บทที่ 59: อำเภอที่จนที่สุด
ซ่งอวี้หน่วนถึงกับขนลุกซู่เมื่อได้ยินคำพูดของกู้หวยอัน
นี่ล้อกันเล่นใช่ไหม ยังจะมีครั้งหน้าอีกเหรอเนี่ย
กู้หวยอันใช้เวลาอยู่ที่ริมแม่น้ำไม่นานนัก เขาก็เดินตามหมิงเซิ่งไปดูตะกร้าใส่ปลาที่คุณปู่ซ่งดักไว้ และก็เป็นไปตามคาด ตะกร้าทั้งสองใบมีปลาติดอยู่ข้างในจริงๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่กู้หวยอันได้เห็นอะไรแบบนี้ เขาจึงรู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษ
พร้อมกันนั้นก็ทำเป็นไม่รับรู้ถึงความคิดอกุศลของซ่งอวี้หน่วนที่อยากจะลูบไล้กอดรัดฟัดเหวี่ยงเขาให้หนำใจ
เขายอมรับเลยว่าแม่สาวน้อยคนนี้มีดีเหมือนกัน ภายนอกดูเรียบร้อยน่ารัก ท่าทีที่แสดงออกต่อเขาก็ดูเป็นธรรมชาติ ไม่ได้เข้ามาตีสนิทหรือทำตัวห่างเหินจนเกินงาม
แต่ใครจะไปรู้ว่าในใจของเธอนั้นมันเรียกร้องโหยหาเขาขนาดไหน
ยังดีที่เธอเป็นพวกวอกแวกง่าย แค่มีอะไรน่าสนใจโผล่มาตรงหน้า เธอก็พร้อมจะเมินเขาได้ทุกเมื่อ ชนิดที่ไม่คิดจะชายตามองเลยด้วยซ้ำ
นี่ก็ถือเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่งล่ะมั้ง
แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นอย่างหนึ่งว่าแม่สาวน้อยคนนี้ช่างเป็นพวกมองคนที่เปลือกนอกจริงๆ พอไม่ได้เห็นหน้าหล่อๆ กับขาเรียวยาวของเขาปุ๊บ ก็ลืมเขาไปจากหัวซะอย่างนั้น
กู้หวยอันใช้เวลาแค่แป๊บเดียวก็สนิทกับหมิงเซิ่งจนกลายเป็นเพื่อนซี้กันไปแล้ว เขาอดทึ่งในความฉลาดของเด็กคนนี้ไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป
หมิงเซิ่งในตอนนี้ดูมีความสุขจะตายไป
ต่างจากวัยเด็กของเขาลิบลับที่ทั้งน่าเบื่อและจืดชืดสุดๆ
ถ้าไม่ได้ฉู่จื่อโจวที่คอยตามตอแยเขาไม่เลิก ป่านนี้เขาคงไม่มีเพื่อนแม้แต่คนเดียว
ที่สำคัญที่สุดคือ คนฉลาดอย่างซ่งอวี้หน่วนก็น่าจะดูออกถึงความพิเศษของน้องชายตั้งนานแล้ว
เขาอย่าทำตัวเป็นคนสาระแนจะดีกว่า
แต่ดูเหมือนหมิงเซิ่งจะดีใจสุดๆ เพราะถึงพี่ชายคนใหม่จะไม่ได้ให้ลูกอม แต่กลับให้พวงกุญแจรูปหัวกระสุนมาแทน ตัวหัวกระสุนสีทองอร่ามตัดกับห่วงคล้องสีเงินวาววับ
เด็กน้อยยิ้มแก้มปริ ค่อยๆ บรรจงเก็บมันใส่กระเป๋าสะพายข้างของตัวเองอย่างทะนุถนอม
ขากลับบ้าน หมิงเซิ่งยังเป็นฝ่ายยื่นมือเล็กๆ ของตัวเองไปให้กู้หวยอันจับอีกด้วย
ซ่งอวี้หน่วนเหลือบมองแวบหนึ่ง กู้หวยอันไม่ได้มีท่าทีรังเกียจอะไร แถมยังจับมือน้องชายของเธอเดินไปอย่างเป็นธรรมชาติ
ส่วนปู่ซ่งก็แอบถอนหายใจอย่างโล่งอกไปตั้งนานแล้ว พ่อหนุ่มรูปหล่อคนนี้ทั้งอัธยาศัยดีและมีมารยาท เวลาไม่พูดจาก็ดูสงบเสงี่ยม ไม่เหมือนวัยรุ่นบางคนที่ชอบทำเสียงดังเอะอะโวยวาย
ดูท่าคุณปู่จะประทับใจในตัวเขาไม่น้อย
ก่อนจะแยกย้ายกัน คุณปู่ยังได้นัดแนะกับเขาอีกว่าถ้าร้อนกว่านี้เมื่อไหร่ จะชวนกันไปลงคลองจับปลา
ถึงตอนนี้จะเป็นฤดูใบไม้ผลิ แต่ก็เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น แม้ที่นี่จะไม่ใช่ดินแดนทางเหนือที่หนาวสุดขั้ว แต่ก็มี 4 ฤดูที่แตกต่างกันชัดเจน เวลาปู่ซ่งไปจับปลา เขาก็จะแค่ยืนอยู่บนฝั่งเท่านั้น ไม่ได้ลงไปในน้ำหรอก
ก็เพราะน้ำตอนนี้มันยังเย็นเจี๊ยบอยู่น่ะสิ
กู้หวยอันมุ่งหน้าไปยังที่ทำการกองพลน้อย
ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่การประชุมเบื้องต้นเพิ่งจะเสร็จสิ้นพอดี
กู้หวยอันจึงได้เข้าพบและพูดคุยกับรองหัวหน้าอำเภอจ้าว
“เมื่อสักครู่ผมลองเดินสำรวจดูรอบๆ แล้ว พบว่าพื้นที่ของหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอค่อนข้างต่ำ ถ้าฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน น่าจะเกิดปัญหาได้ง่ายๆ เลยครับ”
“ดังนั้น เขื่อนกั้นแม่น้ำควรจะต้องเสริมความแข็งแรง ผมหวังว่าทางอำเภอจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ”
“ส่วนพื้นที่ลุ่ม ผมว่าน่าจะเหมาะกับการปลูกข้าวพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง ซึ่งฐานวิจัยข้าวหวยเป่ยเพิ่งจะพัฒนาสำเร็จ”
“เราสามารถใช้ที่นี่เป็นพื้นที่นำร่องโครงการแรกได้เลย”
เรื่องนี้คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉู่จื่อโจวไปจัดการ
เขาไม่มีทางเสนอตัวเองแน่นอน
รองหัวหน้าอำเภอจ้าวมีสีหน้าลำบากใจ เพราะการเสริมความแข็งแรงให้เขื่อนกั้นแม่น้ำไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แถมยังต้องใช้เงินมหาศาล
ก็อำเภอหนานซานแห่งนี้ ขึ้นชื่อว่าเป็นอำเภอที่ยากจนที่สุดในบรรดาอำเภอทั้งหมดของเมืองหลวงเลยนะสิ
กู้หวยอันใช้เวลาคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ถ้าไม่เสริมความแข็งแรงของเขื่อนก็ได้ครับ ผมเห็นว่ามีคลองชลประทานที่สร้างไว้อย่างดีแล้ว เราสามารถใช้ประโยชน์จากตรงนั้นได้ หรือไม่ก็เชิญเจ้าหน้าที่จากกรมชลประทานมาสำรวจพื้นที่จริง เพื่อพิจารณาเสริมความแข็งแรงแค่บางส่วนก็ได้”
“ส่วนเรื่องงบประมาณที่ติดขัด สามารถไปปรึกษากับหัวหน้าหลิวได้ครับ”
พอได้ยินประโยคสุดท้าย รองหัวหน้าอำเภอจ้าวก็ถึงกับหูผึ่งโล่งใจในทันที ถ้าได้ฐานทัพหนุนหลัง เรื่องนี้ก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว
แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าผู้บัญชาการกู้คนนี้ช่างมองการณ์ไกลและรอบคอบเสียจริง
หลังจากส่งแขกเหรื่อกลับไปจนหมด ซ่งเหลียงก็กลับมาแจ้งข่าวกับทุกคนในบ้านว่า พรุ่งนี้ฉู่จื่อโจวจะเข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ พร้อมกับเรียกประชุมสมาชิกคอมมูนทุกคน
ส่วนวันนี้ เขาคงต้องทำหน้าที่ผู้ใหญ่บ้านเป็นวันสุดท้าย
พูดซะดูน่าสงสารเชียว
แต่ยังไม่ทันได้ซึ้ง ซ่งอวี้หน่วนก็ลากตัวพ่อของเธอไปอีกทาง เธอควักถุงไนลอนที่ซักสะอาดเอี่ยมอ่องและตากจนแห้งสนิทออกมา พร้อมกับร่ายยาวถึงแผนธุรกิจใหม่ในหัว เธอบอกว่าเคยเห็นคนในเมืองหลวงทำยางรัดผมขาย แต่เขาใช้ยางยืดเป็นไส้ข้างใน
ปัญหาคือตอนนี้พวกเขาไม่มียางยืด แถมยังเป็นของที่หาซื้อยากและมีราคาแพงอีกด้วย
ซึ่งเจ้าถุงไนลอนนี่แหละคือพระเอกที่จะมาแก้ปัญหานี้ได้
เธอวางแผนว่าหลังจากส่งอาหญิงไปรายงานตัวที่ทำงานเสร็จแล้ว จะลองแวะไปดูลาดเลาที่ร้านตัดเสื้อหรือไม่ก็โรงงานทอผ้าในตัวอำเภอ
แต่ถ้าแผนแรกไม่เวิร์ก ก็ยังมีแผนสำรอง คือใช้เศษผ้าลายดอกไม้กับเศษผ้าที่บ้านทำไปก่อนได้ เพราะตอนนี้ทางการอนุญาตให้ตั้งแผงลอยแถวๆ ห้างสรรพสินค้าได้แล้ว
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีแต่คนขายไอติมแท่งกับตังเมก็เถอะ
ยังไม่มีใครคิดจะทำที่รัดผมออกมาขายเลยสักคน
ความคิดของลูกสาวดึงความสนใจของซ่งเหลียงไปจนหมดสิ้น เขาบอกลูกสาวว่าครอบครัวของพวกเขาเป็นชาวไร่ชาวนามาตั้งแต่บรรพบุรุษ ไม่รู้จักใครในเมืองเลยสักคน
ญาติที่พอจะพึ่งพาได้ก็มีแค่อาสาม ซ่งเหนียนที่ทำงานอยู่ในเมือง
ดังนั้น การจะไปติดต่อร้านตัดเสื้อหรือโรงงานทอผ้าจึงเป็นเรื่องที่ยากเอาการ
ซ่งอวี้หน่วนโบกมืออย่างไม่ยี่หระ “เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลังค่ะพ่อ ตอนนี้เรื่องของอาหญิงสำคัญที่สุด อีกอย่างเรายังมีภารกิจต้องเอาผักจี้ไช่ไปส่งให้หัวหน้าหนิวด้วยนะคะ”
เพื่อให้ผักจี้ไช่ยังคงความสดใหม่และน่ากิน แน่นอนว่าต้องเก็บกันสดๆ ล้างให้สะอาด แล้วรีบเอาไปส่งที่ตัวอำเภอทันที
ซึ่งตอนนี้ครอบครัวซ่งรับหน้าที่เป็นฝ่ายจัดส่งโดยตรง แถมยังพ่วงฟืนแห้งไปให้ทุกครั้งด้วย
แต่แล้วปัญหาใหญ่ก็ตามมา นั่นก็คือรถม้าของที่ทำการกองพลน้อย
ทั้งหมู่บ้านมีรถม้าอยู่แค่คันเดียว ถ้าต้องใช้บ่อยๆ แบบนี้ ไม่สะดวกแน่ๆ
ดูจากทรงแล้ว ผักจี้ไช่น่าจะขายได้อีกอย่างน้อยก็ครึ่งเดือน
ซ่งอวี้หน่วนโยนปัญหาต่างๆ นานาออกมาเป็นชุด
เล่นเอาซ่งเหลียงหมดเวลาที่จะมานั่งดราม่าเรื่องตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านอีกต่อไป ไหนจะเรื่องผักจี้ไช่ เรื่องรถม้า ไหนจะเอกสารต่างๆ ของน้องสาวที่เขาต้องรีบจัดการให้เรียบร้อย
อ้อ! แล้วยังต้องเตรียมที่พักให้ผู้ใหญ่บ้านคนใหม่อย่างฉู่จื่อโจวอีกนี่นา ——
***
เช้าวันที่ซ่งอวี้หน่วนไปส่งซ่งถิงที่ตัวอำเภอ ปู่ซ่งยังคงทำหน้าที่สารถีขับรถม้าของที่ทำการกองพลน้อยเช่นเคย
ส่วนค่าเช่าก็ยังคงเป็นราคาเดิม คือ 5 เหมา
ซ่งถิงเข้ารายงานตัวอย่างเป็นทางการเรียบร้อย ทุกคนช่วยกันขนข้าวของเข้าไปเก็บในหอพัก หัวหน้าฝ่ายพลาธิการดูเป็นมิตรและใจดีมาก เขาอาสาพาซ่งถิงไปจัดการเรื่องเอกสารต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องทะเบียนบ้าน ถ้าไม่รีบก็รอให้เขาจัดการให้ แต่ถ้าใจร้อนก็ไปทำเองได้เลยที่สถานีตำรวจเขตตะวันออก
ซ่งอวี้หน่วนเลยบอกว่าเธอจะลองไปจัดการดูก่อน ถ้าไม่ได้เรื่องจริงๆ ค่อยกลับมารบกวนอีกที
พูดจบซ่งอวี้หน่วนกับปู่ซ่งก็ขอตัวออกมาจากคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรม
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ซ่งอวี้หน่วนได้แอบติวเข้มให้อาหญิงไปหลายเรื่อง ประกอบกับบรรยากาศที่ทำงานก็ดูดี ซ่งถิงน่าจะปรับตัวเข้ากับที่ใหม่ได้ไม่ยาก
ความจริงแล้วซ่งเหลียงก็อยากจะมาด้วย แต่ติดที่ฉู่จื่อโจวเพิ่งจะมารับตำแหน่งใหม่ ยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ
ซ่งเหลียงเลยต้องอยู่เป็นพี่เลี้ยงไปอีก 2-3 วัน จนกว่าทุกอย่างจะเข้าที่
คนที่มาส่งซ่งถิงในวันนี้จึงมีแค่คุณปู่กับหลานสาว 2 คน
มาถึงตัวอำเภอทั้งที มีหรือจะให้รถม้าว่างเปล่า ขากลับก็ต้องขนผักจี้ไช่มาเต็มคันรถเหมือนเดิม อารองหนิวรับของไปอย่างยินดี คราวนี้พวกเขาทำเงินได้อีก 30 หยวน รวมๆ แล้วตอนนี้ครอบครัวซ่งมีรายได้จากการขายผักจี้ไช่ถึง 81 หยวนแล้ว
ปู่ซ่งรู้สึกขอบคุณอารองหนิวจากใจจริง เลยเอ่ยปากถามว่าอยากได้ฟืนไหม เพราะบนรถมีแต่ฟืนแห้งๆ ทั้งนั้น อารองหนิวเหลือบมองฟืนที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบแล้วส่ายหน้า เขาอยู่ตึกแถวคงไม่ได้ใช้ แต่พ่อแม่ของเขานี่สิ ถึงจะอยู่ตึกเหมือนกันแต่ยังใช้เตาฟืนอยู่ คงจะได้ใช้แน่ๆ
เขายังติดงานอยู่ เลยรีบจดที่อยู่ให้ พร้อมกับกำชับสองสามประโยคว่าที่บ้านพ่อแม่ฟืนหมดพอดี แต่ยังไงก็ต้องเก็บเงินนะ เพราะแม่ของเขาเป็นคนหัวโบราณหน่อย ถ้าไม่รับเงินไว้ล่ะก็ ท่านได้บ่นเขาหูชาแน่ พูดจบอารองหนิวก็รีบวิ่งกลับไปทำงานต่อ
ปู่ซ่งก้มลงมองที่อยู่ในมือ เมื่อหลายปีก่อนเขาเคยขับรถเข้าออกตัวอำเภอบ่อยๆ จึงจำได้ดีว่าที่นี่คือบ้านพักของโรงงานทอผ้า
ดวงตาของซ่งอวี้หน่วนเป็นประกายขึ้นมาทันที โรงงานทอผ้างั้นเหรอ
[จบบท]