บทที่ 563: เมื่อเสือสิ้นลาย
ณ เวลานี้ ในใจของหลัวซูซิ่วกลับปลอดโปร่งโล่งสบาย ราวกับว่าเมฆหมอกที่บดบังมานานได้สลายไปจนหมดสิ้น ไม่เหลืออะไรให้ต้องครุ่นคิดอีกต่อไป
หญิงสาวใคร่ครวญเพียงชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เรื่องหย่าต้องเกิดขึ้นแน่นอนจ้ะ พวกเขายังหวังจะให้น้าก้มหน้าก้มตาทำงานรับใช้เหมือนวัวเหมือนควาย พอหมดประโยชน์ก็คิดจะถีบหัวส่ง ช่างวาดฝันสวยหรูเสียจริง
น้าจะรีบจัดการเรื่องหย่าให้เร็วที่สุด บ้านหลังนี้ที่ทำงานจัดสรรให้เขา ส่วนน้าเป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราว ไม่มีสิทธิ์อะไรอยู่แล้ว แต่ลูกชายต้องอยู่กับน้า และเขาจะต้องส่งเสียค่าเลี้ยงดูครึ่งหนึ่งของเงินเดือนจนกว่าลูกจะเรียนจบมหาวิทยาลัยและเริ่มทำงาน
ที่สำคัญ เขาต้องจ่ายค่าชดเชยให้น้าด้วย เงินเก็บในบ้านที่มีอยู่ราว 800 หยวน จะต้องเป็นของน้าทั้งหมด หากไม่ยอม น้าจะฟ้องเขาข้อหา...”
หลัวซูซิ่วชะงักไปครู่หนึ่ง คำว่า "มีชู้" จ่ออยู่ที่ริมฝีปาก แต่เธอก็เลือกที่จะกลืนมันกลับลงไป
“...ประพฤติตัวไม่เหมาะสม ถึงตอนนั้นไม่ใช่แค่ชื่อเสียงของเขาที่จะป่นปี้ แม้แต่งานการก็อาจจะรักษาไว้ไม่ได้” เธอกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“หากเขาตกงานจนไม่เหลืออะไรแล้ว คุณหนูเปียนไห่ซิงคนนั้นจะยังชายตามองเขาอยู่อีกไหม”
“แต่น้าไม่มีหลักฐานนี่คะ ถ้าจับไม่ได้คาหนังคาเขา อาจจะโดนพวกนั้นตลบหลังเอานะคะ” ซ่งอวี้หน่วนท้วงด้วยความเป็นห่วง
หลัวซูซิ่วแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน “คนสองคนกำลังอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามัน เรื่องจับผิดเขากับเปียนไห่ซิงน่ะเหรอ ง่ายนิดเดียว ขนาดลูกชายน้ายังทำได้ แล้วมีหรือที่น้าจะทำไม่ได้”
แววตาเด็ดเดี่ยวของหลัวซูซิ่วทำให้ซ่งอวี้หน่วนอดที่จะชื่นชมไม่ได้
“อีกอย่างนะ ถ้าเขาไม่ยอมหย่าดี ๆ น้าก็จะปั่นป่วนครอบครัวเขาให้วุ่นวายจนอยู่ไม่เป็นสุข คนพวกนั้นน่ะรักหน้าตายิ่งกว่าอะไร ดีแต่ข่มเหงรังแกลับหลัง คิดจะให้กลับไปเป็นทาสรับใช้ ทำอาหาร ดูแลปรนนิบัติเหมือนเดิมเหรอ ฝันไปเถอะ
ในเมื่อชอบพูดกันนักว่าน้าเป็นคนบ้านนอกที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง คราวนี้น้าจะแสดงให้ดูเอง ว่าการไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงที่แท้จริงน่ะเป็นอย่างไร”
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้าสนับสนุนอย่างเต็มที่ “ต้องอย่างนั้นสิคะ เสือไม่คำราม เขาคงนึกว่าน้าเป็นแค่แมวป่วย ๆ ตัวหนึ่งสินะคะ”
“ของพวกนี้น้าว่าจะเอาไปเก็บไว้ที่ฝ่ายพลาธิการ จะไม่ยอมให้คนพวกนั้นได้แตะต้องแม้แต่น้ำแกงผักดอง” หลัวซูซิ่วพูดพลางมองถุงในมือ
“เสี่ยวหน่วน ขอโทษจริง ๆ นะที่รบกวนเวลาของหนูไปตั้งนาน รีบไปทำธุระของหนูเถอะจ้ะ รออีกสองวันพอได้ตั๋วปันส่วนเนื้อวัวมา เรามาทำเกี๊ยวนึ่งยักษ์ไส้เนื้อกินกันนะ เดี๋ยวน้าจะใส่กล่องไปวางไว้ให้ที่หอพัก เลิกเรียนมาจะได้กินเลย”
ซ่งอวี้หน่วนรีบขัดจังหวะก่อนที่หญิงสาวจะพูดต่อไป เธอจับแขนของหลัวซูซิ่วไว้อย่างสนิทสนมแล้วเอ่ยว่า “น้าซิ่วคะ ฟังหนูนะ หนูมีบริษัทเล็ก ๆ อยู่แห่งหนึ่ง ตอนนี้ยังไม่ได้จ้างใครเป็นจริงเป็นจัง เพราะยังดูแลไม่ทั่วถึงและไม่อยากไว้ใจคนง่าย ๆ
ถ้าน้าไม่รังเกียจ มาช่วยงานหนูสักพักได้ไหมคะ ด้านหลังบริษัทมีบ้านว่างอยู่หลังหนึ่ง หนูเช่ามาพร้อมกัน อยู่กัน 3-5 คนได้สบาย ๆ เลยค่ะ
ประตูทางเข้าก็อยู่ด้านหลัง ไม่ปะปนกับส่วนร้านค้า ถึงจะไกลจากโรงเรียนของหลินเฮ่าเจ๋อไปหน่อย แต่ก็นั่งรถแค่ 5 สถานีเอง ที่หนูเล่ามาทั้งหมดนี้ แค่อยากให้น้ารู้ว่า ไม่ว่าน้าจะตัดสินใจอย่างไร น้ายังมีหนูเป็นที่พึ่งและมีทางไปเสมอ”
หยาดน้ำตาที่ไม่เคยรินไหลมานานพลันเอ่อล้นออกมาจากดวงตาของหลัวซูซิ่ว เธอรีบดึงร่างของซ่งอวี้หน่วนเข้ามากอดไว้แน่นเพื่อซ่อนความอ่อนแอของตน พร้อมกับกระซิบเสียงสั่น “อืม... น้ารู้แล้วจ้ะ”
ซ่งอวี้หน่วนมองตามแผ่นหลังของหลัวซูซิ่วที่หิ้วของเดินตรงไปยังที่ทำงานเพื่อเก็บของมีค่า ก่อนจะครุ่นคิดในใจว่าหลัวซูซิ่วนั้นเป็นผู้หญิงที่เด็ดเดี่ยวและกล้าตัดสินใจอย่างแท้จริง
เมื่อหัวใจปราศจากความรักเสียแล้ว การกระทำของอีกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดีหรือนอกใจไปมีคนอื่น ก็คงไม่ต่างอะไรกับสายลมที่พัดผ่าน
แต่เมื่อใดที่ความรู้สึกได้ถือกำเนิดขึ้น การจะตัดขาดให้สิ้นซากในคราเดียว ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชีวิตคู่ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานนับสิบปีและยังมีโซ่ทองคล้องใจเป็นพยานรักอีกหนึ่งคน
หลัวซูซิ่วเดินกลับเข้าบ้านด้วยสองมือที่ว่างเปล่า ทว่าแววตากลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
“นังตัวดี! ทำไมเพิ่งโผล่หัวกลับมา แล้วกับข้าวล่ะไม่ได้ซื้อมาหรือไง ฉันสั่งให้ซื้อไข่ไปเยี่ยมพ่อแกไม่ใช่เหรอ หูหนวกหรือสมองทึบกันแน่” เสียงแหลมของแม่หลินแผดลั่น
“วัน ๆ ไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน สมแล้วที่เป็นพวกบ้านนอกคอกนา ทำอะไรก็ต้องให้คอยจ้ำจี้จ้ำไชอยู่เรื่อย ตระกูลหลินของฉันช่างโชคร้ายแปดชาติจริง ๆ ที่ได้สะใภ้อย่างแกเข้ามาในบ้าน”
หลินลี่ น้องสาวของสามี สังเกตเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของพี่สะใภ้จึงไม่ได้เอ่ยปากผสมโรงกับมารดา ทำเพียงถอยหลังไปสองสามก้าวแล้วพูดเปรยขึ้นเบา ๆ
“กลับมาเสียสายป่านนี้ แล้วหลินเฮ่าเจ๋อจะกินอะไรล่ะ ไม่ได้เรื่องเลยจริง ๆ”
หลัวซูซิ่วตวัดสายตาอันเย็นชาไปยังสตรีทั้งสอง ก่อนจะหยุดลงที่หลินลี่แล้วเอ่ยด้วยเสียงที่ไร้ความรู้สึก
“ทำไมเหรอ ทั้งบ้านนี้ต้องรอให้ฉันหาข้าวหาปลามาประเคนให้กินหรือไง ถ้าไม่มีฉัน พวกเธอคงอดตายกันหมดแล้วสินะ
ถ้าตอนเที่ยงฉันเกิดติดธุระกลับมาไม่ได้ เธอก็คงยอมอดข้าวไปอย่างนั้นใช่ไหม มีมือมีเท้าแต่กลับไม่รู้จักทำอะไรกินเอง รอให้คนอื่นมาป้อนถึงปาก ไม่อายบ้างหรือไง”
คำพูดของเธอทำให้แม่หลินและหลินลี่เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา พวกเธอจ้องมองสะใภ้ที่เคยว่านอนสอนง่ายราวกับคนแปลกหน้า นี่เธอเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร
เมื่อตั้งสติได้ แม่หลินก็กรีดร้องด้วยความเดือดดาล “แกกล้าดียังไงมาพูดกับลูกสาวฉันแบบนี้ นังหลัวซูซิ่ว ฉันว่าคนที่ไม่รู้จักอายน่ะคือแกต่างหาก รีบขอโทษลูกสาวฉันเดี๋ยวนี้ รอให้ลูกชายฉันกลับมาก่อนเถอะ เขาจะจัดการแกแน่”
หลัวซูซิ่วแค่นหัวเราะ “ลูกชายนอกใจที่ไร้ยางอายของแม่น่ะเหรอ เขาจะมาจัดการฉัน เขามีหน้าพออย่างนั้นเหรอ
ตั้งแต่ฉันแต่งเข้ามา ฉันเคยทำอะไรบกพร่องบ้างไหม ตอนกลางวันแสก ๆ พวกเธอสองคนนั่งอยู่บ้านเฉย ๆ มีมือมีเท้าแต่กลับไม่ยอมทำกับข้าว รอให้ฉันกลับมาทำให้กิน
ตั้งแต่ฉันย้ายมาปักกิ่งแห่งนี้ อาหารสามมื้อและความเป็นอยู่ของพวกเธอล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของฉันเพียงคนเดียว รู้ไหมว่าถ้าจ้างคนใช้ต้องเสียเงินเดือนละเท่าไหร่ พวกเธอไม่เคยควักเงินออกมาสักสลึง มีแต่เงินจากการทำงานของฉันที่คอยจุนเจือครอบครัวนี้
ต่อให้ฉันต้องเลี้ยงดูแม่สามี แต่ก็ไม่เคยได้ยินว่าต้องเลี้ยงน้องสาวสามีไปด้วย อายุอานามก็ปาเข้าไปยี่สิบกว่าแล้ว ยังจะมานั่งรอให้พี่สะใภ้ที่ทำงานเหนื่อยมาทั้งเช้ากลับมาปรนนิบัติอีก
ตกลงใครกันแน่ที่ไร้ยางอาย ฉันมันคนบ้านนอก ไม่มีการศึกษา ไม่ได้ดูดีมีชาติตระกูลเหมือนลูกชายของแม่ที่แอบไปมีชู้หรอกนะ จะบอกอะไรให้ ถ้ายังหวังว่าฉันจะยอมกลับไปเป็นทาสรับใช้เหมือนเดิมล่ะก็ ฝันไปเถอะ”
พูดจบเธอก็ผลักร่างของสองแม่ลูกที่ยืนตะลึงงันจนเปิดทางให้ ก่อนจะตรงเข้าไปในห้องนอน คว้าสมุดบัญชีและเงินสดทั้งหมดใส่กระเป๋าแล้วเดินออกมา
ดูเหมือนว่าคนบางประเภทก็ต้องเจอกับความแข็งกร้าวบ้างจึงจะรู้สึกตัว ตอนที่หลัวซูซิ่วอดทนและยอมทำทุกอย่าง พวกเขากลับไม่เคยเห็นค่า แต่พอเธอหมดความอดทนและลุกขึ้นสู้ สองแม่ลูกกลับเกิดความหวาดกลัวขึ้นมา
ทั้งคู่ได้แต่อ้าปากค้าง มองการกระทำของหลัวซูซิ่วโดยไม่รู้จะสรรหาคำใดมาพูด
เมื่อได้สติ แม่หลินก็คำรามด้วยความโกรธแค้นและอัปยศอดสู เธอพุ่งเข้าใส่หลัวซูซิ่วทันที ในหัวพลันตระหนักว่าต้องทำให้นังลูกสะใภ้ปากดีนี่หุบปากให้ได้ ถ้าเรื่องที่ลูกชายนอกใจแพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของหลินหานและวงศ์ตระกูลต้องย่อยยับไม่มีชิ้นดี
หลัวซูซิ่วซึ่งทำงานหนักมาทั้งชีวิตย่อมมีพละกำลังมากกว่า แต่เธอฉลาดพอที่จะไม่ลงมือกับแม่สามีให้ตัวเองต้องตกเป็นฝ่ายผิด เธอเพียงแค่เบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเปิดประตูบ้านออกกว้างแล้วตะโกนสุดเสียง
“ช่วยด้วยค่ะทุกคน แม่สามีฉันคลั่งจะทำร้ายคนแล้ว ใครก็ได้ช่วยมาจับตัวเธอไว้ที”
การกระทำที่ไม่คาดฝันนี้ทำให้แม่หลินชะงักงัน เธอยืนนิ่งแข็งทื่ออยู่กับที่ ใบหน้าซีดสลับเขียวด้วยแรงโทสะ
“หย่า หย่าให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย นังหลัวซูซิ่ว ฉันจะสั่งให้ลูกชายฉันหย่ากับแกให้ได้”
[จบบท]