บทที่ 578: วาจาพาวาบหวาม
เมื่อหลินฉิงลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เธอก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลเสียแล้ว
ของเก่าสองชิ้นที่เพิ่งซื้อหามาด้วยเงิน 300 หยวน บัดนี้กลับแตกสลายกลายเป็นเศษผงไปพร้อมกับความหวัง
ข้างเตียงปรากฏร่างของหลินเจียผู้เป็นพี่สาวนั่งสะอื้นจนตาบวมแดง เมื่อเห็นน้องสาวฟื้นคืนสติ หญิงสาวก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
หลินฉิงนอนนิ่งอยู่บนเตียง เธอรู้สึกว่าชะตาชีวิตของตนเองช่างเลวร้ายยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา
ภายในห้วงมิติ ระบบเงียบเสียงลงอย่างสิ้นเชิง มันตรวจจับได้ว่าซ่งอวี้หน่วนอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ จึงคาดการณ์ว่าเรื่องราวทั้งหมดอาจเป็นฝีมือของเธอ
แต่สิ่งที่น่าพิศวงคือ มันไม่สามารถเอ่ยปากเตือนหลินฉิงหรือแม้กระทั่งกล่าวถึงชื่อของซ่งอวี้หน่วนได้ ราวกับว่าข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับหญิงสาวผู้นั้นล้วนถูกผนึกไว้ด้วยอำนาจลึกลับบางอย่าง
มันจึงทำได้เพียงเฝ้ามองเหตุการณ์ดำเนินไปโดยไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
ในเสี้ยวขณะนั้น ระบบถึงกับตั้งคำถามต่อภารกิจของตน หรือว่าศูนย์การบินอวกาศจะเลือกคนผิดมาตั้งแต่ต้น แท้จริงแล้วตัวเอกของโลกใบนี้คือซ่งอวี้หน่วน ส่วนหลินฉิงเป็นเพียงตัวปลอมที่ถูกส่งมาเท่านั้น
ข้อเท้าของหลินฉิงบวมเป่งจนมีขนาดเท่าซาลาเปาลูกใหญ่ บริเวณข้อศอกและข้อมือก็ปรากฏร่องรอยถลอกปอกเปิก
เธอประสบอุบัติเหตุล้มลงด้วยตนเอง จึงไม่อาจโทษใครได้ ยางรถจักรยานที่ระเบิดขึ้นอย่างกะทันหันก็ไม่พบร่องรอยการก่อวินาศกรรม
ส่วนรถยนต์คันที่เฉียดร่างเธอไปนั้น แม้จะขับมาด้วยความเร็วแต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
อีกทั้งคนขับยังเหยียบเบรกได้ทันท่วงทีจึงไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ และไม่ต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ด้วยเหตุนี้ หลินฉิงจึงต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลาหลายเดือน ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เธอต้องรับผิดชอบเอง แม้หน่วยงานจะช่วยเหลือบางส่วน แต่เธอก็ยังต้องควักกระเป๋าจ่ายอีกหลายร้อยหยวน
เปียนไห่ซิงซึ่งทราบข่าวจากลูกพี่ลูกน้องของเธอ รีบรุดมาหาซ่งอวี้หน่วนเพื่อเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น เธอบอกว่าหลินฉิงเกือบถูกรถชน แถมของเก่าสองชิ้นที่อุตส่าห์ทุ่มเงินซื้อมาในราคาสูงถึง 300 หยวนก็ตกแตกละเอียดจนไม่เหลือชิ้นดี
แม้เปียนไห่ซิงจะไม่ได้แสดงท่าทีเป็นมิตรนัก แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะเปรยขึ้นมา “นี่คงเป็นเวรกรรมตามสนองสินะ”
ซ่งอวี้หน่วนเพียงกะพริบตาปริบๆ ทำทีเป็นไม่เข้าใจ “เธอพูดเรื่องอะไร ฉันไม่เห็นจะเข้าใจ”
“อีกอย่าง ฉันคงคุยกับเธอนานไม่ได้หรอกนะ เพราะเธอเป็นคนทำลายครอบครัวของน้าซิ่ว ไม่ว่ายังไงเราก็เป็นเพื่อนกันไม่ได้ ต่อไปนี้ถ้าเจอหน้ากันก็ทำเป็นไม่รู้จักกันจะดีกว่า”
เปียนไห่ซิงโกรธจนหน้าแดงก่ำ แต่แล้วเธอก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นซ่งอวี้หน่วนขยิบตาให้เธออย่างมีเลศนัย ใน
บัดนั้นเอง ความขุ่นเคืองในใจของเปียนไห่ซิงก็มลายหายไป เธอเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่หลังท่าทีนั้นในทันที
ดูเหมือนว่าสิ่งที่เธอคาดการณ์ไว้นั้นถูกต้องแล้ว หลินฉิงทำเรื่องไม่ดีจึงถูกกรรมตามสนอง และเธอก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องไปอิจฉาริษยาซ่งอวี้หน่วน
เพราะนอกเหนือจากเรื่องของหลัวซูซิ่วแล้ว พวกเธอก็ไม่ได้มีผลประโยชน์ขัดแย้งกันแต่อย่างใด เมื่อคิดได้ดังนั้น หญิงสาวทั้งสองจึงหันหลังให้กันและแยกย้ายไปตามเส้นทางของตน
เย็นวันนั้น ซ่งอวี้หน่วนเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กู้หวยอันฟังด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มและเสียงหัวเราะที่สดใส
กู้หวยอันมองภาพนั้นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน เขารอจนกระทั่งเสียงหัวเราะของเธอแผ่วลงจึงเอ่ยถามถึงกำหนดการกลับหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ
“อีกหนึ่งสัปดาห์ค่ะ รอให้คุณอาถิงหยุดพักร้อนก่อน เราสามคนจะกลับไปพร้อมกัน”
ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ดูเหมือนว่าโอกาสที่เขาจะได้เดินทางไปยังหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอนั้นคงมีเพียงช่วงเทศกาลตรุษจีนเท่านั้น
เขาหยิบสมุดบัญชีเงินฝากเล่มหนึ่งยื่นให้ซ่งอวี้หน่วน “นี่เป็นเงินรางวัลของผม คุณมีสายตาที่เฉียบแหลมในเรื่องการลงทุน ผมอยากให้คุณช่วยบริหารจัดการเงินก้อนนี้ให้หน่อยได้ไหม”
เขาถามพลางจ้องมองเธอด้วยแววตาคาดหวัง
ซ่งอวี้หน่วนรับสมุดบัญชีมาเปิดดูด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะอุทานออกมาเบาๆเมื่อเห็นตัวเลขในนั้น
‘500,000 หยวน’
นับว่าเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเลยทีเดียว
เธอรับมันมาเก็บไว้ในกระเป๋าสะพายโดยไม่ลังเล พร้อมกับแย้มถึงแผนการใหญ่ในปีหน้าที่เธอเตรียมไว้เพื่อสั่งสอนตาเฒ่ากูเดลล์ แม้แผนนี้จะไม่สามารถโค่นล้มอีกฝ่ายได้ในคราวเดียว แต่ก็มากพอที่จะทำให้ต้องสูญเสียพลังไปมากโข
หญิงสาวหันกลับมามองกู้หวยอัน ดวงตาของเธอเป็นประกายระยับ เสียงของเธอเจือแววหยอกเย้าอย่างเปิดเผย
“พี่หวยอัน ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ฉันรับรองเลยว่าพี่จะมีเงินพอไปขอเมียแน่นอนค่ะ”
กู้หวยอัน “…”
แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเธอเพียงแค่เอ่ยหยอก แต่หัวใจของเขากลับเต้นผิดจังหวะไปอย่างห้ามไม่อยู่ มันเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าใบหูของเขาแดงก่ำขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด สมองที่เคยปราดเปรื่องกลับว่างเปล่าจนคิดหาคำตอบโต้ที่เหมาะสมไม่ได้
เด็กสาวคนนี้ช่างมีวิธีหยอกเย้าที่ทำให้คนฟังใจสั่นได้เสมอ
เขาต้องกระแอมเบาๆ เพื่อเรียกสติและซ่อนเร้นความรู้สึกที่ปั่นป่วนอยู่ภายใน ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าไปเล็กน้อย “ถ้างั้นคุณก็ต้องจัดการให้ดีๆนะครับ เพราะนี่คือเงินสินสอดทั้งหมดของผมเลย”
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะคิกคัก “แล้วถ้าฉันจัดการไม่ดีจนขาดทุนขึ้นมาล่ะคะ พี่หวยอันจะทำยังไง”
กู้หวยอันตัดสินใจเล่นตามน้ำไปกับเธอ “ถ้างั้น…ก็คงต้องให้คุณมาเป็นภรรยาชดใช้ให้ผมแทน”
คราวนี้ซ่งอวี้หน่วนถึงกับเบิกตากว้าง “แหม การลงทุนมีความเสี่ยงนะคะ เรื่องง่ายๆแค่นี้ไม่เข้าใจหรือไง ได้กำไรก็เป็นของพี่ แต่พอขาดทุนกลับจะให้ฉันไปเป็นภรรยาชดใช้ให้ ฝันหวานไปหน่อยหรือเปล่าคะ”
ชายหนุ่มยื่นมือไปขยี้เรือนผมของเธอเบาๆ จนมันยุ่งเหยิง ก่อนจะตบลงไปอย่างเอ็นดู “คนเราเกิดมาทั้งที ถ้าไม่ฝันถึงเรื่องสวยๆงามๆ บ้าง ชีวิตมันจะมีความหมายอะไร”
ทั้งสองรับประทานอาหารเย็นกันที่ชิงเฟิงย่วน ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับทะเลสาบชิงสุ่ย โดยมีมหาวิทยาลัยชื่อดังที่มีชื่อเสียงทัดเทียมกับมหาวิทยาลัยปักกิ่งตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของทะเลสาบ
ขณะที่พวกเขากำลังเดินลงบันไดมาจากชั้นบนของร้านอาหารนั้น โดยไม่ทันได้สังเกตว่าจากหน้าต่างของอาคารฝั่งตรงข้าม มีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมาด้วยความตกตะลึงจนแทบจะถลนออกมาจากเบ้า
ฉินซู่อวิ๋นแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เธอเห็นรอยยิ้มของเด็กสาวคนหนึ่งที่สดใสเจิดจ้าราวกับแสงตะวันยามอรุณรุ่ง ทั้งสองเดินเคียงข้างกันลงมาจากบันได คนหนึ่งก้มหน้าลงเล็กน้อยในขณะที่อีกคนเงยหน้าขึ้นนิดๆ กำลังกระซิบกระซาบกันอย่างสนิทสนมในระยะห่างที่พอเหมาะพอดี
และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ เธอเห็นกู้หวยอัน ลูกชายของเธอ ผู้ซึ่งมีใบหน้าเรียบเฉยราวน้ำแข็งขั้วโลกมาตลอด กำลังแย้มยิ้มอย่างอบอุ่นประดุจสายลมแห่งวสันตฤดู ดวงตาของเขาหรี่ลงจนโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เป็นภาพที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต
แม้จะนั่งอยู่กับเพื่อน แต่ฉินซู่อวิ๋นกลับไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย ด้วยเกรงว่าลูกชายและเด็กสาวคนนั้นจะรู้ตัว เธอรู้ได้ในทันทีโดยไม่ต้องเอ่ยถามว่าเด็กสาวคนนั้นคือซ่งอวี้หน่วน
‘ช่างเป็นเด็กสาวที่โดดเด่นเสียจริง’ เธอยอมรับในใจ
เมื่อเทียบกับเฉียนอันน่าแล้ว ดูเหมือนว่าจะอยู่คนละระดับกันโดยสิ้นเชิง แต่ในขณะเดียวกัน คำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นในใจของเธอ ‘ครอบครัวแบบไหนกันหนอ ที่สามารถหล่อหลอมเด็กสาวที่มีบุคลิกและเสน่ห์เช่นนี้ขึ้นมาได้ หรือว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดกันแน่’
***
ณ สโมสรหรูแห่งหนึ่งในฮ่องกง
บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความตึงเครียด ประธานหวัง ซ่างกวนเหิง และจงต้าเฉียวนั่งรวมตัวกันด้วยสีหน้าหดหู่
วันนี้คือเส้นตายสุดท้ายที่เจ้านายใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลเบื้องหลังกำหนดไว้ หากพวกเขาไม่สามารถให้คำตอบที่น่าพอใจได้ ข้อตกลงทั้งหมดก็จะถือเป็นอันสิ้นสุด
“พวกคุณว่า เรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับซ่งอวี้หน่วนหรือเปล่า” ซ่างกวนเหิงเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง
จงต้าเฉียวส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อ “ต่อให้ซ่งอวี้หน่วนจะเก่งกาจแค่ไหน เธอก็ไม่น่าจะมีอำนาจไปควบคุมเฒ่าเฮนรี่แห่งประเทศ X ได้หรอก”
“แล้วเราก็ไม่เคยได้ข่าวว่าเธอเดินทางออกนอกประเทศด้วยซ้ำ เรื่องใหญ่ขนาดนี้จะจัดการผ่านโทรศัพท์ได้อย่างไร”
ประธานหวังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเสนอขึ้น “เราไปขอความคุ้มครองจากทางการกันเถอะ”
ทั้งสองคนหันมามองเขาเป็นตาเดียว
“เราบริจาคทรัพย์สินส่วนหนึ่งของเรา แล้วขอให้ทางการช่วยคุ้มครอง ไม่ว่ายังไงซ่งอวี้หน่วนก็คงไม่กล้าต่อกรกับทางการหรอกใช่ไหม ไม่อย่างนั้นเราจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเกินไป”
ใบหน้าของซ่างกวนเหิงซีดเผือด สุขภาพของเขาช่วงนี้ย่ำแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด การที่เขาลองย้ายทรัพย์สินตามอีกสองตระกูลไปก็เป็นเพียงการหยั่งเชิงเท่านั้น และผลลัพธ์ที่ได้ก็ยืนยันความกลัวของเขา พวกเขาไม่สามารถเคลื่อนย้ายทรัพย์สินใดๆ ออกไปได้อีกแล้ว พวกเขาทั้งสามตระกูลกำลังจะถูกบีบให้จนมุมอยู่ที่ฮ่องกงแห่งนี้
เรื่องราวทั้งหมดช่างน่าหวาดหวั่นจนขนลุก
ต่อมาซ่งอวี้หน่วนได้รับโทรศัพท์จากคุณนายอ้าย เธอนำข่าวมาบอกกู้หวยอัน
“คุณนายอ้ายโทรมาบอกว่าสามตระกูลใหญ่ที่ฮ่องกงหยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมดแล้ว ทรัพย์สินที่พวกเขาย้ายออกไปก่อนหน้านี้ถูกอายัดไว้ทั้งหมด โดยทางการให้เหตุผลว่าเอกสารไม่ถูกต้อง”
[จบบท]