บทที่ 564: ไปเป็นเพื่อน
เสียงแหลมของแม่หลินดังขึ้นพร้อมกับเสียงเปิดประตูจากห้องฝั่งตรงข้าม ที่นี่คือที่พักข้าราชการที่แต่ละห้องอยู่ติดกันจนแทบจะได้ยินเสียงหายใจของเพื่อนบ้าน
หญิงชรารู้สึกได้ถึงสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมา เมื่อป้าไป๋เพื่อนบ้านตัวดีที่ชอบสอดรู้สอดเห็นก้าวออกมาเป็นคนแรก ตามด้วยหน้าต่างอีกหลายบานที่เปิดออกพร้อมกัน เธอก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่านี่เป็นเวลาเลิกงานแล้ว ทุกคนคงกลับถึงบ้านกันหมดแล้ว
เสียงสะอื้นของหลัวซูซิ่วดังแทรกขึ้นมา “หลินหานยืนกรานจะหย่ากับฉันให้ได้ แต่แม่กลับไม่เคยคิดจะห้ามปรามลูกชายเลยสักนิด แถมยังคอยราดน้ำมันลงบนกองไฟ อยากให้เราเลิกกันเร็วๆ ใช่ไหมคะ หรือว่าหาลูกสะใภ้คนใหม่ไว้ให้เขาแล้ว
ฉันแต่งงานกับหลินหานตั้งแต่อายุ 19 จนถึงตอนนี้ก็สิบกว่าปีแล้ว จู่ๆ พวกคุณจะมาเขี่ยฉันทิ้งกันง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไง ทำไมถึงได้ใจดำอำมหิตกันขนาดนี้ อยากจะหย่างั้นเหรอคะ ฝันไปเถอะ ฉันไม่มีวันยอมเด็ดขาด”
คำพูดสวนกลับอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้แม่หลินถึงกับชะงัก เธอมองลูกสะใภ้ที่เคยว่านอนสอนง่ายด้วยแววตาตื่นตระหนก ราวกับว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือคนแปลกหน้าที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อน
นี่ใช่หลัวซูซิ่วคนเดิมที่ยอมให้โขกสับมาตลอดจริงๆ หรือ หรือว่ามีวิญญาณร้ายที่ไหนมาเข้าสิง
ป้าไป๋มองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกเห็นใจ ลูกสะใภ้บ้านตระกูลหลินเป็นคนอย่างไรนั้นใครๆ ในละแวกนี้ต่างก็รู้ดี หากไม่นับเรื่องที่มาจากต่างจังหวัดและพื้นเพตระกูลที่ไม่โดดเด่น ก็แทบจะหาข้อบกพร่องจากตัวหลัวซูซิ่วไม่ได้เลยสักอย่าง
ทั้งรูปโฉมที่งดงาม กิริยามารยาทที่อ่อนหวาน จิตใจดีมีเมตตา แถมยังเป็นแม่บ้านแม่เรือน ทำงานเก่ง ทำอาหารอร่อย เรียกได้ว่าเป็นยอดภรรยาที่หาตัวจับยาก แต่ครอบครัวหลินกลับไม่เคยเห็นคุณค่าของเธอเลยแม้แต่น้อย
หลัวซูซิ่วเหลือบไปเห็นป้าไป๋ที่ยืนมองอยู่ เธอจึงฝืนยิ้มขมขื่นส่งให้ ก่อนจะหันหลังก้าวข้ามธรณีประตู เดินจากไปด้วยท่าทางโซซัดโซเซ ภาพนั้นช่างน่าเวทนาจนป้าไป๋อยากจะเอ่ยปากช่วยพูดแก้ต่างให้ แต่เมื่อเห็นสีหน้าถมึงทึงของแม่หลินแล้วก็ไม่กล้าพอ ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องการหย่าร้างนี่มันเป็นมายังไงกันแน่
เมื่อกลับเข้าห้อง ป้าไป๋ก็อดไม่ได้ที่จะนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับสามี “ฉันว่าแล้วเชียวว่าสักวันต้องลงเอยแบบนี้ สองปีก่อนก็มีแววแล้วนี่นา ใครเขาใช้ชีวิตคู่กันแบบนั้น เย็นชาต่อกันขนาดนั้น ไม่เคยมีรอยยิ้มให้กันเลย
ต่อให้จ้างคนใช้มาทำงานบ้าน ยังต้องปฏิบัติกับเขาดีกว่านี้เลย แต่นั่นภรรยาของลูกชายนะ เป็นแม่ของหลานแท้ๆ ทำไมเสี่ยวหลินถึงทำตัวแบบนี้ได้ลงคอ”
สามีของป้าไป๋ปรามภรรยา “เรื่องของครอบครัวเขา เธออย่าไปยุ่งเลยดีกว่า”
แต่ลูกสาวของพวกเขากลับแค่นเสียงอย่างดูแคลน “ก็คงไม่มีอะไรมากหรอกค่ะพ่อ นอกจากว่าเขาเปลี่ยนใจแล้ว ตอนที่ยังเป็นแค่คนเก็บอุจจาระ หลัวซูซิ่วก็คงคู่ควรกับเขาอยู่หรอก แต่ตอนนี้พอได้เป็นถึงศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยแล้ว ผู้หญิงบ้านๆ แบบนั้นจะไปคู่ควรกับเขาได้ยังไงกัน”
ป้าไป๋ได้ฟังก็ชี้หน้าลูกสาวทันที “นี่แหละ ลูกถึงต้องดูให้ดี อย่าไปคว้าใครที่ไม่เข้าท่ามาเป็นคู่ชีวิต ความเหมาะสมของคนสองคนน่ะสำคัญที่สุด รู้ไว้ซะ”
***
หลังจากส่งเจมค์กลับไปแล้ว ซ่งอวี้หน่วนก็ขอลาหยุด 3 วัน พอเธอกลับมาถึงมหาวิทยาลัย เสิ่นเข่อซินก็รีบเข้ามาอัปเดตข่าวคราวทันที
“...อาจารย์หลินโดนย้ายแล้ว ส่วนเปียนไห่ซิงโดนภาคทัณฑ์ แต่ไม่ถึงกับไล่ออก น่าจะเพราะที่บ้านวิ่งเต้นช่วยไว้น่ะ อีกอย่างผู้บริหารมหาวิทยาลัยคงไม่อยากให้เรื่องมันอื้อฉาวไปมากกว่านี้ เดี๋ยวจะเสียชื่อเสียงสถาบันเปล่าๆ เลยย้ายอาจารย์หลินไปอยู่ฝ่ายพลาธิการแทน
ได้ยินมาว่าได้ทำงานแบบเดียวกับคนบ้านเดียวกับเธอสมัยก่อนเลยนะ ฮ่าๆ คราวนี้ก็คอยดูแล้วกันว่าสองคนนั้นจะไปพลอดรักกันอีท่าไหน”
ซ่งอวี้หน่วนรู้เรื่องราวทั้งหมดอยู่แล้ว หลัวซูซิ่วไม่ได้ใช้ภาพถ่ายเป็นหลักฐาน แต่เลือกที่จะบุกไปเผชิญหน้ากับทั้งสองคนในป่าเล็กๆ หลังมหาวิทยาลัยด้วยตัวเอง
ได้ยินมาว่าตอนนั้นเปียนไห่ซิงยังคงเชิดหน้าท้าทาย ประกาศกร้าวว่าความรักของเธอกับหลินหานคือรักแท้ ในเมื่อชีวิตคู่ไม่มีความรักหลงเหลืออยู่แล้ว ก็ถือเป็นการทรมานซึ่งกันและกัน เป็นเรื่องผิดศีลธรรมที่สังคมควรประณาม และขอให้หลัวซูซิ่วเป็นฝ่ายปล่อยมือไปเสียเอง
ทุกอย่างดำเนินไปตามที่หลัวซูซิ่วได้วางแผนไว้ไม่มีผิดเพี้ยน ซ่งอวี้หน่วนนึกชื่นชมอยู่ในใจ หากได้รับการฝึกฝนอีกสักหน่อย น้าคนนี้อาจจะกลายเป็นกำลังสำคัญให้เธอในอนาคตได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของน้าหลัวเอง
“ฉันได้ยินมาว่าเปียนไห่ซิงกำลังจะขอพักการเรียนแล้ว สองคนนั้นจะแต่งงานกันจริงๆ เหรอ” เสิ่นเข่อซินถามต่อ
“คงงั้นแหละ เร็วดีเหมือนกัน หลินหานคงกลัวว่าถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้อาจจะวืดทั้งคู่ พอถึงตอนนั้นก็จะไม่เหลืออะไรเลย สู้รีบแต่งงานตัดหน้าไปก่อนดีกว่า” ซ่งอวี้หน่วนวิเคราะห์
“ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเสียใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ไหม”
ในความคิดของซ่งอวี้หน่วน หลินหานคงไม่รู้สึกเสียใจ เพราะในที่สุดเขาก็ได้แต่งงานกับเปียนไห่ซิงสมความปรารถนา ชายคนนี้มีความสามารถและหัวคิดก้าวไกล รออีกไม่กี่ปีเมื่อนโยบายเปิดกว้างให้ทำธุรกิจได้เต็มที่ เขาอาจจะพลิกฟื้นกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง
ส่วนเปียนไห่ซิง ผู้หญิงที่บูชาความรักเป็นสรณะ ก็คงไม่เสียใจเช่นกัน
แต่พวกเขาจะต้องเสียใจ...ซ่งอวี้หน่วนคิดในใจ
บ่ายวันนั้น ซ่งอวี้หน่วนไปหาอาหญิงและน้าเล็กของกู้หวยอัน เพื่อนัดแนะกันไปช่วยน้าซิ่วย้ายบ้าน เธอต้องไปเป็นเพื่อนและเป็นกำลังใจให้น้าซิ่วในวันนี้
แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อเธอได้พบกับจินจวี๋โดยบังเอิญ สุดท้ายขบวนรถจี๊ปคันใหญ่ 3 คันจึงมุ่งหน้าไปยังบ้านพักอาจารย์ของมหาวิทยาลัย
ภาพรถจี๊ปป้ายทะเบียนพิเศษที่จอดเรียงรายอยู่ลานกว้างด้านล่างอาคารที่พักสร้างความตื่นตะลึงให้กับทุกคนที่พบเห็น แม้แต่คนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากก็ยังอดไม่ได้ที่จะตกใจ เพราะนี่คือรถจากเขตเป่ยอิ๋ง ซึ่งปกติแล้วแทบจะไม่มีโอกาสได้เห็นบนท้องถนนทั่วไป
แล้วสายตาของทุกคนก็ต้องพร่าเลือนไป เมื่อบุคคลสำคัญทยอยลงมาจากรถทีละคน ทั้งกู้หวยอัน จินจวี๋ และซ่งถิง
“พระเจ้า นั่นผู้อำนวยการกู้ไม่ใช่เหรอ” เสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
รูปลักษณ์และบุคลิกอันโดดเด่นเช่นนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเขา เพียงแต่ปกติแล้วเขาเป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยปรากฏตัวให้ใครเห็นง่ายๆ
แต่เมื่อเด็กชายตัวน้อยวิ่งเข้าไปหาพร้อมกับร้องเรียก “พี่หวยอัน” ทุกคนก็ยิ่งมั่นใจว่านี่คือกู้หวยอันตัวจริงเสียงจริง
จินจวี๋ซึ่งเป็นถึงบรรณาธิการบริหารของสำนักพิมพ์เองก็เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เธอส่งยิ้มทักทายคนที่รู้จักอย่างเป็นมิตร พร้อมกับบอกว่ามาช่วยเพื่อนย้ายบ้าน
“เพื่อนคนไหนกัน”
“อ๋อ อดีตภรรยาของอาจารย์หลินน่ะ ได้ข่าวว่าจัดการเรื่องหย่าเรียบร้อยแล้ว วันนี้จะย้ายออกไปพร้อมกับลูกชาย”
ภาพของหญิงสาวที่ต้องหอบลูกน้อยออกจากบ้านโดยไม่มีทั้งที่อยู่และงานประจำทำ ช่างน่าเวทนาในสายตาของทุกคน แต่แล้วคำถามก็ตามมา แล้วคนใหญ่คนโตเหล่านี้มาเกี่ยวข้องอะไรด้วย
“ไม่ยักรู้ว่าหลัวซูซิ่วมีเพื่อนหรือญาติที่ทรงอิทธิพลขนาดนี้”
“นั่นสิ ถ้าเธอมีเส้นสายระดับนี้ โดยเฉพาะกับตระกูลกู้ แล้วบ้านตระกูลหลินจะกล้าทำกับเธอแบบนี้ได้ยังไง”
“ผู้หญิงคนนั้นฉันจำได้ เธอชื่อซ่งอวี้หน่วน ประธานบริษัทฟานหัวกรุ๊ป คนที่เคยมาแลกข้าวเมื่อคราวก่อนไง”
“จริงดิ เด็กขนาดนั้นเป็นประธานบริษัทเลยเหรอ”
“จริงแท้แน่นอน ได้ยินว่ามาจากอำเภอหนานซานในมณฑลเป่ยฉวน”
“อ้าว ก็คนบ้านเดียวกับหลัวซูซิ่วน่ะสิ ที่แม่ของหลินหานเคยพูดถึงว่าเป็นพวกบ้านนอกคอกนาไง”
“บ้านนอกตรงไหนกัน”
“ก็เธอเคยหัวเราะเยาะให้ฉันฟังตั้งหลายครั้ง บอกว่าถึงจะไม่ได้หลัวซูซิ่วเป็นลูกสะใภ้ ก็จะไม่ยอมให้คนบ้านนอกของเธอเหยียบบ้านเด็ดขาด บอกว่ามันอัปมงคล”
ใบหน้าของหลินหานซีดเผือด เขามองกลุ่มคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ในสมองขาวโพลนไปชั่วขณะ เมื่อได้สติกลับคืนมา แววตาของเขาก็ฉายชัดถึงความไม่อยากจะเชื่อ
ซ่งอวี้หน่วนนั้นเขารู้จักดี แต่ใบหน้าของกู้หวยอันนั้นแม้จะคุ้นตาแต่ก็ไม่เคยพบเจอตัวจริงมาก่อน ชายผู้นี้คือผู้ก่อตั้งโทรศัพท์มือถือตงฟางหง คือลูกรักของสวรรค์จากบ้านพักหลวงหมายเลข 01
แล้วซ่งอวี้หน่วนไปสนิทสนมกับคนระดับนี้ได้อย่างไร เปียนไห่ซิงไม่ได้บอกเขาหรอกหรือว่าเธอเป็นเด็กในอุปการะของอาจารย์ใหญ่ แต่ภาพที่เห็นตรงหน้ามันฟ้องว่าไม่ใช่เลย
กู้หวยอันผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร กลับกำลังช่วยซ่งอวี้หน่วนขนของขึ้นรถอย่างขะมักเขม้น ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะเต็มอกเต็มใจทำอย่างที่สุด
[จบบท]