บทที่ 568: คนแบบนี้ยังต้องพึ่งโชคชะตาอะไรอีก
ดังนั้น สิ่งที่ระบบทำได้ในตอนนี้คือการหลบซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดและแสร้งทำเป็นไม่มีตัวตน
ซ่งอวี้หน่วนมองใบหน้าของหลินฉิงที่บิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างมีน้ำใจว่า
“เอาล่ะ ฉันจะเงียบแล้ว เธอพูดมาเถอะ ว่าวันนี้เธอมาหาฉันมีจุดประสงค์อะไรกันแน่”
เธอรู้ดีว่าคนอย่างหลินฉิงไม่มีทางมาหาเรื่องเธอโดยไม่มีเหตุผล ถึงแม้หลินฉิงจะหยิ่งทะนงและเคยชินกับการวางตัวอยู่เหนือผู้อื่น แต่ก็ไม่ใช่คนโง่เขลา
หลินฉิงยืนนิ่งขวางทางของซ่งอวี้หน่วนเอาไว้ ในหัวเธอตีกันวุ่นวายว่าจะพูดอะไรดีที่จะสามารถยั่วโมโหซ่งอวี้หน่วนให้คลั่งจนเต้นเร่าๆ ได้
แม้จะรู้ดีว่าซ่งอวี้หน่วนรักและหวงแหนซ่งหมิงเซิ่งน้องชายของตัวเองมากแค่ไหน ถึงขั้นเคยใช้เรื่องนี้ข่มขู่ทั้งเธอและฉินซือฉีมาก่อน
แต่เมื่อลองหยิบยกขึ้นมาพูดอีกครั้ง อีกฝ่ายกลับไม่แสดงอาการโกรธเคืองใดๆ เลย แถมยังเมินเฉยต่อคำพูดของเธอ ไม่ยอมตกหลุมพรางทางวาจาด้วยซ้ำ
หากจะใช้คำหยาบคายด่าทอ ซ่งอวี้หน่วนอาจจะไม่สะทกสะท้าน แต่สิ่งที่เธอจะได้รับกลับมาคือการถูกส่งตัวไปยังสถานีตำรวจ ซึ่งในสถานการณ์ที่ชีวิตของเธอกำลังวุ่นวายและมีแต่เรื่องไม่หยุดหย่อน การต้องไปข้องเกี่ยวกับสถานที่แบบนั้นอีกคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ และคงจะสร้างความเดือดร้อนให้พี่สาวต้องเป็นห่วงโดยใช่เหตุ
ทั้งที่ตั้งใจจะพาพี่สาวมาอยู่ด้วยเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่าตั้งแต่มาอยู่ด้วยกัน พี่สาวก็แทบไม่เคยได้อยู่อย่างสงบสุขเลยสักวัน
การจะกุเรื่องขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายป้ายสีก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ แล้วถ้าจะลงไม้ลงมือตบหน้าสักฉาด ก็คงถูกซ่งอวี้หน่วนเตะกระเด็นก่อนจะได้เข้าใกล้ตัวด้วยซ้ำ
หลินฉิงพลันตระหนักได้ว่า ความสำเร็จของซ่งอวี้หน่วนนั้นแทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตาเลยแม้แต่น้อย แต่มันเป็นเพราะสติปัญญาของเธอต่างหาก คนที่มีความสามารถในการจัดการเรื่องต่างๆ ได้ดี ย่อมมีการตอบสนองที่รวดเร็ว ซึ่งนั่นก็หมายถึงความเฉลียวฉลาดเป็นเลิศ
แล้วจะไม่ฉลาดได้อย่างไร ในเมื่อเธอสามารถสอบได้อันดับหนึ่งของมณฑลเป่ยฉวน
คนที่มีความสามารถถึงขนาดนี้ ยังต้องพึ่งพาโชคชะตาอะไรอีก แค่มีสมองที่ปราดเปรื่อง วาจาที่เฉียบคม และทักษะการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมก็เกินพอแล้ว
ซ่งอวี้หน่วนตั้งใจจะเดินไปที่ป้ายรถประจำทางซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงนั้น แต่เมื่อถูกหลินฉิงขวางทางและเอาแต่เงียบไม่ยอมพูดอะไร ความอดทนของเธอก็เริ่มจะหมดลง
“ตกลงว่าเธอมีธุระอะไรหรือเปล่า ถ้าไม่มีฉันจะได้ไปเสียที”
หลินฉิงกรีดร้องเรียกหาระบบในใจอย่างสิ้นหวัง “แกอยู่ไหน ทำไมไม่พูดอะไรเลย ตอนนี้ฉันควรจะทำยังไงดี”
ระบบที่ขดตัวอยู่มุมมืดเองก็จนปัญญา มันถูกตั้งค่ามาแบบนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การยั่วโมโหใครสักคนไม่น่าจะยากเย็นถึงเพียงนี้ หรืออาจเป็นเพราะว่าคู่ต่อกรของพวกเธอคือซ่งอวี้หน่วน
เมื่อเห็นหลินฉิงยืนเหม่อลอย ซ่งอวี้หน่วนจึงตัดสินใจเดินต่อไป แต่ในจังหวะที่กำลังจะเดินผ่าน เธอกลับหยุดชะงัก เพราะรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง หรือว่าหลินฉิงจะมีอาวุธลับที่มองไม่เห็นซ่อนไว้เพื่อจัดการกับเธอ
แต่ถึงจะมีจริง เธอก็คงมองไม่เห็นอยู่ดี
ซ่งอวี้หน่วนยื่นมือไปแตะที่ไหล่ของหญิงสาวเบาๆ “ยังเหม่ออยู่เหรอ คิดคำพูดไม่ออกหรือกำลังวางแผนอะไรอยู่ ถ้ายังไม่พูดอีก ฉันไปจริงๆ แล้วนะ”
หลินฉิงทำท่าจะยื่นมือออกมาแต่ก็ชักกลับไปกลางคัน เมื่อเห็นรอยยิ้มที่อ่านไม่ออกบนใบหน้าของซ่งอวี้หน่วน ในตอนนั้นเองเธอก็ไม่กล้าที่จะติดต่อกับระบบอีกต่อไป และตัดสินใจที่จะถอย วันนี้คงทำอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว
ทว่าขณะที่หลินฉิงกำลังจะหมุนตัวจากไป ซ่งอวี้หน่วนกลับก้าวมาขวางหน้าเธอไว้ ใบหน้าของเธอประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน “อะไรกัน คิดจะไปง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอ”
หลินฉิงจ้องเขม็ง “แล้วเธอต้องการอะไร”
“เธอไปรู้เรื่องหน่วยงานจัดการพิเศษนั่นมาจากไหน แล้วจดหมายที่ว่านั่น เธอได้เขียนไปหรือยัง”
หลินฉิงรู้ดีว่าซ่งอวี้หน่วนนั้นรับมือได้ยากเพียงใด เธอไม่ได้เขียนจดหมายฉบับนั้น จึงตอบกลับไปด้วยความอับอายและฉุนเฉียว
“ฉันไม่ได้เขียน ฉันโกหกเธอ”
“เธอคงจะว่างมากสินะ ถึงได้มาเล่นโกหกกับฉัน ฉันถามว่าเธอรู้เรื่องหน่วยงานจัดการพิเศษนั่นมาจากไหน”
“อย่างน้อยฉันก็เกิดที่นี่ รู้จักคนมากมาย แถมตาของฉันก็มีเส้นสายอยู่ที่นี่ ทำไมฉันจะรู้ไม่ได้”
ซ่งอวี้หน่วนโบกมือปฏิเสธ “ไม่ เธอเข้าใจผิดแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เกิดที่นี่หรือมีเส้นสายแล้วจะรู้ได้ นอกจากว่าตัวเธอเองจะมีความสามารถพิเศษบางอย่าง ไม่อย่างนั้นเธอจะไม่มีวันได้เฉียดเข้าไปใกล้หน่วยงานนั้น และพวกเขาก็จะไม่มีวันเปิดเผยตัวตนให้เธอรับรู้ด้วย”
“ฉันก็แค่รู้ ตาก็บอกฉันมา แต่ฉันไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน และฉันก็ไม่ได้เขียนจดหมาย แบบนี้พอใจหรือยัง” หลินฉิงสวนกลับอย่างเกรี้ยวกราด
ซ่งอวี้หน่วนรู้ดีว่าตาของหลินฉิงไม่มีทางบอกเรื่องนี้ได้แน่นอน หน่วยงานนั้นเป็นความลับสุดยอด หากไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ของเธอกับกู้หวยอัน เธอก็คงไม่มีทางล่วงรู้ได้
และต่อให้มีความสัมพันธ์นั้น แต่ถ้าเธอไม่มีพละกำลังเหนือมนุษย์ ก็คงไม่มีวันได้สัมผัสถึงการมีอยู่ขององค์กรนี้เช่นกัน
หลินฉิงรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็วราวกับมีใครไล่ตามมา ถึงแม้บริเวณนี้จะค่อนข้างเปลี่ยว แต่ก็เป็นเวลาเลิกเรียนแล้ว ผู้คนจึงเริ่มทยอยเดินผ่านไปมามากขึ้น
ซ่งอวี้หน่วนมองแผ่นหลังของคนที่วิ่งหนีอย่างหัวซุกหัวซุนแล้วย่นจมูก ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังป้ายรถประจำทาง
ภายในห้องส่วนตัวของร้านอาหารเนื้อแพะ เซี่ยซินตงกำลังมองจินจวี๋ที่สาละวนอยู่กับการสั่งอาหารอย่างเงียบๆ แม้ว่าเธอจะเพิ่งรู้จักกับเสี่ยวหน่วนได้ไม่นานและพบเจอกันเพียงไม่กี่ครั้ง แต่กลับดูเหมือนจะรู้จักรสนิยมของหลานสาวเขาเป็นอย่างดี เพราะอาหารทุกจานที่สั่งล้วนเป็นของโปรดของเสี่ยวหน่วนทั้งสิ้น
แววตาของเซี่ยซินตงอ่อนโยนลง น้ำเสียงของเขาก็ทุ้มนุ่มเช่นกัน ไม่ว่าจินจวี๋จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่สำหรับคนที่ปฏิบัติต่อเสี่ยวหน่วนอย่างดี เขาก็พร้อมที่จะมอบความเป็นมิตรให้เสมอ
แต่ดูแล้วจินจวี๋คงไม่ได้ตั้งใจ เธอเพียงแค่เอ็นดูเสี่ยวหน่วน จึงนึกถึงสิ่งที่หลานสาวเขาชอบเป็นอันดับแรก
“คุณจะสั่งแต่ของที่เสี่ยวหน่วนชอบไม่ได้นะครับ เลือกของที่คุณชอบทานด้วยสิ ถ้าให้ยืมคำพูดของเสี่ยวหน่วนมาใช้ก็คือ นานๆ ทีผมจะมาปักกิ่งสักครั้ง นานๆ ทีผมจะได้เลี้ยงข้าวนะครับ” เซี่ยซินตงเอ่ยอย่างอ่อนโยน
จินจวี๋เงยหน้าขึ้นสบตากับสายตาอันอบอุ่นของเขา เธอชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่ทั้งสองจะเบือนหน้าหนีกันอย่างเป็นธรรมชาติ
จินจวี๋สังเกตว่าเซี่ยซินตงเป็นคนอ่อนโยนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นสายตาที่ใช้มองผู้คนหรือน้ำเสียงที่เปล่งออกมา แต่คนที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย จะยังคงความอ่อนโยนเช่นนี้ไว้ได้อย่างไร
หรือจะเป็นดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘โลกปฏิบัติต่อเขาอย่างโหดร้าย แต่เขากลับปฏิบัติต่อโลกอย่างอ่อนโยนเสมอ’
จะมีคนแบบนั้นอยู่บนโลกนี้จริงๆ หรือ
จินจวี๋ยิ้มมุมปากให้กับความคิดของตัวเอง เธอช่างเป็นคนชอบยุ่งเรื่องของคนอื่นเสียจริง เขาจะแสดงออกต่อโลกภายนอกอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องของเธอเลยสักนิด หรือจะให้เขาทำหน้าบึ้งตึงเหมือนคนทั้งโลกติดหนี้สินจะดีกว่ากันเล่า ว่าไปแล้ว คนตระกูลเซี่ยก็ล้วนแต่เป็นคนฉลาดหลักแหลมกันทั้งนั้น
“ไม่ทราบว่าคุณเซี่ยชอบทานอะไรคะ ฉันจะได้สั่งมาพร้อมกันเลย” จินจวี๋ถามพลางยิ้ม
“อะไรก็ได้ครับ...”
จินจวี๋หัวเราะคิกคัก “ถ้าฉันจะเล่นมุกตลกกับคุณสักหน่อย ก็คงต้องตอบว่า ขอโทษนะคะคุณเซี่ย พอดีในเมนูของร้านเนื้อแกะไม่มีเมนูที่ชื่อว่า ‘อะไรก็ได้’ น่ะค่ะ”
เซี่ยซินตงหัวเราะตาม “...รสนิยมของผมกับเสี่ยวหน่วนไม่ต่างกันมาก คุณเลือกของที่คุณชอบได้เลย”
“ถ้าอย่างนั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะคะ” จินจวี๋ตอบรับอย่างไม่ลังเล
เมื่อซ่งอวี้หน่วนเดินเข้ามาในห้อง บรรยากาศภายในก็ดูผ่อนคลายและเป็นกันเองอย่างยิ่ง น้าเล็กของเธอกับจินจวี๋กำลังสนทนากันเรื่องยาอย่างออกรส เห็นว่าในปีหน้าจะมียาตัวใหม่เปิดตัวสู่ตลาด
ส่วนยาชนิดพิเศษที่น้าเล็กคิดค้นขึ้นเมื่อปีก่อนก็ได้ช่วยเหลือผู้ป่วยจำนวนมากให้สามารถกลับออกมาจากหุบเขาที่ถูกปิดตายแห่งนั้นได้แล้ว รวมถึงลูกชายคนเล็กของผู้เฒ่ากงซึ่งตอนนี้ก็ได้กลับมาพักฟื้นบำรุงร่างกายอยู่ที่ปักกิ่งแล้วเช่นกัน
[จบบท]