บทที่ 591: คลี่คลายสถานการณ์
เมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ กู้เจียวเจียวยังกำสมุดบันทึกเล่มโปรดไว้ในมือแน่น ตั้งใจว่าจะขอลายเซ็นพร้อมข้อความให้กำลังใจจากพี่เสี่ยวหน่วน ไอดอลในดวงใจของเธอ
แต่ตอนนี้สถานการณ์กลับพลิกผัน ข้อเสนอที่ยื่นมาตรงหน้าคือการเขียนบทสำนึกผิด ซึ่งสำหรับเด็กสาวผู้หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีแล้ว การทำอะไรแบบนั้นมันน่าอัปยศเสียยิ่งกว่าการถูกลงโทษสถานหนักเสียอีก
ซ่งอวี้หน่วนเห็นแววตาที่ทั้งดื้อรั้นและสับสนของเด็กสาวจึงโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงที่รู้กันแค่สองคน “ถ้าเธอยอมเขียนบทสำนึกผิดสัก 3000 ตัวอักษรนะ วันอาทิตย์หน้าพี่จะให้รางวัลด้วยการพาไปดู ‘การผจญภัยของเสี่ยวสือโถว’ 5 ตอนล่าสุดที่ยังไม่เคยฉายที่ไหนมาก่อนเลย”
โดยปกติแล้วซ่งอวี้หน่วนไม่ใช่คนที่จะเข้าไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของใคร แต่เหตุการณ์ในวันนี้มันต่างออกไป เพราะภาพอนาคตอันเลวร้ายที่เธอเคยเห็นมันฉายซ้อนทับขึ้นมา หากเธอนิ่งเฉย นั่นหมายถึงโศกนาฏกรรมที่ไม่อาจแก้ไขได้ในอนาคต
หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เธอจะได้แต่งงานกับกู้หวยอัน และถ้าปล่อยให้เรื่องราวบาดหมางเล็กๆ น้อยๆ ในครอบครัวบานปลายจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ต้องสูญเสียถึง 4 ชีวิตภายในเวลาไม่ถึง 3 วัน มันคงเป็นเรื่องที่สร้างความร้าวฉานและเจ็บปวดให้กับทุกคนอย่างไม่ต้องสงสัย
แถมหนึ่งในนั้นคือเด็กน้อยวัยเพียง 3 ขวบ และอีกคนคือเด็กสาวตรงหน้านี้ที่ชื่นชมเธอแต่กลับต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าสยดสยองอีก
ข้อเสนอของซ่งอวี้หน่วนเป็นเหมือนระเบิดลูกใหญ่ที่ปลุกกู้เจียวเจียวให้ตื่นจากภวังค์ ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้นจนแทบหยุดหายใจ “5 ตอนล่าสุดเลยเหรอคะ!”
ถึงแม้เธอจะพอเดาเนื้อเรื่องได้ว่าเสี่ยวสือโถวจะเดินทางไปที่ไหน พบเจอใคร หรือเผชิญกับอุปสรรคอะไรบ้าง แต่ฉบับแอนิเมชันนั้นมีการดัดแปลงและเพิ่มรายละเอียดใหม่ๆ เข้าไปมากมายซึ่งทำให้มันน่าติดตามยิ่งกว่าเดิม
ซ่งอวี้หน่วนยืดตัวตรงแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทว่าดังพอให้ทุกคนได้ยิน “การเขียนบทสำนึกผิดไม่ใช่เรื่องยากเลยนะ เริ่มจากลองวิเคราะห์ตัวเองดูก่อนว่าทำไมถึงเป็นคนพูดจาไม่คิดแบบนี้
เธออาจจะรู้สึกว่าในเมื่อพี่ซูเซียงเป็นคนรักของพี่ชาย ในอนาคตก็ต้องกลายเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เธอเลยไม่ได้มองว่าเขาเป็นคนอื่น เวลาพูดจาเลยขาดความระมัดระวังไปบ้าง เลยทำให้ไม่ได้ไตร่ตรองถึงผลกระทบที่จะตามมา
แต่ถึงอย่างนั้น…เธอก็ควรจะเข้าใจว่าคำพูดที่บั่นทอนกับคำพูดที่ให้กำลังใจมันให้ความรู้สึกที่ต่างกันมากนะ ลองเขียนไปตามแนวทางนี้สิ เผลอๆ อาจจะเขียนได้เกิน 3000 ตัวอักษรด้วยซ้ำ”
กู้เจียวเจียวพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ในใจของเธอไม่ได้ทำไปเพื่อซูเซียงเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นเพราะมนตร์สะกดของแอนิเมชัน 5 ตอนพิเศษที่ยังไม่มีใครเคยได้ดูต่างหาก
สำหรับเด็กสาว ไม่มีอะไรจะทรงพลังไปกว่านี้อีกแล้ว เธอจึงเดินกลับไปที่ห้องเพื่อเขียนบทสำนึกผิดด้วยใบหน้าที่เปี่ยมสุข
ฉินซู่อวิ๋นมองตามแผ่นหลังของเด็กสาวลูกของน้องสะใภ้รองสลับกับมองมายังซ่งอวี้หน่วนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความทึ่ง แม้ในใจเธอจะไม่เห็นด้วยที่ซ่งอวี้หน่วนจะเข้ามาจัดการปัญหาครอบครัวที่ละเอียดอ่อนนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าวิธีการของหญิงสาวนั้นชาญฉลาดอย่างไม่น่าเชื่อ
ประโยคที่ว่า ‘ไม่ได้มองว่าเป็นคนอื่น’ นั้นได้ช่วยบรรเทาความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจของซูเซียง หญิงสาวผู้มีทั้งความหยิ่งทะนงและความรู้สึกไม่มั่นคงในตัวเองได้อย่างชะงัด อีกทั้งยังหาทางออกให้กู้เจียวเจียวได้ปลดปล่อยความรู้สึกผิดของตัวเองโดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับซูเซียงโดยตรง
เป็นการป้องกันการปะทะคารมรอบสองได้อย่างแยบยล
เรื่องทำนองนี้เป็นเรื่องที่จัดการได้ยากที่สุด เหมือนกับเด็กสองคนที่ทะเลาะกันจนผู้ใหญ่ต้องออกโรงมาปกป้องฝ่ายตัวเองจนกลายเป็นสงครามของผู้ใหญ่ แต่พอหันกลับไปอีกที เด็กทั้งสองก็กลับมาเล่นด้วยกันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งให้ผู้ใหญ่ต้องมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นครั้งแรกที่ซ่งอวี้หน่วนมาเยี่ยมบ้านในฐานะแขกคนสำคัญ เธอยังไม่มีตำแหน่งหรือสถานะใดๆ ในครอบครัวนี้ ต่อให้ในอนาคตเธอได้แต่งงานกับกู้หวยอัน เธอก็ยังต้องเรียกซูเซียงว่าพี่สะใภ้ใหญ่
ตามธรรมเนียมแล้ว เธอควรจะยืนสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ โดยไม่แสดงความคิดเห็นใดๆ การนิ่งดูดายในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะปัญหานี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเธอโดยตรงเลยแม้แต่น้อย
แต่เมื่อคิดอีกมุมหนึ่ง การที่กู้เจียวเจียววิ่งมาหลบอยู่ข้างหลังเธอและขอคำแนะนำเรื่องการขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากซ่งอวี้หน่วนยังคงทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน ก็อาจจะสร้างความไม่พอใจให้กับซูเซียงและถูกมองว่าเข้าข้างกู้เจียวเจียวได้ ช่างเป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ แม้แต่ฉินซู่อวิ๋นเองที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์เป็นเลิศ ยังยอมรับว่าปัญหานี้ซับซ้อนเกินกว่าจะหาทางออกที่ดีที่สุดได้ในเวลาอันสั้น
กู้หวยหมิงพี่ชายของกู้เจียวเจียวเป็นคนเลือดร้อนและคิดอะไรแบบตรงไปตรงมา ในหัวใจของเขามีเพียงซูเซียงคนเดียวเท่านั้น เมื่อคนรักของเขาถูกทำร้ายความรู้สึก เขาก็พร้อมที่จะปกป้องอย่างเต็มที่ยิ่งกว่าตอนที่ตัวเองโดนเสียอีก
ส่วนซูเซียงนั้นเป็นหญิงสาวที่อ่อนไหวและคิดมาก ความรู้สึกต่ำต้อยผสมปนเปกับความหยิ่งทะนงในตัวเองทำให้เธอเปราะบางเป็นพิเศษ แล้วไหนจะกู้เจียวเจียวอีก ตามที่น้องสะใภ้ของเธอเล่าให้ฟัง เด็กคนนี้ไม่เคยชอบหน้าซูเซียงเลยสักครั้ง ถึงจะรับปากว่าจะทำตัวดีๆ แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะเผลอพูดจาทำร้ายจิตใจอีกจนได้ สมกับคำกล่าวที่ว่า ‘ขุนนางที่ซื่อสัตย์ยังยากที่จะตัดสินเรื่องในครอบครัว’
ฉินซู่อวิ๋นมองซ่งอวี้หน่วนที่กำลังเดินยิ้มเข้ามาด้วยสายตาที่อ่อนโยนและชื่นชมยิ่งขึ้น หญิงสาวเดินตรงเข้าไปหาซูเซียงที่ยังยืนนิ่งอยู่ด้วยท่าทีเป็นธรรมชาติ ก่อนจะเอื้อมมือไปจูงมือเธออย่างนุ่มนวล ซูเซียงมีท่าทีขัดขืนเล็กน้อยในตอนแรก แต่สุดท้ายก็ยอมเดินตามแรงจูงของซ่งอวี้หน่วนไปยังห้องนั่งเล่น
“ช่วงก่อนหน้านี้คุณนายอ้ายส่งกล่องกิ๊บติดผมกับดอกไม้มาให้ฉันค่ะ พอดีฉันเลือกมาสองสามแบบ ถึงจะไม่เคยเจอพี่ซูเซียงมาก่อน แต่พอได้ยินชื่อก็รู้สึกว่ามีกิ๊บอยู่คู่นึงที่ถ้าพี่ติดแล้วต้องสวยมากแน่ๆ เลย” ซ่งอวี้หน่วนพูดเจื้อยแจ้วพลางเปิดกระเป๋าสะพายข้างของเธอออก
ในฐานะการมาเยือนครั้งแรก แน่นอนว่าเธอได้เตรียมของขวัญสำหรับผู้ใหญ่ในบ้านมาด้วย ซึ่งเป็นของที่คุณย่าและคุณแม่ของเธอช่วยกันเลือกสรร ส่วนของในกระเป๋าสะพายใบนี้เป็นของที่เธอตั้งใจเตรียมมาให้เด็กสาวในบ้านตระกูลกู้โดยเฉพาะ ซึ่งในตอนนี้มีเพียงกู้ชิงชิงและกู้เจียวเจียว
กู้ชิงชิง พี่สาวของกู้เจียวเจียว เป็นเด็กสาวที่ค่อนข้างเงียบขรึมและไม่โดดเด่น ซึ่งตรงกันข้ามกับน้องสาวของเธออย่างสิ้นเชิง
เธอมองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยความโล่งใจ เจียวเจียวน้องสาวของเธอใจร้อนและพูดจาไม่คิด การกระทำของพี่ชายก็ยิ่งทำให้บรรยากาศตึงเครียดขึ้นไปอีก เธอไม่กล้าตำหนิน้องสาวแรงๆ เพราะรู้ดีว่ายิ่งว่าก็เหมือนยิ่งยุ
ในตอนนี้เมื่อเห็นซ่งอวี้หน่วนเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้อย่างนุ่มนวล เธอจึงรีบเดินเข้าไปสมทบพร้อมกับส่งยิ้มให้ซูเซียง “เจียวเจียวนิสัยแบบนี้แหละ พูดอะไรไม่ค่อยคิด พี่อย่าไปใส่ใจเลยนะคะ”
ในขณะเดียวกัน ซ่งอวี้หน่วนก็ได้หยิบกล่องของขวัญที่เตรียมไว้ออกมา ของที่มาจากคุณนายอ้ายย่อมไม่ใช่ของธรรมดาอยู่แล้ว แม้แต่กู้ชิงชิงที่คุ้นเคยกับของสวยงามราคาแพงมาตลอดชีวิตยังอดที่จะตาเป็นประกายไม่ได้
อาสะใภ้รองกู้ที่ยืนมองอยู่ห่างๆ ถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่ลูกชายตัวเองที่ยังคงยืนยิ้มอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว จากนั้นพี่สะใภ้ใหญ่อย่างฉินซู่อวิ๋นก็จูงแขนเธอให้กลับเข้าไปในครัวอีกครั้งเพื่อปล่อยให้เด็กสาวได้ใช้เวลาร่วมกัน
ซูเซียงรับกล่องของขวัญจากซ่งอวี้หน่วนมาเปิดดู ภายในเป็นกิ๊บติดผมสีสันสวยงามซึ่งเป็นสีที่เธอโปรดปราน การออกแบบก็ดูหรูหราและประณีต ตัวกิ๊บประดับด้วยไข่มุกเม็ดเล็กๆ เรียงรายอย่างงดงาม และล้อมรอบด้วยสิ่งที่ส่องประกายระยิบระยับซึ่งเธอและกู้ชิงชิงไม่เคยเห็นมาก่อน จนกระทั่งซ่งอวี้หน่วนเฉลยว่ามันคือเพชรเม็ดเล็กๆ พวกเธอจึงได้รู้
เมื่อถึงเวลาที่กู้เจียวเจียวเขียนบทสำนึกผิดเสร็จสิ้น บรรยากาศภายในบ้านก็กลับมาผ่อนคลายอีกครั้ง สีหน้าของซูเซียงดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ซ่งอวี้หน่วนลอบมองปฏิกิริยาของหญิงสาวแล้วก็ได้แต่คิดในใจ คนที่นิสัยหุนหันพลันแล่นและหัวทื่ออย่างกู้หวยหมิง จริงๆ แล้วควรจะได้คู่ครองเป็นผู้หญิงที่จิตใจอ่อนโยนและใจกว้าง แต่ซูเซียงกลับเป็นคนที่อ่อนไหวและเปราะบางเกินไป
อย่างไรก็ตาม เพราะความที่เป็นคนซื่อตรงและรักเดียวใจเดียวของกู้หวยหมิงนี่เองที่ทำให้ซูเซียงกลายเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดคนหนึ่ง
หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย กู้หวยหมิงก็ถูกบรรจุให้ทำงานที่สำนักงานรับเรื่องร้องเรียน ซึ่งด้วยนิสัยของเขาแล้ว ถือว่าเหมาะสมกับงานที่ต้องจัดการกับเอกสารร้องทุกข์ต่างๆ เป็นอย่างยิ่ง และเขาก็ทำมันได้ดีเสียด้วย
จากแววตาและท่าทีที่เขาแสดงออก ก็เห็นได้ชัดว่าเขารักและทุ่มเทให้กับซูเซียงมากเพียงใด เอาเป็นว่าขอให้ทั้งคู่โชคดีก็แล้วกัน
เรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อหันหลังกลับ ซ่งอวี้หน่วนก็สลัดมันทิ้งไปจากความคิดจนหมดสิ้น เหลือก็แต่เรื่องที่พี่ชายของเธอกำลังหัดขับรถกับน้าเล็กอยู่นี่แหละ ที่ทำให้เธอรู้สึกจนปัญญาจนต้องเดินเลี่ยงออกมาเงียบๆ
***
ทางด้านย่าซ่งและจูเฟิ่ง หลังจากที่เดินเที่ยวชมห้างสรรพสินค้าจนจุใจแล้ว แม้ความตื่นตาตื่นใจจะยังไม่จางหายไป แต่ในใจของทั้งสองกลับรู้สึกอบอุ่นและมั่นคงอย่างประหลาด นั่นเป็นเพราะตอนนี้พวกเธอมีบ้านเป็นของตัวเองในปักกิ่ง ไม่จำเป็นต้องพักโรงแรมอีกต่อไป ที่นี่ได้กลายเป็นบ้านอีกหลังของพวกเธอแล้ว
จูเฟิ่งเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าชีวิตนี้จะได้มีโอกาสมาอาศัยอยู่ในเมืองหลวง ภาพในอดีตที่ซ่างกวนอวิ๋นฉีเคยข่มขู่เธออย่างเลือดเย็นยังคงชัดเจนในความทรงจำ
‘อยู่ที่บ้านนอกของแกไปเงียบๆ อย่าได้คิดเหยียบย่างเข้ามาในปักกิ่งแม้แต่ก้าวเดียว ถ้าฉันรู้เข้าล่ะก็ แกได้ตายอย่างน่าสมเพชแน่!’
ในตอนนั้นเธอทั้งขลาดกลัวและไร้ที่พึ่ง เซี่ยเอ้อร์หวาหรือเซี่ยโปเหวิน สามีของเธอได้ทอดทิ้งเธอกับลูกไปอย่างไม่ไยดี หัวใจของเขาอำมหิตยิ่งกว่าสัตว์ร้าย เธอจึงไม่กล้าแม้แต่จะคิดไปเรียกร้องความยุติธรรม เพราะกลัวว่าเขาจะทำร้ายลูกๆ ของเธอเหมือนกับเรื่องราวโศกนาฏกรรมในละครที่เคยดู
แต่แล้วกาลเวลาก็ได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง ใครจะคิดว่าในบั้นปลายชีวิต เธอจะได้กลับมายังปักกิ่งอีกครั้งอย่างสง่างาม โดยการต้อนรับของลูกชายอันเป็นที่รักของเธอเอง
[จบบท]