บทที่ 565: ซ่อนไว้ลึกเหลือเกิน
บรรยากาศที่อบอวลอยู่รอบตัวของหลัวซูซิ่วและกู้หวยอันบ่งบอกถึงความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาได้อย่างชัดเจน ชนิดที่ว่าแม้แต่คนโง่ก็ยังมองออก
อำเภอหนานซาน ซ่งอวี้หน่วน แลกเสบียงอาหาร บริษัท? คำสำคัญต่างๆ วิ่งวนอยู่ในหัวของหลินลี่อย่างสับสนวุ่นวาย
แน่นอนว่าเธอจำซ่งถิงไม่ได้ แต่คนอื่นกลับจำได้ และเสียงซุบซิบที่ลอยเข้าหูก็ทำให้เธอรู้ว่าผู้หญิงคนนั้นคืออาของซ่งอวี้หน่วน
หลินลี่ถึงกับยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกตะลึง ขณะที่ไป๋เสี่ยวอวี่ เพื่อนของเธอที่ยืนอยู่ข้างๆ สะกิดแขนยิกๆ “นี่เธอ ช่วยฉันหน่อยสิ ไปขอลายเซ็นต์ซ่งถิงให้ฉันหน่อยได้ไหม อ๊าย เธอสวยแล้วก็ดูใจดีมากเลย”
สมองของหลินลี่ขาวโพลนไปหมด มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
หลินเฮ่าเจ๋อมองหน้าย่า พ่อ และอาหญิงด้วยสายตาขุ่นเคือง พวกเขาคงตกใจกันสินะ เขาเคยเล่าให้ฟังแล้ว แต่ไม่มีใครเชื่อเลยสักคน แถมยังสั่งให้เขาอยู่ห่างๆ จากคนพวกนั้นอีก
ย่าที่เคยพร่ำบอกว่ารักเขาที่สุด ที่เคยดึงดันไม่ยอมให้เขาไปอยู่กับแม่ แต่พอพ่อพูดว่าจะสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์ให้ผู้หญิงคนใหม่ ย่ากลับทอดทิ้งเขาอย่างไม่ใยดี
เขาเกลียดคนพวกนี้ที่สุด พวกเขาคือคนสารเลวและจอมโกหก
สายตาของหลินหานเลื่อนไปจับจ้องที่ใบหน้าเรียบเฉยของหลัวซูซิ่ว เขาไม่ได้พินิจมองเธออย่างตั้งใจเช่นนี้มานานแสนนานแล้ว ในเวลานี้ เขากลับรู้สึกว่าเธอช่างดูห่างเหินและแปลกหน้าราวกับเป็นคนละคน
การขนย้ายข้าวของดำเนินไปอย่างรวดเร็วและราบรื่น หลินเฮ่าเจ๋อเพียงแค่ปรายตามองครั้งหนึ่ง ก่อนจะหันหลังวิ่งกลับไปอยู่ข้างกายแม่ เพราะนับจากนี้เป็นต้นไป ที่นี่ก็เป็นเพียงบ้านของคนอื่นแล้ว
ในที่สุดแม่หลินก็หมดความอดทน เธอกระชากแขนของหลินเฮ่าเจ๋อไว้ แล้วกดเสียงต่ำลอดไรฟันถาม
“เสี่ยวเจ๋อ! เด็กอกตัญญู! เสียแรงที่ย่ารักย่าเอ็นดูแกมาตลอด แล้วแม่แกไปรู้จักคนพวกนี้มาจากไหนกัน ใครกันน่ะ แล้วทำไมแกถึงเรียกคนนั้นว่าพี่หวยอัน เขาคือกู้หวยอันแห่งตงฟางหงใช่ไหม พวกแกรู้จักกันมาก่อนเหรอ”
หลินเฮ่าเจ๋อรู้สึกราวกับว่าภาระหนักอึ้งในอกได้ถูกปลดเปลื้อง เขาสะบัดแขนออกแล้วพูดเสียงดังฟังชัด “ย่า ปล่อยผมนะ ย่าทำผมเจ็บ!”
ทุกสายตาพลันจับจ้องมาที่แม่หลินเป็นจุดเดียว ทำให้เธอจำต้องปล่อยมือหลานชาย แต่ยังคงจ้องเขม็งด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธและความน้อยใจ
แม้ว่าเขาจะเลือกไปอยู่กับแม่ แต่เลือดในกายก็ยังเป็นของตระกูลหลิน ยังไม่ทันจะก้าวพ้นธรณีประตูบ้าน ก็ทำตัวราวกับคนไม่เคยรู้จักกัน ความรักความเอ็นดูที่เคยมอบให้ช่างสูญเปล่าราวกับให้อาหารสุนัข ช่างเหมือนแม่ของเขาไม่มีผิด เป็นพวกเนรคุณ การตัดสินใจไม่เอาเขาไว้นับว่าถูกต้องแล้ว
“ย่าครับ ผมเคยเล่าให้ย่าฟังแล้วไงครับ” หลินเฮ่าเจ๋อสวนกลับ
“ก็ครั้งนั้นที่ผมไปกินข้าวกับพี่เสี่ยวหน่วน กลับมาผมก็เล่าให้ย่าฟังหมดแล้วว่าไปกับใครบ้าง แต่ย่าพูดว่ายังไงล่ะครับ ย่าไม่เชื่อผมเลยสักนิด แถมยังด่าแม่ผมอีก หาว่าแม่สอนให้ผมโกหก ย่าลองทบทวนดูดีๆ สิครับ”
หลินหานกับหลินลี่รีบเข้ามาดึงตัวแม่ของตนไว้ เป็นการปรามว่าอย่าได้ถามอะไรให้ขายหน้าไปมากกว่านี้อีกเลย
เมื่อข้าวของทุกชิ้นถูกจัดวางบนรถเรียบร้อย คณะของหลัวซูซิ่วก็ไม่คิดจะเสียเวลาอยู่ที่นี่อีกต่อไป
เดิมทีหลินเฮ่าเจ๋อตั้งใจจะสาดคำพูดร้ายกาจใส่พวกเขาอีกมากมาย แต่เมื่อมองไปที่พี่หวยอัน เขาก็รู้สึกว่าไม่จำเป็นอีกต่อไป เขาต้องตั้งใจเรียน เพื่อที่จะได้เติบโตไปเป็นคนที่มีประโยชน์และได้อยู่เคียงข้างพี่ชายคนนี้ ไม่ใช่มามัวเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ คนเหล่านี้ถือเป็นเพียงอดีตที่เขาจะไม่หันกลับไปมองอีก
รถจี๊ปคันใหญ่มุ่งหน้าไปยังบ้านหลังหนึ่งในสวนท้ายบริษัทลงทุน เมื่อขนของเข้าไปจัดวางเรียบร้อย ก็ถือเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ห้องพักถูกจัดเตรียมและทำความสะอาดไว้อย่างดี ถึงแม้จะเป็นเพียงบ้านเช่า แต่ซ่งอวี้หน่วนก็มีแผนที่จะประมูลที่ดินผืนนี้ทั้งหมดในอนาคตเพื่อนำมาพัฒนาต่อไป
ส่วนเรื่องที่อยู่ถาวรของหลัวซูซิ่วก็ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เพราะอีกไม่นานก็จะมีการอนุญาตให้ซื้อขายบ้านได้อย่างอิสระ เมื่อถึงตอนนั้นค่อยหาซื้อบ้านสักหลังใกล้ๆ บริษัท ก็จะสามารถลงหลักปักฐานได้อย่างสบายใจ
หลังจากจัดการเรื่องที่พักเรียบร้อย หลัวซูซิ่วก็ไปที่ทำงานเพื่อยื่นใบลาออก ความจริงแล้วหัวหน้าฝ่ายพลาธิการได้รับคำสั่งเป็นนัยๆ จากเบื้องบนว่าสามารถบรรจุหลัวซูซิ่วเป็นพนักงานประจำได้ ซึ่งถือเป็นกรณีพิเศษ เพราะตอนนี้ไม่มีโควต้าเหลือแล้ว อีกทั้งโรงงานหลายแห่งก็เริ่มทยอยหยุดรับพนักงานใหม่แล้วด้วยซ้ำ
แต่หลัวซูซิ่วกำลังจะไปแล้ว
การที่หลัวซูซิ่วลาออกไปก็นับว่าเป็นเรื่องดีเหมือนกัน เพราะหลินหาน ชายหนุ่มที่ถูกส่งตัวมาประจำการที่นี่ ก็ทำงานอยู่ที่นี่ด้วย บรรยากาศจึงค่อนข้างน่าอึดอัด แม้แต่ในฐานะหัวหน้าแผนก เขาก็ยังรู้สึกวางตัวไม่ถูก
ระหว่างทางเดินออกจากที่ทำงาน หลัวซูซิ่วกลับถูกหลินหานเข้ามาขวางไว้
หลินหานที่ดูซูบซีดลงไปถนัดตากัดฟันกรอด “หลัวซูซิ่ว คุณนี่ซ่อนตัวได้มิดชิดดีจริงๆ”
“ซ่อนอะไรคะ อาจารย์หลิน” หลัวซูซิ่วสวนกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ตอนนี้เราไม่ได้มีสถานะเกี่ยวข้องกันอีกต่อไป ถ้าคุณยังพูดจาคลุมเครือไม่รู้เรื่อง ฉันจะนำเรื่องนี้ไปเรียนให้ผู้บังคับบัญชาของคุณทราบ”
หลินหานขยี้ผมตัวเองอย่างหัวเสีย นับตั้งแต่หลัวซูซิ่วไม่สนใจไยดีอะไรอีก บ้านก็รกไปหมด เสื้อผ้าไม่มีใครซักข้าวของไม่มีใครเก็บ หาอะไรก็ไม่เคยเจอ แถมอาหารการกินก็จืดชืดไม่น่ากิน
มีอยู่แวบหนึ่งที่เขารู้สึกเสียใจขึ้นมาจริงๆ แต่พอนึกถึงใบหน้าอ่อนเยาว์งดงามของเปียนไห่ซิง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเหล่านั้นก็เลือนหายไป แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าวันที่เธอย้ายออกไป จะกลายเป็นฉากใหญ่โตที่ทำให้เขาต้องตกตะลึง
“หลัวซูซิ่ว ทำไมคุณไม่เคยบอกผมเลย ว่าซ่งอวี้หน่วนรู้จักคนใหญ่คนโตขนาดนั้น”
หลัวซูซิ่วแค่นยิ้มเยาะเย้ยชายตรงหน้า คนที่วันๆ เอาแต่สนใจเรื่องลมฟ้าหิมะจันทร์ราวกับเป็นนักปราชญ์ผู้สูงส่งไม่แยแสเรื่องทางโลก เหตุใดจึงเอ่ยปากถามเรื่องที่แสนจะธรรมดาสามัญเช่นนี้ได้
“คุณไม่เคยคิดจะรับรู้ด้วยซ้ำว่าซ่งอวี้หน่วนเป็นใคร แล้วฉันจะบอกคุณเรื่องคนที่เธอรู้จักได้อย่างไร
อีกอย่าง นั่นเป็นคนที่ซ่งอวี้หน่วนรู้จัก ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคุณหลินหานเลยสักนิด
คุณเป็นถึงคนปักกิ่งผู้สูงส่ง จะชายตาแลพวกเราคนอำเภอหนานซานเล็กๆ ได้อย่างไรกันคะ
ที่สำคัญ คุณเป็นคนห้ามไม่ให้ฉันพูดถึงพวกเขาเองไม่ใช่เหรอ เพราะกลัวว่าจะทำให้ตระกูลของคุณต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ทั้งหมดนี้เป็นความต้องการของคุณเองไม่ใช่หรือคะ แล้วคุณยังมีหน้ามาถามฉันอีกหรือ”
หลินหานถึงกับนิ่งงันไปเมื่อเจอวาจาอันเฉียบคมของอดีตภรรยา ภาพความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาหาเขา เขานึกถึงตอนที่รู้จักกันใหม่ๆ เธอก็เป็นคนร่าเริงสดใสและเข้ากับคนง่ายแบบนี้ การได้อยู่กับเธอทำให้ชีวิตที่เคยมืดมนของเขากลับมีแสงสว่างส่องเข้ามาอีกครั้ง และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจแต่งงานกับเธออย่างไม่ลังเล
ทั้งสองเคยมีช่วงเวลาที่แสนหวาน แต่บัดนี้กลับไม่ต่างอะไรจากศัตรูคู่อาฆาต แม้กระทั่งลูกชายแท้ๆ ก็ยังเกลียดชังเขา
ที่เขาพูดว่าไม่ต้องการหลินเฮ่าเจ๋อ เป็นเพียงการพูดเพื่อให้ผ่านสถานการณ์ไปเท่านั้น เขาแค่อยากสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์ให้เสี่ยวซิง พวกเขาจะมีลูกด้วยกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะทอดทิ้งลูกชายคนโต
เขายังรักและเป็นห่วงลูกเสมอ แต่โชคร้ายที่หลินเฮ่าเจ๋อดันมาได้ยินเข้าพอดี เด็กน้อยจึงประกาศกร้าวว่าจะไปอยู่กับแม่ และจะไม่มีวันให้อภัยเขาไปชั่วชีวิต
เขายอมรับว่าเสียใจที่ได้ยินเช่นนั้น แต่จะให้ทำอย่างไรได้ เขาไม่เคยคาดคิดว่าการหย่าร้างครั้งนี้จะต้องจ่ายค่าตอบแทนที่แสนแพง
เปียนไห่ซิงนั้นเลือดร้อนเกินไป หากวันนั้นเธอไม่อาละวาดจนเรื่องราวใหญ่โต ทุกอย่างก็อาจจะยังคงเหมือนเดิม ตอนนี้เธอต้องการลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อมาแต่งงานกับเขา แม้เขาจะดีใจ แต่สถานการณ์ทางการเงินของเขากลับย่ำแย่ เงินเดือนถูกหัก เงินเก็บทั้งหมดก็ถูกหลัวซูซิ่วเอาไป ตอนนี้เขาไม่เหลืออะไรเลย
แม้แต่งานวิวาห์ที่สมหน้าสมตาก็ยังจัดให้เธอไม่ได้ ทำได้เพียงสัญญาว่าจะชดเชยให้ในอนาคต
เมื่อจิตใจสงบลง หลินหานพบว่าตัวเองมักจะหวนนึกถึงวันวาน เขาไม่เคยต้องเดือดเนื้อร้อนใจกับเรื่องในบ้านเลยสักครั้ง เพราะมีผู้หญิงคนนี้คอยจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเสมอ ที่น่าเจ็บใจที่สุดคือ ซ่งอวี้หน่วนกลับกลายเป็นคนที่มีความสามารถมากมายถึงเพียงนี้ แต่เขากลับไม่เคยรู้เรื่องเลย
เวลานี้หลินหานรู้สึกเสียใจ แต่ก็ไม่อาจเสียศักดิ์ศรีต่อหน้าหลัวซูซิ่วได้
“คุณไม่ต้องกังวลไปหรอก ผมแค่เป็นห่วงเสี่ยวเจ๋อ ไม่อยากให้เขาไปยุ่งกับคนไม่ดี”
หลัวซูซิ่วยิ้มหยัน “งั้นก็ดีแล้วล่ะค่ะที่เสี่ยวเจ๋อมาอยู่กับฉัน เพราะเขาจะได้ไม่ต้องไปข้องเกี่ยวกับคนไม่ดีที่อาจจะนำพาเรื่องแย่ๆ มาให้”
หลินหานหน้าชาไปด้วยความโกรธ หลัวซูซิ่วจงใจพูดกระทบกระเทียบเขาอย่างแน่นอน
[จบบท]