บทที่ 562: เฉียบคมจนน่ากลัว
พอสายตาของหลัวซูซิ่วมองเห็นซ่งอวี้หน่วน เธอก็รีบเช็ดคราบน้ำตาออกจากใบหน้า พยายามปรับสีหน้าให้ดูเป็นปกติที่สุดแล้วเดินเข้าไปหาหญิงสาวรุ่นลูก
“ของฝากจากที่บ้านค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนยื่นถุงในมือให้ เมื่อหลัวซูซิ่วมองเห็นเสื้อไหมพรมกับเสื้อกั๊กที่คุ้นตา ความอดทนที่พยายามสร้างขึ้นก็พังทลายลงมา หยาดน้ำตารินไหลอาบแก้มอย่างไม่อาจห้าม
“ดูสิ น้าไม่เอาไหนเลยจริงๆ เสี่ยวหน่วนอย่าหัวเราะเยาะน้านะ” เธอพูดเสียงสั่นเครือ
“หนูไม่หัวเราะหรอกค่ะ” ซ่งอวี้หน่วนส่ายหน้าเบาๆ
“ที่บ้านฝากมาบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง ทุกคนสบายดี น้าแค่ใช้ชีวิตของตัวเองให้มีความสุขก็พอแล้วค่ะ”
ใช้ชีวิตให้มีความสุขอย่างนั้นหรือ
หลัวซูซิ่วได้แต่ครุ่นคิดในใจ จะทำได้อย่างไร ในเมื่อชีวิตคู่ของเธอมันช่างน่าอึดอัดเหลือเกิน ต่อให้สามีไม่ได้นอกใจ เรื่องราวภายในบ้านก็สร้างความทุกข์ระทมให้เธอมากพอแล้ว
แต่เรื่องราวซับซ้อนเหล่านี้จะให้ไประบายกับเด็กสาวตรงหน้าได้อย่างไร มันเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง
เธอทำได้เพียงฝืนยิ้มรับคำ และเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงนักศึกษาสาวคนนั้น
ทว่าซ่งอวี้หน่วนกลับเป็นฝ่ายเปิดประเด็นเสียเอง “ผู้หญิงที่ชื่อเปียนไห่ซิงย้ายออกจากหอพักหนูไปแล้วค่ะ
น้าคะ น้าร้องไห้มาใช่ไหมคะ มีใครรังแกน้าหรือเปล่า บอกหนูได้นะ ถ้าหนูช่วยอะไรได้ หนูก็ยินดี ในเมื่อหนูเรียกน้าว่า ‘น้าซิ่ว หนูก็ไม่เคยเห็นน้าเป็นคนอื่นเลย”
หลัวซูซิ่วมองลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กสาวตรงหน้า ช่างเป็นเด็กที่จิตใจดีและอบอุ่นสมชื่อจริงๆ แต่การจะนำเรื่องราวปัญหาครอบครัวอันยุ่งเหยิงไปเล่าให้เธอฟังนั้น หากย่าซ่งล่วงรู้เข้า เธอคงไม่มีหน้าไปพบผู้มีพระคุณอีก หญิงวัยกลางคนจึงเตรียมจะส่ายหน้าปฏิเสธ
“น้าคะ จริงๆ หนูพอจะเดาเรื่องได้บ้าง” ซ่งอวี้หน่วนกล่าวต่อ
“เปียนไห่ซิงหาเรื่องทะเลาะกับหนูในหอพัก เพียงเพราะหนูไม่เคยบอกว่าเรามาจากที่เดียวกัน น้าลองคิดดูสิคะ ถ้าไม่มีอะไรในใจ จะมาเดือดเนื้อร้อนใจกับเรื่องแค่นี้ทำไม แล้วอาจารย์หลิน เขาอธิบายเรื่องนี้กับน้าว่ายังไงคะ”
เพียงเท่านั้น สีหน้าของหลัวซูซิ่วก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ที่แท้ก็เป็นเพราะเรื่องนี้เองสินะ
เธอมองเด็กสาวที่ดูจะหยั่งรู้ไปเสียทุกอย่าง แล้วในที่สุดก็ตัดสินใจเล่าความจริง “เมื่อสักครู่นี้…หลินหานเขาเรียกน้ากลับไปที่บ้าน เขาบอกว่า…อยากจะหย่ากับน้า”
การเอ่ยคำว่า ‘หย่า’ ออกมา มันกรีดลึกลงไปในหัวใจของผู้หญิงที่รักสามีหมดหัวใจและถูกหักหลังอย่างแสนสาหัส ถึงจะเจ็บปวด แต่เมื่อซ่งอวี้หน่วนอยากรู้ เธอก็ไม่อยากปิดบัง
ชีวิตของเธอยังต้องก้าวเดินต่อไป อย่างน้อยก็เพื่อหลินเฮ่าเจ๋อ ลูกชายของเธอที่ใกล้จะเลิกเรียนแล้ว จะให้หวังพึ่งแม่สามีใจร้ายทำอาหารให้ลูกกินคงเป็นไปไม่ได้
“เสี่ยวหน่วน ไม่ต้องห่วงนะ” หลัวซูซิ่วเช็ดน้ำตาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะเข้มแข็ง
“น้าไม่ยอมหย่า เขาก็บังคับน้าไม่ได้หรอก ถึงคนที่บ้านตระกูลหลินจะไม่มีเหตุผล แต่โลกภายนอกยังมีคนที่มีเหตุผลอยู่ ต้องมีใครสักคนที่ให้ความเป็นธรรมกับน้าได้”
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่ในใจเธอก็รู้ดีว่าเรื่องปัญหาในครอบครัวเช่นนี้ หาความเป็นธรรมได้ยากเหลือเกิน
“น้าคะ” ซ่งอวี้หน่วนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่สุขุมเกินวัย “หนูคิดว่าที่อาจารย์หลินขอหย่ากับน้า เป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบที่อยากจะเอาใจเปียนไห่ซิงเท่านั้นแหละค่ะ ลองคิดตามหนูนะคะ
ต่อให้หย่ากันตอนนี้ เขาก็แต่งงานใหม่ไม่ได้อยู่ดี เปียนไห่ซิงยังเรียนไม่จบ ต้องรออีกตั้ง 4 ปี บางที…พวกเขาอาจจะไม่ได้อยากเสียน้าไปตอนนี้ก็ได้ แต่อยากจะใช้งานน้าฟรีๆ ไปอีกหลายปีต่างหาก รอจนเปียนไห่ซิงเรียนจบแล้วค่อยถีบหัวส่งน้า”
ขณะที่พูด ซ่งอวี้หน่วนก็เหลือบไปเห็นร่างของหลินหานที่กำลังเดินตรงมาทางนี้ด้วยท่าทีร้อนรน ดูเหมือนว่าเขาคงได้สติหลังจากคุยกับแม่และน้องสาวแล้วว่าไม่ควรทำอะไรวู่วาม เพราะอย่างไรเสียหลัวซูซิ่วก็เป็นแม่แท้ๆ ของลูกชาย
แม้ใบหน้าจะฉายแววหงุดหงิดรำคาญ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความโล่งใจอย่างประหลาดที่เรื่องยังไม่บานปลายไปกว่านี้
ซ่งอวี้หน่วนเห็นหลินหานใกล้เข้ามาทุกขณะ จึงรีบกระซิบกับหลัวซูซิ่วอย่างรวดเร็ว “น้าคะ เรามาพนันกันไหมคะ เดี๋ยวอาจารย์หลินต้องเดินมาบอกน้าว่าเรื่องหย่าเป็นแค่คำพูดตอนโมโห อย่าไปใส่ใจเลย แล้วก็จะกล่อมให้น้ากลับบ้านไปทำกับข้าว ใช้ชีวิตเหมือนเดิม รอจนเปียนไห่ซิงเรียนจบเมื่อไหร่ค่อยจัดการเรื่องหย่าทีหลัง
วิธีนี้บ้านเขาจะได้คนรับใช้ฟรีๆ ที่ไม่ต้องจ่ายเงินเดือน แถมเงินที่น้าหามาก็ยังเอาไปจุนเจือครอบครัวเขาได้อีก มีแต่ได้กับได้แบบนี้ ทำไมพวกเขาจะไม่ทำล่ะคะ”
หลัวซูซิ่วจ้องมองใบหน้าของซ่งอวี้หน่วนนิ่งงัน ความคิดของเธอว่างเปล่าไปชั่วขณะ
“หนูขอตัวแวบหนึ่งนะคะ น้ารอตรงนี้นะ หนูยังมีเรื่องอยากจะคุยกับน้าต่อ” ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยขึ้น ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็วแล้วหายลับไปตรงหัวมุมตึก
หลัวซูซิ่วยืนถือของอยู่ลำพัง ในหัวยังคงสับสนกับคำทำนายที่แม่นยำราวกับตาเห็นของเด็กสาว ไม่นานนัก ร่างของหลินหานก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับท่าทีรีบร้อน ทุกอย่างเป็นไปตามที่ซ่งอวี้หน่วนพูดไว้ไม่ผิดเพี้ยน
ทว่าแววตาที่ฉายชัดถึงความเบื่อหน่ายและรังเกียจที่เขาพยายามกดเก็บไว้อย่างสุดความสามารถนั้น ในฐานะภรรยาที่คุ้นเคยกับเขาที่สุด มีหรือที่หลัวซูซิ่วจะมองไม่ออก
หัวใจของเธอเจ็บปวดรวดร้าว เขากล้ามองเธอด้วยสายตาเช่นนี้ได้อย่างไร และมันไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอต้องเผชิญกับมัน เธอรู้ดีว่าต่อให้ไม่มีเปียนไห่ซิง ก็ต้องมีผู้หญิงคนอื่นเข้ามาแทนที่อยู่ดี
“รีบกลับบ้านไปทำกับข้าวได้แล้ว” หลินหานไม่อยากเสียเวลาพูดคุยกับเธอนานนัก
“แล้วก็ไปขอโทษแม่กับน้องเล็กซะ เรื่องจะได้จบๆ ไป ว่าแต่ในมือนั่นอะไร ของที่แผนกแจกมาเหรอ ถ้าใช่ก็รีบเอาไปเก็บที่บ้านสิ แล้วก็แวะร้านค้าสหกรณ์ซื้อไข่ไก่กลับไปด้วย ไม่ได้ไปเยี่ยมพ่อนานแล้วนะ สมควรไปเยี่ยมได้แล้ว”
หลัวซูซิ่วกำมือแน่น ในชั่วขณะนั้น ความรู้สึกหนึ่งแล่นปราดเข้ามาในสมอง ทำให้เธอตื่นเต็มตาทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เธอรู้สึกว่าหลินหานช่างเป็นผู้ชายที่น่ารังเกียจและหน้าไม่อายที่สุด
ให้เธอไปขอโทษหญิงแก่คนนั้นกับน้องสามีตัวดีน่ะหรือ แล้วยังต้องซื้อไข่ไปเยี่ยมพ่อของเขาอีก ชายแก่คนนั้นก็ไม่ได้ดีไปกว่าใคร เอาแต่ดูถูกว่าเธอเป็นคนบ้านนอกทำให้ตระกูลของเขาต้องมัวหมอง ตระกูลผู้ดีจอมปลอมที่ลูกชายตัวเองทำเรื่องเสื่อมเสียนี่น่ะหรือ
หลินหาน… ถ้าคุณอยากจะหลอกใช้ฉันให้เป็นวัวเป็นควายให้บ้านคุณต่อไป อย่างน้อยก็ช่วยแสร้งทำตัวให้เหมือนเมื่อก่อนสักหน่อยไม่ได้หรือไง ยังคิดว่าการออกคำสั่งแบบนี้จะทำให้ฉันดีใจเหมือนแต่ก่อนอยู่อีกหรือ
สมัยนั้นฉันเห็นคุณเป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิต เป็นพ่อของลูก เป็นสามีที่ฉันรักสุดหัวใจ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว
ในเมื่อคุณวางตัวเป็นผู้มีการศึกษาสง่างาม ทำไมไม่ใช้คำพูดอ่อนโยนไพเราะเหมือนที่พูดกับเปียนไห่ซิงบ้าง ทำไมต้องมองฉันด้วยสายตารังเกียจและพูดจาห้วนๆ แบบนี้ ถ้าเพียงแต่คุณเสแสร้งสักนิด บางทีฉันอาจจะยอมโง่ต่อไปก็ได้
ความรู้สึกของคนเรานี่มันแปลกจริงๆ แต่ก่อนเคยมองว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษสูงส่งราวกับเทพเซียน แต่ตอนนี้ ภาพลวงตาทั้งหมดได้พังทลายลงแล้ว
ซื้อไข่บ้าอะไรกัน!
แม้ในใจจะเดือดพล่านดั่งพายุ แต่สีหน้าของหลัวซูซิ่วกลับเรียบเฉยจนน่าประหลาด หลินหานซึ่งไม่เคยใส่ใจในอารมณ์ความรู้สึกของภรรยาอยู่แล้ว กลับตีความความเงียบของเธอไปว่ากำลังดีใจจนทำอะไรไม่ถูก
“ดีใจจนพูดไม่ออกเลยรึไง” เขาเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ฉันไม่หย่ากับเธอตอนนี้หรอก ฉันต้องออกไปทำธุระก่อน เดี๋ยวกลับมากินข้าวเย็น”
เขาพูดจบก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างเร่งรีบ ทิศทางที่มุ่งหน้าไปคืออาคารเรียนและหอพักนักศึกษา ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเขาจะไปพบใคร
เมื่อหลินหานลับสายตาไปแล้ว ซ่งอวี้หน่วนก็เดินกลับมาหา
หลัวซูซิ่วหันไปมองเธอ น้ำเสียงแหบแห้งแต่แฝงไปด้วยแววประชดประชัน “แม่หมอดูเทวดา... พูดแม่นเกินไปแล้วนะ”
“แล้วน้าจะทำยังไงต่อไปคะ” ซ่งอวี้หน่วนถามกลับด้วยความเป็นห่วง
พอคิดถึงคำสั่งให้ไปซื้อไข่ของหลินหาน หลัวซูซิ่วก็รู้สึกว่ามันช่างเป็นเรื่องตลกขบขันสิ้นดี ที่ผ่านมาเธอครุ่นคิดถึงทางออกของชีวิตคู่อยู่เสมอ เพียงแต่ไม่เคยคิดอย่างจริงจังเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้คงถึงเวลาแล้ว
[จบบท]