม่ใช่รึไง
งานการของแกครอบครัวฉันก็เป็นคนหามาให้ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่หามาได้ก็ต้องเอามาให้ที่บ้านใช้สิ
หรือว่าแกคิดจะแอบซุกเงินไว้ใช้ส่วนตัว ตอนนี้ยังจะมีหน้ามาทวงบุญคุณอีกเหรอ
ฉันจะบอกอะไรให้นะ การเป็นลูกสะใภ้บ้านอื่นเขาก็ทำกันแบบนี้ทั้งนั้นแหละ มันคือหน้าที่ของแกที่ต้องทำ เลิกโวยวายคร่ำครวญได้แล้ว
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมลูกชายฉันถึงอยากจะหย่ากับแกนัก ขืนยังทนอยู่กับแกต่อไป มีหวังชีวิตลูกชายฉันได้พังพินาศเพราะแกแน่”
หลินลี่ที่นั่งเงียบอยู่นานก็ผสมโรงขึ้นมาด้วยอีกคน “เธออย่ามาพูดจาเหลวไหลนะ ที่ฉันกินอยู่ทุกวันนี้ก็เงินของพี่ชายกับแม่ฉันทั้งนั้น!
แม่พูดถูกแล้ว ทุกอย่างมันเป็นหน้าที่ของเธอ เธอจะมาตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จเรียกร้องความสงสารอะไรที่นี่”
หลัวซูซิ่วรู้สึกเหมือนเลือดในกายจะไหลย้อนกลับ โกรธจนแทบจะล้มทั้งยืน ธาตุแท้ของคนในครอบครัวนี้ช่างน่ารังเกียจเหลือทน
ที่ผ่านมาเป็นเพราะสามียังดีกับเธอ และเธอก็รักเขาจนหมดหัวใจ ด้วยเหตุนี้เธอจึงยอมอดทนได้ทุกอย่างเพื่อหลินหาน แต่ผลลัพธ์ของการอดทนอดกลั้นคืออะไร กลับไม่มีใครสักคนที่มองเห็นค่าความเป็นคนของเธอเลย
หญิงสาวจ้องมองไปยังหลินลี่ด้วยแววตาแข็งกร้าว “ฉันขออวยพรให้เธอได้เจอครอบครัวสามีแบบเดียวกับที่บ้านของเธอในอนาคต ขอให้เธอได้ใช้ชีวิตแบบที่ฉันเจออยู่ตอนนี้”
หลินลี่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตวาดแว้ดเมื่อเข้าใจความหมาย “นังสารเลว แกกล้าดียังไงมาแช่งฉัน”
หลัวซูซิ่วหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา “น่าขันดีนะที่เธอบอกว่าฉันแช่งเธอ
ไหนเธอลองบอกฉันสิว่าชีวิตแบบที่ฉันเป็นอยู่มันไม่คู่ควรกับเธอตรงไหน ในเมื่อพวกเธอเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ฉันสมควรได้รับไม่ใช่เหรอ”
“ก็เธอมันสมควรแล้วนี่ เพราะเธอมาจากบ้านนอก การได้แต่งงานเข้ามาอยู่ในปักกิ่งก็ถือเป็นบุญหัวเท่าไหร่แล้ว
ถ้าไม่มีพี่ชายฉัน ชาตินี้ทั้งชาติเธอก็ไม่มีวันได้เหยียบแผ่นดินปักกิ่งหรอก แล้วฉันจะไปเหมือนเธอได้ยังไงกัน ฉันเป็นคนปักกิ่งโดยกำเนิดนะ”
“พอได้แล้ว หยุดพูดกันได้แล้ว” หลินหานปรามเสียงเข้ม
หลัวซูซิ่วมองหน้าสามีของเธอ พูดตามตรงว่าหลินหานในเวลานี้ดูภูมิฐานและมีเสน่ห์กว่าตอนที่อยู่อำเภอหนานซานมากโข ทั้งหล่อเหลาและมีบุคลิกที่ดีขึ้น
จริงๆ แล้วเธอรู้แก่ใจดีว่าต่อให้ตัวเองมีความสามารถมากเพียงใด แต่เมื่อหย่าร้างกันไปแล้ว และผู้หญิงที่ชื่อเปียนไห่ซิงก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้ ต่อให้เธอคนนั้นไม่ทำอะไรเลย คนตระกูลหลินก็จะมองว่าเธอดีเลิศไปเสียทุกอย่าง
เพราะเปียนไห่ซิงเป็นคนปักกิ่ง
ครอบครัวมีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี มีญาติพี่น้องมากมายที่อยู่ในแวดวงราชการ เมื่อเทียบกับเธอที่เป็นเพียงคนบ้านนอกไร้ที่พึ่งพิงแล้ว เปียนไห่ซิงคือตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับตำแหน่งลูกสะใภ้ในอุดมคติของแม่สามี
เธอพลันนึกถึงเรื่องที่เคยได้ยินป้าอู๋ซุบซิบกันที่ฝ่ายพลาธิการเมื่อนานมาแล้ว ป้าอู๋เล่าว่าเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งของเธอเพิ่งหย่าร้าง ทั้งที่เพื่อนคนนั้นเป็นภรรยาที่ดีและเก่งกาจมาก ตอนที่ป้าอู๋เล่า ยังเหลือบสายตามามองเธอแวบหนึ่งด้วย
ป้าอู๋เล่าต่อว่าเพื่อนคนนั้นปรนนิบัติสามีอย่างดี ล้างเท้าและนวดให้ทุกคืน แต่สุดท้ายก็ยังต้องจบลงด้วยการหย่าร้าง เพราะผู้ชายคนนั้นแอบไปมีคนอื่นนานแล้ว
พอหย่าขาดกันปุ๊บก็จูงมือผู้หญิงคนใหม่เข้าประตูวิวาห์ปั๊บ ภรรยาคนใหม่ที่ทั้งสวยทั้งสาวแค่เอาอกเอาใจออดอ้อนนิดหน่อย อดีตสามีของเพื่อนก็ยอมสยบแทบเท้า รีบกุลีกุจอล้างเท้าให้ เชื่อฟังทุกคำพูด
เพื่อนของป้าอู๋เคยพูดด้วยความคับแค้นใจว่า อยากจะเห็นนักว่าถ้าไม่มีเธอคอยดูแลปรนนิบัติแล้ว อดีตสามีจะอยู่อย่างสุขสบายได้อย่างไร แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ชายก็เป็นเช่นนี้เอง เมื่อใจเขามีความสุข เขาก็พร้อมจะไปปรนนิบัติผู้หญิงคนอื่นโดยไม่นึกถึงคนที่เคยอยู่เคียงข้างเลยสักนิด
นี่คือความจริง
ผู้หญิงเราต้องรักตัวเองให้มาก ต้องรู้จักคิดถึงตัวเองเป็นอันดับแรก เธอจำได้ขึ้นใจว่าป้าอู๋พูดแบบนั้น
เมื่อลองคิดทบทวนดูอีกครั้ง บทสนทนาในวันนั้น หรือว่าป้าอู๋กำลังพูดถึงเรื่องของเธออยู่กันแน่
หลัวซูซิ่วชี้นิ้วไปที่หลินหาน ก่อนจะเอ่ยออกมาทีละคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ฉันจะบอกอะไรคุณให้นะหลินหาน เรื่องหย่ามันเป็นไปไม่ได้ ถ้าคุณยังดึงดันจะหย่า ฉันจะไปหาหัวหน้าที่ทำงานของคุณให้รู้เรื่องกันไปเลย อย่ามาบีบคั้นให้ฉันจนตรอก ถ้าฉันหมดความอดทนแล้วล่ะก็ ได้พังกันไปข้างหนึ่งแน่” สิ้นคำพูดนั้น หลัวซูซิ่วก็กระแทกประตูเดินจากไปทันที
แม่หลินรีบวิ่งตามออกไป แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะตะโกนเรียกไว้ เพราะกลัวว่าในอารมณ์แบบนี้หลัวซูซิ่วอาจจะพลั้งปากพูดอะไรที่ไม่น่าฟังออกมาได้ แต่กระนั้นก็ยังโกรธจนตัวสั่น เธอหันกลับมาต่อว่าหลินหาน
“แกนี่มันจริงๆ เลย นังหลัวซูซิ่วนั่นถ้าไม่มีแกมันก็อยู่ไม่ได้อยู่แล้ว มันจะยอมหย่าง่ายๆ ได้ยังไง แกต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปสิ ทำให้มันทนไม่ไหวจนต้องออกจากบ้านเราไปเอง วิธีมีตั้งเยอะแยะ ทำไมต้องโพล่งออกไปตรงๆ แบบนี้ด้วย”
หลินหานมีสีหน้าสับสนและหงุดหงิด เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ “แต่เสี่ยวซิงรักผมมากนะครับแม่ เธอไม่เคยเรียกร้องอะไรจากผมเลย ผมจะหักหลังเธอไม่ได้”
หลินลี่ที่ยืนฟังอยู่แอบเบ้ปากในใจ ถ้าไม่หวังผลตอบแทนอะไรเลย ก็ไม่ควรเข้ามาทำลายครอบครัวคนอื่นตั้งแต่แรก
ถ้าบริสุทธิ์ใจจริง ตอนที่พี่ชายบอกจะหย่า เธอก็ควรจะห้ามปรามอย่างเด็ดขาด แต่นี่อะไร ดูเหมือนจะวางแผนเรื่องแต่งงานกันไว้เรียบร้อยแล้วด้วยซ้ำ
แม่หลินกลับพูดขึ้นอย่างภาคภูมิใจ “ก็ลูกชายของแม่เก่งนี่นา ก็ต้องได้แต่งงานกับผู้หญิงเก่งๆ ที่คู่ควรกันสิ ได้ยินว่าฐานะทางบ้านของเสี่ยวซิงก็ดีมาก ดีกว่านังหลัวซูซิ่วเป็นหมื่นเท่า
แต่แม่ว่านะ แกอย่าเพิ่งใจร้อนไป เปียนไห่ซิงยังต้องเรียนอีกตั้ง 4 ปีกว่าจะจบ ถึงตอนนั้นแกหย่าไปแล้ว ก็ยังแต่งงานใหม่ไม่ได้อยู่ดี นอกจากว่าเธอจะยอมลาออกจากมหาวิทยาลัย
แต่ถ้าลาออกก็จะไม่มีงานทำ แบบนั้นไม่ดีแน่ลูก
แม่ว่านะ ตอนนี้แกไปง้อมันกลับมาก่อน รอให้เสี่ยวซิงเรียนจบเมื่อไหร่ ค่อยถีบหัวส่งมันไปก็ยังไม่สาย แบบนี้หน้าที่การงานของแกก็จะไม่ได้รับผลกระทบ เผื่อมีใครเอาเรื่องนี้ไปพูดให้เสียๆ หายๆ แกจะได้ไม่คุ้มเสีย”
หลังจากอารมณ์ร้อนผ่านไป หลินหานก็เริ่มคิดได้ว่าการที่เขาเอ่ยปากขอหย่าออกไปนั้นมันอาจจะเร็วเกินไปจริงๆ ต่อให้หย่าแล้ว เขาก็ยังไม่สามารถแต่งงานกับเปียนไห่ซิงได้ในทันที
ไม่เพียงแค่นั้น ยังอาจจะถูกผู้คนนินทาว่าร้ายได้อีก คำตักเตือนของอาจารย์ใหญ่ก็แวบเข้ามาในความคิด
จริงอย่างที่แม่พูด ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะหย่า ถึงแม้จะเบื่อหน่ายเต็มทน แต่ก็ยังจำเป็นต้องไปตามหลัวซูซิ่วกลับมา
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงตั้งท่าจะออกไปตามหาภรรยา แม่หลินคว้าแขนเขาไว้ “แกจะไปไหน”
“ผมต้องไปตามหลัวซูซิ่วกลับมา ไม่อย่างนั้นใครจะทำกับข้าวให้เรากินล่ะครับ” แม่หลินจึงยอมปล่อยมือ
นั่นสินะ อีกไม่นานก็จะถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว หลานชายตัวน้อยก็ใกล้จะเลิกเรียนแล้วด้วย
ซ่งอวี้หน่วนหอบของพะรุงพะรังมุ่งหน้าไปยังฝ่ายพลาธิการเพื่อพบกับน้าซิ่ว ของเหล่านี้เธอตั้งใจนำมาจากอำเภอหนานซาน ก่อนเดินทางกลับมาปักกิ่ง เธอแวะไปเยี่ยมพี่ชายและพี่สาวของน้าซิ่วมา
ทั้งสองคนทำงานเป็นพนักงานเก่าแก่ในอำเภอมานานหลายปีแล้ว คนหนึ่งทำงานที่โรงงานอาหาร ส่วนอีกคนอยู่ที่โรงงานไม้ เมื่อได้พบกันจึงได้รู้ว่าลุงหลัว ซึ่งเป็นพี่ชายของน้าซิ่ว เคยเป็นหัวหน้ากลุ่มและคอยดูแลอาเล็กของเธอมาก่อน
แต่ลุงหลัวไม่เคยปริปากเล่าเรื่องที่น้องสาวของตนอาศัยอยู่ที่ปักกิ่งเลย เขาคงกังวลว่าหากมีคนมาขอความช่วยเหลือ อาจจะทำให้น้องสาวต้องลำบากใจ เพราะเธอเองก็ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจอะไรในบ้านสามี
ในกระเป๋าผ้าใบที่ซ่งอวี้หน่วนถืออยู่ มีทั้งลูกท้อกระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และผักดองรสชาติบ้านเกิดอีกหนึ่งกระปุก นอกจากนี้ยังมีเสื้อไหมพรมและเสื้อกั๊กไหมพรมที่ลุงและป้าของเสี่ยวเจ๋อตั้งใจถักมาให้หลานชาย
ทว่าเมื่อมาถึง เธอกลับได้รับข่าวว่าน้าซิ่วลาหยุดในช่วงเช้า ซ่งอวี้หน่วนไม่รู้ว่าบ้านของน้าซิ่วอยู่ที่ไหน และถึงแม้จะรู้ เธอก็ไม่อยากรบกวน
ขณะที่กำลังจะเดินกลับหอพัก เธอก็เห็นร่างของน้าซิ่วกำลังเดินอย่างเร่งรีบอยู่ตรงหัวมุมถนนพอดี ขอบตาของหญิงสาวแดงก่ำ บ่งบอกว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ช่างเป็นจังหวะที่เหมาะเจาะ เพราะเธอกำลังอยากจะคุยกับน้าหลัวเรื่องของเปียนไห่ซิงอยู่พอดี
[จบบท]