บทที่ 58: ปลาตะเพียนกับเงือกสาว
ดวงตาของรองหัวหน้าอำเภอจ้าวเป็นประกายวาววับ นี่มันข่าวดีชัดๆ
โครงการนำร่องแห่งแรกของประเทศเลยนะ
ถ้าประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆล่ะก็ หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้คงได้กลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานระดับชาติแน่
แต่คำถามคือ ทำไมต้องเป็นหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอด้วยล่ะ
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวเป็นคนฉลาด เขาจึงไม่คิดจะคาดเดาอะไรส่งเดชให้เสียเวลา
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเอง รถจี๊ปอีกคันก็แล่นเข้ามาจอดเทียบ คนที่ลงมาคือหัวหน้าหลิวที่เพิ่งได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าว
บอกเลยว่าโทรศัพท์ที่ใช้โทรหากันนั้นอยู่ในรถของกู้หวยอัน ซึ่งแม้จะเป็นยุคปี 1980 แต่ในรถของเขากลับมีโทรศัพท์ไร้สายส่วนตัวติดตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว
ดังนั้น ทันทีที่วางสาย หัวหน้าหลิวก็บึ่งมาทันที
แม้จะมีตำแหน่งเป็นแค่หัวหน้าฝ่ายพลาธิการ แต่รัศมีความน่าเกรงขามกลับแผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจน ทว่าบนใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรอย่างน่าประหลาด
เขาพยักหน้าทักทายกู้หวยอันเล็กน้อย ก่อนจะหันไปพูดคุยกับรองหัวหน้าอำเภอจ้าวอย่างยิ้มแย้ม ทำให้บรรยากาศที่ดูตึงเครียดในตอนแรกผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังตื่นเต้น ปู่ซ่งกลับรู้สึกเหมือนหูเพี้ยนไปแล้ว เขาหันไปกระซิบถามภรรยาทันที “นี่ฉันหูฝาดไปรึเปล่า เมื่อกี้เขาพูดชื่อหมู่บ้านอะไรนะ”
แต่สายตาของย่าซ่งไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลยสักนิด เธอกำลังจับจ้องภาพของเสี่ยวหน่วนที่ยืนเคียงข้างชายหนุ่มรูปงามไม่วางตา
“แหม ช่างกิ่งทองใบหยกอะไรเช่นนี้” เธอคิดในใจ
แต่แล้วความฝันก็สลายลงเมื่อนึกถึงความเป็นจริง
“เฮ้อ” ย่าซ่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ดูท่าทางก็รู้แล้วว่าเป็นคนใหญ่คนโต ตระกูลซ่งของเรามันต่ำเตี้ยเรี่ยดินซะขนาดนี้ อย่าไปคิดฝันอะไรลมๆ แล้งๆ เลยดีกว่า”
กู้หวยอันหันไปพูดกับฉู่จื่อโจวว่า “จื่อโจว ฉันจะไปเดินเล่นริมแม่น้ำกับคุณปู่ซ่งสักพัก รอพวกนายคุยธุระกันเสร็จแล้วจะพาเข้าอำเภอไปโทรศัพท์หาคุณปู่ของนาย ฉันจะเรียนท่านด้วยตัวเอง”
ดวงตาของฉู่จื่อโจวเบิกกว้างขึ้นทันที
“แบบนี้ก็เยี่ยมไปเลยสิ” เขาคิดในใจอย่างโล่งอก “หมดห่วงไปเปลาะหนึ่ง”
ถึงจะต้องมาเป็นผู้ใหญ่บ้านที่นี่จริงๆ ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร
เพียงชั่วครู่ ฉู่จื่อโจวก็แอบเหลือบมองซ่งอวี้หน่วนที่ยืนนิ่งเหมือนไม่ได้รับรู้เรื่องราวอะไรเลย เท่าที่เขารู้จักกู้หวยอันมา แม้ภายนอกจะดูสง่างามอบอุ่น แต่ลึกๆ แล้วเป็นคนเย็นชาและไม่ค่อยใส่ใจใคร คนที่สามารถเข้าใกล้เขาได้มีเพียงหยิบมือ นับประสาอะไรกับการจะให้ความสนใจใครเป็นพิเศษ
แต่ตอนนี้…
ฉู่จื่อโจวปรับสีหน้าอย่างรวดเร็วแล้วยิ้มพยักหน้า “ได้เลยหวยอัน”
หัวหน้าหลิวเดินเข้ามาพร้อมกับพูดว่า “คุณจื่อโจว ผมเตรียมเครื่องนอนกับของใช้จำเป็นมาให้ครบชุดแล้วนะ”
ฉู่จื่อโจวทำหน้างงเหมือนเพิ่งตื่น “เอ่อ เดี๋ยวนะครับ ผมต้องพักที่นี่ด้วยเหรอ”
พูดออกมาได้ คุณไม่พักที่นี่แล้วจะให้ไปนอนที่ไหนกัน
หัวหน้าคอมมูนหวงรีบเสนอตัวทันที “ที่ทำการคอมมูนมีหอพักกับโรงอาหารนะครับ หรือถ้าจะให้สะดวก ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอก็มีที่พักปัญญาชนอยู่ เป็นบ้านหลังเดียวในหมู่บ้านที่เป็นครึ่งปูนครึ่งไม้ ตอนนี้ว่างอยู่หลายห้องเลย มีปัญญาชนพักอยู่แค่ 3 คนเอง”
พูดไม่ทันขาดคำ เขาก็หันไปมองซ่งเหลียงเพื่อขอความเห็น
ในตอนนั้นเอง ซ่งเหลียงที่เพิ่งหันกลับไปมองประตูบ้านตัวเองก็รู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
เขานึกถึงคำพูดของเสี่ยวหน่วนที่ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งช่วยเธอจากพวกลักเด็ก แต่คนเหล่านั้นมีเบื้องหลังที่ไม่อาจเปิดเผยได้
หรือว่าจะเป็นคนของกู้หวยอัน
แต่..มันก็ยังรู้สึกมีอะไรทะแม่งๆ อยู่ดี
เมื่อหัวหน้าคอมมูนหวงหยิบยกเรื่องที่พักและอาหารการกินของฉู่จื่อโจวขึ้นมา ซ่งเหลียงก็รีบเสนอ “ที่ทำการกองพลน้อยก็มีห้องพักว่างอยู่ห้องหนึ่งครับ ส่วนเรื่องอาหาร เมื่อก่อนปู่ซุนก็เคยทำกับข้าวให้โรงอาหารอยู่”
แต่เรื่องหลังจากนั้น เขาไม่มีอำนาจตัดสินใจอีกต่อไปแล้ว
จะให้ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอมีคนทำอาหารส่วนตัว มันก็ดูจะเกินไปหน่อย
แต่ในอีกแง่หนึ่ง ฉู่จื่อโจวเป็นถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มาฝึกงานและสำรวจพื้นที่ แถมยังต้องรับผิดชอบโครงการใหญ่ระดับประเทศอย่างหมู่บ้านต้นแบบด้านอุปทานอีกด้วย
ซ่งเหลียงรู้สึกสับสนในใจ ถ้าสิ่งที่เสี่ยวหน่วนพูดเป็นเรื่องจริงขึ้นมาล่ะ
โครงการนี้จะสร้างต่อไปได้อย่างไร
“น้ำกับไฟมันไม่เคยปรานีใคร” เขานึกถึงอดีตอันเลวร้าย ตอนที่เขายังเด็ก หมู่บ้านแห่งนี้เคยจมอยู่ใต้น้ำจนกลายเป็นทะเลสาบกว้างใหญ่ไพศาล อย่าว่าแต่เป็ดห่านเลย ขนาดคนยังแทบเอาตัวไม่รอด
และที่เลวร้ายกว่านั้นคือ หลังจากน้ำลด โรคระบาดก็แพร่กระจาย คร่าชีวิตสัตว์เลี้ยงในหมู่บ้านไปจนเกือบหมดสิ้น
ซ่งเหลียงกลัดกลุ้มใจ แต่เขาก็รู้ดีว่าเรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับเขาอีกต่อไปแล้ว
ต่อให้เกิดภัยพิบัติขึ้นมาจริงๆ ในฐานะอดีตผู้ใหญ่บ้านที่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง ใครจะมาเชื่อคำพูดของเขา ดีไม่ดีอาจจะโดนข้อหายุยงปลุกปั่นให้ชาวบ้านแตกตื่นอีกก็ได้
แต่ถ้าไม่พูด แล้วเกิดหายนะขึ้นมาจริง ๆ ไม่ใช่แค่ประเทศชาติจะเสียหาย แต่ชาวบ้านตาดำๆ ก็ต้องเดือดร้อนไปด้วย
ท่าทีลังเลใจของซ่งเหลียงในสายตาของรองหัวหน้าอำเภอจ้าวและหัวหน้าคอมมูนหวง กลับถูกตีความไปว่าเขาคงมีเรื่องที่อึดอัดใจจนพูดไม่ออก
หัวหน้าคอมมูนหวงจึงเป็นฝ่ายเปิดประเด็นเอง “ฉู่จื่อโจวมาช่วยงานพวกเรา บ้านช่องก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ ให้เขาได้รับสวัสดิการตามมาตรฐานของเจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่ก็แล้วกันครับ”
เมื่อเป็นเช่นนั้น ปัญหาก็คลี่คลาย
ปู่ซุนมีฝีมือทำอาหารชั้นเลิศ เหมาะเจาะพอดีที่จะมาเป็นพ่อครัวส่วนตัวให้ฉู่จื่อโจว
ฉู่จื่อโจวเองก็คิดว่าการไปพักที่คอมมูนดูจะไม่เหมาะ ส่วนจะให้ไปกลับจากในอำเภอทุกวันก็คงไม่ไหว การพักที่ที่ทำการกองพลน้อยจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
เพียงแต่ว่าสภาพที่พักนี่สิ มันช่างอนาถาเหลือเกิน
ผนังที่เคยฉาบด้วยดินเหลืองบัดนี้กลายเป็นสีดำปี๋ คังดินเล็กจิ๋วมีเสื่อปูไว้แค่ผืนเดียว พื้นยังเป็นดินอัดแน่น นี่มันยุค 80 แล้วนะ แต่หน้าต่าง 4 บาน สองบานด้านข้างยังแปะด้วยกระดาษ มีแค่ 2 บานตรงกลางที่เป็นกระจก แถมยังเป็นกระจกรุ่นดึกดำบรรพ์ที่มองอะไรก็เบลอไปหมด
ฉู่จื่อโจวกัดฟันแน่น เมื่อเทียบกับการต้องกลับไปเจอแม่ของเสี่ยวหมิ่นที่พูดจาไม่รู้เรื่อง กับคุณปู่จอมโมโหแล้ว ที่นี่อาจจะเป็นสวรรค์บนดินเลยก็ได้
กู้หวยอัน ช่างเป็นเพื่อนรักเพื่อนยากจริง ๆ
ณ หน้าประตูบ้านตระกูลซ่ง ผู้คนเริ่มบางตาลงไปกว่าครึ่ง
กู้หวยอันหันไปมองปู่ซ่งที่กำลังถือตะกร้าใส่ปลาอยู่เช่นกัน “คุณปู่ครับ ผมขอตามไปดูวิธีดักปลาด้วยตะกร้าหน่อยได้ไหมครับ”
ซ่งอวี้หน่วนหรี่ตามองเขาอย่างมีเลศนัย พลางส่งเสียงในใจไปหยอกเย้า
【พี่ชาย อยากจับปลาด้วยเหรอคะ】
【แล้วอยากจับปลาตะเพียนตัวใหญ่ หรืออยากจับนางเงือกน้อยกันล่ะคะ】
กู้หวยอันยังคงตีหน้าขรึมไม่แสดงอาการใด ๆ แต่ในใจแอบคิด ‘แม่สาวน้อย หลงตัวเองเป็นบ้า’
ปู่ซ่งถึงจะรู้สึกเกรงๆ ชายหนุ่มคนนี้อยู่บ้าง แต่เมื่อเขาอุตส่าห์ยิ้มแย้มให้ จะทำหน้าบึ้งตึงใส่ก็กระไรอยู่ แถมยังเป็นถึงข้าราชการใหญ่ เขาเลยได้แต่กลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วหันไปขอความช่วยเหลือจากภรรยา
ย่าซ่งรีบดึงแขนเซี่ยกุ้ยหลานที่ทำท่าจะพูดอะไรบางอย่างไว้ ก่อนจะหันไปยิ้มหวาน “ตาเฒ่า ปกติก็จะไปริมแม่น้ำอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ก็ดีเลย พาเด็กๆ 3 คนไปด้วยกันสิ เสี่ยวกู้เขาเป็นคนเมือง ก็เหมือนพวกปัญญาชนซุนนั่นแหละ เด็กในเมืองก็แบบนี้ ไม่เคยเห็นชีวิตบ้านนอก เห็นอะไรก็ดูแปลกใหม่น่าตื่นเต้นไปซะหมด”
ต้องยกนิ้วให้ย่าซ่งจริง ๆ ที่พูดจาได้ฉลาดหลักแหลม
แค่ประโยคเดียวก็เหมารวมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ไปในคราวเดียวกัน
แม้ในใจจะยังแอบหวังอะไรอยู่ลึกๆ แต่การพูดแบบนี้ก็ไม่ทำให้ใครรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
และแล้ว ขบวนคนกลุ่มย่อมๆ ก็มุ่งหน้าไปยังริมแม่น้ำ
เลขานุการเสี่ยวอู๋และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีกคนเดินตามหลังกู้หวยอันอย่างเงียบๆ ส่วนเลขานุการเสี่ยวอู๋น่ะเหรอ ตอนนี้เขาปลงตกไปเรียบร้อยแล้ว จะคิดมากไปให้ปวดหัวทำไม ในเมื่อผู้บัญชาการของเขาทำอะไรตามใจฉันจนเดาทางไม่ถูกแล้ว
หมิงเซิ่งยังคงสะพายกระเป๋าสะพายข้างใบเก่งของเขาอย่างภาคภูมิใจ
แต่เศร้าใจที่เดินมาจนถึงริมแม่น้ำ ก็ไม่มีพี่ชายใจดีคนไหนควักขนมมายัดใส่มือเขาเลยสักคน
สงสัยพวกเขาจะจนมากแน่ ๆ เลย
เจ้าหนูลูบกระเป๋าตัวเองเบาๆ อย่างผิดหวัง แต่พอมาถึงริมแม่น้ำ ความสนใจก็ถูกเบี่ยงเบนไปที่อื่น เขารีบชี้มือไปยังอีกฟากหนึ่งแล้วพูดกับกู้หวยอันอย่างกระตือรือร้น “พี่ชายครับ ตรงนั้นแหละที่เราวางตะกร้าดักปลาไว้เมื่อคืน ไม่รู้ว่าตอนนี้จะมีปลาติดรึเปล่า พี่ชายอยากไปดูไหม ถ้าอยากไป เดี๋ยวผมพาไปเอง ดีไหมครับ”
แต่กู้หวยอันเป็นใครกันล่ะ สมองของเขาเปรียบเสมือนซูเปอร์คอมพิวเตอร์เดินได้
หมิงเซิ่งอุตส่าห์วิ่งกลับเข้าบ้านไปหยิบกระเป๋าใบโปรดออกมา ระหว่างทางแม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่ก็ลูบกระเป๋าไปแล้วถึง 4 ครั้ง แถมครั้งสุดท้ายยังทำหน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้น เด็กคนนี้ต้องคิดว่าเขามีลูกอมอยู่ในกระเป๋าแน่ๆ
กู้หวยอันย่อตัวลง สบตากับเด็กน้อยแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะพูดขึ้นตรงๆ “ครั้งนี้มารีบร้อนไปหน่อย ไว้ครั้งหน้ามาใหม่นะ ฉันสัญญาว่าจะเอาลูกอมอร่อยๆ มาฝากนะ”
อืม มีช็อกโกแลตด้วยก็น่าจะดี
ก็ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เจ้าหนูคนนี้เรียกเขาว่า ‘พี่ชาย’ ล่ะ รู้ความกว่า ‘นางเงือกน้อย’ คนนั้นเยอะเลย ที่เจอกันครั้งแรกก็เรียก ‘คุณอา’ ซะแล้ว
[จบบท]