บทที่ 574: ผู้พูดไร้เจตนา ผู้ฟังกลับใส่ใจ
วันรุ่งขึ้น ซ่งอวี้หน่วนจึงนำเรื่องความผิดปกติของหลินฉิงไปปรึกษากับกู้หวยอัน
“...พี่หวยอันน่าจะส่งคนคอยจับตาดูเธอไว้หน่อยนะคะ ลองสืบให้ละเอียด ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้ข้อมูลสำคัญกลับมาก็ได้”
ต่อให้ไม่ได้ความคืบหน้าที่เป็นชิ้นเป็นอัน อย่างน้อยการกระทำเช่นนี้ก็น่าจะทำให้หลินฉิงสงบเสงี่ยมเจียมตัวลงได้บ้าง
ซ่งอวี้หน่วนลองสำรวจความรู้สึกของตัวเอง ก็ไม่พบว่ามีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไป เช่นเดียวกับตอนที่เธอสำรวจห้องของหลินฉิงหลังจากช่างนำกระจกบานใหม่มาติดตั้งให้เรียบร้อยแล้ว ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ
เจ้าหน้าที่จากสถานีตำรวจแวะเวียนมาอีกครั้งเพื่อแจ้งผลการตรวจสอบ โดยสันนิษฐานว่ากระจกน่าจะแตกไปเองตามธรรมชาติ เนื่องจากไม่พบร่องรอยของวัตถุอย่างก้อนหินหรือเศษกระเบื้องตกอยู่ในห้องเลยแม้แต่น้อย
ซึ่งสวนทางกับความคิดของหลินฉิงที่ปักใจเชื่อว่ามีคนเจตนาร้ายหวังจะแก้แค้นเธอ และกลุ่มคนที่เธอสงสัยก็คือครอบครัวเพื่อนบ้านที่บ้านเรือนได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ ที่ถึงแม้เธอจะจ่ายค่าชดเชยให้จนเป็นที่พอใจแล้วก็ตาม แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าพวกเขาอาจจะยังผูกใจเจ็บอยู่
หลังจากการสืบสวนอย่างละเอียดถี่ถ้วน สถานีตำรวจก็ยืนยันว่ารอยแตกบนกระจกไม่ได้เกิดจากการถูกขว้างปาด้วยก้อนหินหรือวัตถุอื่นใด บริเวณสวนรอบบ้านก็ไม่ปรากฏรอยเท้าของผู้บุกรุก ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ คนขับรถของบ้านก็เป็นคนแรกที่วิ่งออกมาดู แต่กลับไม่พบใครในสวนที่ว่างเปล่า ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่คนร้ายจะทุบกระจกแล้วหลบหนีไปได้อย่างรวดเร็วไร้ร่องรอย เพราะถึงแม้สวนจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ก็ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงปูกระเบื้องเคลือบ หากไม่ใช่ว่ามีปีกบินได้ ก็ย่อมต้องทิ้งเสียงหรือร่องรอยไว้บ้าง สุดท้ายเรื่องราวทั้งหมดจึงจำต้องยุติลงโดยไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน
หลินเจียเอ่ยกับน้องสาวด้วยความเป็นห่วง “นี่เธอก็ลาหยุดมา 2 ครั้งแล้วนะ กลับไปทำงานได้แล้ว ตอนนี้แต่ละหน่วยงานไม่เหมือนเมื่อก่อนที่มีตำแหน่งงานเหลือเฟืออีกต่อไปแล้ว”
“หัวหน้าที่ทำงานของพี่เปรยๆ ว่ากำลังจะลดจำนวนพนักงานลง แล้วคนที่ถูกคัดออกก็จะถูกย้ายไปอยู่หน่วยบริการที่ตั้งขึ้นใหม่ คอยทำงานเล็กๆ น้อยๆ อย่างทำความสะอาด ทำงานบ้าน หรือแม้กระทั่งแบกของให้คนอื่น”
“ฉิงเอ๋อร์... ของหมั้นที่พี่เตรียมไว้ให้ก็ถูกไฟไหม้ไปหมดแล้ว แต่จะให้เธอไปบ้านตระกูลซูมือเปล่าก็คงไม่ได้ พี่พอจะเก็บเงินไว้ให้ก้อนหนึ่ง เอาไว้ซื้อของจำเป็นนะ”
“ส่วนเรื่องแม่ของจวิ้นเจ๋อ ท่านจะพูดอะไรก็ปล่อยท่านไปเถอะ เราก็ทนอยู่ไปก่อน ช่วงแรกอาจจะลำบากหน่อย แต่พอเราเก็บเงินได้มากพอเมื่อไหร่ ก็ค่อยสร้างบ้านพักของเราขึ้นมาใหม่ ถึงตอนนั้นทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง”
“อย่าเพิ่งท้อนะจ๊ะ ถ้าเทียบกับคนอื่น เราก็ยังโชคดีกว่าตั้งเยอะ อย่างน้อยเราก็ยังมีบ้านพักตากอากาศเป็นของตัวเอง ถึงตอนนี้จะอยู่ไม่ได้ แต่ถ้าเราขายก็ยังได้เงินก้อนโตมาตั้งตัว”
หลินฉิงส่ายหน้าอย่างสิ้นหวัง เธอไม่ได้มองโลกในแง่ดีเช่นนั้น
“ตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดคืออาการของคุณตา ถ้าท่านดีขึ้น พวกญาติๆ ก็อาจจะไม่มายุ่งกับบ้านของเรา แต่ถ้าอาการท่านไม่ดีขึ้น พวกเขาก็อาจจะหาเรื่องมาอ้างสิทธิ์ในบ้านหลังนี้ก็ได้ เพราะตอนนั้นคุณตาเป็นคนซื้อให้แม่ของเรา” หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวล
หากเป็นเช่นนั้นจริง เธอกับพี่สาวคงไม่เหลืออะไรเลยจริงๆ
แล้วระบบที่เธอมีอยู่มันจะมีประโยชน์อะไรกันเล่า ตอนนี้มีค่าโชคชะตาอยู่แค่ 2 แต้ม ซึ่งระบบแจ้งว่าได้เพิ่มเข้ามาให้เธอแล้ว แต่เธอกลับไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ เลยสักนิด ระบบยังคงกระตุ้นให้เธอพยายามเก็บค่าความอิจฉาต่อไป
แต่เรื่องมันไม่ง่ายดายขนาดนั้น
วงสังคมของซ่งอวี้หน่วนนั้นซับซ้อนเกินกว่าที่เธอจะเข้าไปข้องเกี่ยวได้ในตอนนี้ และมันก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความอิจฉาโดยตรงด้วยซ้ำ ค่าพลังแค่ 2 แต้มมันน้อยเกินไป เธอจำเป็นต้องหาหนทางใหม่
วันถัดมา ซ่งเหลียงโทรศัพท์มาหาซ่งอวี้หน่วนเพื่อแจ้งข่าวดีเรื่องเครื่องโพ้งผ้าและจักรเย็บผ้าชุดใหม่ที่เพิ่งมาถึง ทำให้สามารถขยายโรงงานเพิ่มได้อีกหนึ่งแห่ง คำสั่งซื้อจากเมื่อ 3 เดือนก่อนก็ผลิตเสร็จสิ้นแล้ว ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาเหล่าคนงานต่างทุ่มเททำงานอย่างหนัก แต่เมื่อได้รับโบนัสก้อนโตเป็นรางวัล ทุกคนก็เปี่ยมไปด้วยกำลังใจและพร้อมจะลุยงานต่อไป
ยุคนี้การทำธุรกิจถือเป็นเรื่องง่ายดาย เพราะคู่แข่งยังมีน้อย สินค้าส่วนใหญ่จึงเป็นที่ต้องการของตลาดจนผลิตแทบไม่ทัน ซ่งอวี้หน่วนกำชับบิดาว่าคุณภาพของสินค้าต้องมาก่อนเสมอ ซ่งเหลียงรับคำก่อนจะเล่าต่อว่าผู้จัดการโรงงานเสื้อผ้าของทางอำเภอได้มาเข้าพบเขา
โรงงานเสื้อผ้าของอำเภอหนานซานนั้นมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่กลับมีพนักงานล้นเกินความจำเป็น ทำให้สถานะทางการเงินไม่สู้ดี
ช่างฝีมืออาวุโสหลายคนที่เคยถูกส่งตัวไปช่วยงานที่โรงงานเสื้อผ้าจือหลานต่างก็จำใจต้องกลับมาทำงานที่เดิมเพื่อรักษาสถานะพนักงานของรัฐเอาไว้ แต่การตัดสินใจครั้งนั้นก็ต้องแลกมาด้วยรายรับที่ลดลงไปกว่า 80 หยวนต่อเดือน ทั้งเงินเดือน เงินช่วยเหลือ และโบนัสที่หายไป ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนถูกกรีดเนื้อเถือหนัง
แต่ถึงกระนั้น ในสายตาของพวกเขา โรงงานจือหลานก็ยังเป็นเพียงกิจการของเอกชนที่ไม่อาจเทียบเท่าได้
ซ่งอวี้หน่วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเสนอแนะบิดา “พ่อคะ พ่อลองทำแบบนี้สิคะ เรามีออเดอร์กางเกงยีนส์แบบตายตัวอยู่ล็อตหนึ่งใช่ไหมคะ พ่อลองจ้างโรงงานของอำเภอให้ผลิตดูสิคะ พอเขาส่งงานมา เราก็ตรวจคุณภาพ ถ้าผ่านเกณฑ์ก็จ่ายค่าจ้างให้เขาไป ถ้าเขาตกลงก็ทำ แต่ถ้าไม่ก็ไม่เป็นไรค่ะ”
ซ่งเหลียงจึงนำข้อเสนอนี้ไปคุยกับผู้จัดการโรงงานของอำเภอ และน่าประหลาดใจที่อีกฝ่ายตอบตกลงอย่างง่ายดาย
ด้วยเหตุนี้ คำสั่งผลิตกางเกงยีนส์จำนวน 1,000 ตัวจึงตกเป็นของโรงงานเสื้อผ้าประจำอำเภอ ทำให้ที่นั่นกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แม้ว่าบางคนอาจจะยังรู้สึกขุ่นเคืองใจอยู่บ้าง แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่าอำเภอหนานซานในตอนนี้ได้ก้าวล้ำหน้าเมืองและอำเภออื่นๆ ไปหลายขุมแล้ว ถึงจะไม่เต็มใจ แต่ทุกคนก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวและยอมรับการเปลี่ยนแปลง
***
จินจวี๋ถูกบรรณาธิการบริหารเรียกตัวเข้าไปพบในห้องทำงาน
บรรณาธิการบริหารรินชาให้เธออย่างเป็นกันเองก่อนจะเปิดประเด็น “ผมจะพูดตรงๆ เลยนะ มีคนฝากผมมา ให้คุณช่วยไปหยั่งเชิงถามเซี่ยซินตงให้หน่อยว่า เขามีความคิดที่จะพัฒนายาตัวใหม่บ้างหรือเปล่า”
จินจวี๋ขมวดคิ้วมุ่น “นี่เป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวคะ”
“จะว่างานก็ได้ ส่วนตัวก็ใช่ คุณแค่ลองถามเขาดู เน้นไปที่ว่าเขาสนใจจะวิจัยยาที่ช่วยให้สุขภาพแข็งแรงและอายุยืนยาวขึ้นไหม”
“เรื่องนี้ฉันทราบดีอยู่แล้วค่ะ” จินจวี๋ตอบอย่างตรงไปตรงมา
“เสี่ยวหน่วนเคยเล่าให้ฟัง ตอนนั้นเธอแค่ตั้งใจจะแกล้งซ่างกวนอวิ๋นฉี เพื่อดูว่าแกล้งบ้าหรือเสียสติไปแล้วจริงๆ ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปพิสูจน์ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอดูสิคะ ว่ายายของเสี่ยวหน่วนดูเด็กลงจริงหรือเปล่า แต่ฉันไม่คิดเลยว่าจะมีคนเชื่อเรื่องนี้เป็นตุเป็นตะ เรื่องแบบนี้จะไปถามกันง่ายๆ ได้ยังไงคะ”
บรรณาธิการบริหารไม่ได้แสดงท่าทีลำบากใจแต่อย่างใด ราวกับเตรียมพร้อมรับคำตอบนี้อยู่แล้ว “อันที่จริงผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน เด็กสาวที่ฉลาดหลักแหลมอย่างซ่งอวี้หน่วน ถ้าน้าของเธอคิดค้นยาแบบนั้นได้จริง มีหรือจะเที่ยวป่าวประกาศให้ใครรู้ คงต้องเก็บเป็นความลับสุดยอด”
“แต่ก็นั่นแหละ บางคนก็ชอบคิดเล็กคิดน้อย คิดไปเรื่อย เอาเถอะ ไม่มีอะไรแล้ว คุณกลับไปทำงานได้”
ถึงอย่างนั้น จินจวี๋ก็ยังตัดสินใจโทรศัพท์ไปนัดพบเซี่ยซินตงอยู่ดี ไหนๆ ก็นัดเขาแล้ว เธอจึงลองชวนซ่งอวี้หน่วนมาด้วย แต่โชคไม่ดีที่หญิงสาวติดธุระ
จินจวี๋เล่าเรื่องที่ได้คุยกับบรรณาธิการบริหารให้เซี่ยซินตงฟัง “ฉันไม่มีเจตนาอื่นนะคะ แค่อยากจะเตือนคุณไว้เฉยๆ”
เซี่ยซินตงเพียงแค่ยิ้มรับบางเบา จินจวี๋สังเกตว่าผู้ชายคนนี้มักจะดูอ่อนโยนและสุภาพอยู่เสมอ แต่รอยยิ้มของเขากลับมีพลังบางอย่างที่สามารถทลายกำแพงในใจของผู้คนลงได้ ทำให้รู้สึกราวกับว่าสามารถเปิดใจระบายความในใจทุกอย่างให้เขาฟังได้ในตอนนี้
“คุณไม่ใช่คนแรกที่มาถามผมเรื่องนี้หรอกครับ” เซี่ยซินตงเอ่ยขึ้น
“คนพูดมักจะไม่ได้คิดอะไร แต่คนฟังกลับเก็บไปใส่ใจเสมอ ไม่เป็นไรครับ คุณกลับไปบอกบรรณาธิการบริหารของคุณได้เลยว่า ตอนนี้ผมยังไม่มีความคิดที่จะทำโครงการนั้น”
“อย่างที่คนโบราณว่าไว้ ยาทุกชนิดล้วนมีพิษเจือปนอยู่ 3 ส่วน การพัฒนายาตัวใหม่จึงเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลายาวนาน ต้องผ่านการทดลองทางคลินิกนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อรวบรวมและสรุปข้อมูลต่างๆ ต้องคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละบุคคล และหาทางแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้…”
“แต่ก็ไม่แน่ว่าในอนาคต ผมอาจจะมีแนวคิดด้านนี้ก็ได้ครับ...”
นี่เป็นครั้งแรกที่จินจวี๋ได้ยินเซี่ยซินตงพูดประโยคยาวๆ เช่นนี้ ความประหลาดใจฉายชัดขึ้นในใจของเธอ พร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบายก็ผุดขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ
เซี่ยซินตงเหลือบมองหญิงสาวที่กำลังตั้งใจฟังเขาอย่างใจจดใจจ่อ แววตาของเขายังคงทอประกายแห่งรอยยิ้มจางๆ
ซ่งอวี้หน่วนแวะไปเยี่ยมซ่างกวนอวิ๋นฉีอีกครั้ง แต่ก็ไม่พบตัว ได้ความว่าเธอเพิ่งได้รับยาระงับประสาทและกำลังพักผ่อนอยู่
ซ่งอวี้หน่วนได้ข้อมูลจากรองผู้อำนวยการโรงพยาบาล ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับปู่รองจี้ ว่าสภาพจิตใจของซ่างกวนอวิ๋นฉีนั้นไม่มั่นคงอย่างที่ลือกันจริงๆ
ก็ต้องไม่มั่นคงสิ ถึงจะถูกต้อง!
[จบบท]