บทที่ 594: ความเสียใจของผู้เฒ่ากู้
การประชุมลับสุดยอดครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ บรรยากาศภายในห้องจึงอบอวลไปด้วยความตึงเครียด เพราะเนื้อหาที่หยิบยกขึ้นมาถกเถียงนั้นสั่นสะเทือนไปถึงรากฐานความมั่นคงของประเทศ และยังเกี่ยวพันไปถึงเหตุการณ์กวาดล้างกลุ่ม ‘เขี้ยวพิษ’ ในครั้งก่อนอีกด้วย
หากจะกล่าวให้ถึงที่สุด เรื่องราวทั้งหมดนี้มีซ่งอวี้หน่วนและเจมค์เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
เกาะร้างที่เคยอยู่ภายใต้อำนาจของกลุ่มเขี้ยวพิษมานานกว่าทศวรรษได้กลายเป็นฐานที่มั่นสำหรับการวิจัยลับสุดยอด ซึ่งโครงการดังกล่าวได้ดำเนินไปแล้วกว่าครึ่งทาง นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรส่วนใหญ่ที่ถูกคุมขังบนเกาะ ล้วนตกเป็นเหยื่อจากการหลอกลวงหรือการลักพาตัว ทำให้เกาะแห่งนี้ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ประเทศเจ้าของพื้นที่เกาะดังกล่าวกำลังง่วนอยู่กับการสู้รบกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่แห่งนี้จึงกลายเป็นดินแดนไร้การควบคุมไปโดยปริยาย แม้ว่าฐานอำนาจของกลุ่มเขี้ยวพิษจะอยู่ไม่ไกลนัก แต่การจะยื่นมือเข้ามาจัดการก็เป็นเรื่องที่เกินกำลัง
เดิมทีเขี้ยวพิษมีพ่อค้าอาวุธรายใหญ่เป็นหุ้นส่วน แต่โชคดีที่หมอนั่นเพิ่งถูกโค่นล้มไปจากความขัดแย้งภายใน เพราะดันไปเหยียบตาปลาของผู้ทรงอิทธิพลที่ไม่ควรต่อกรด้วยอย่างซ่งอวี้หน่วน เมื่อปราศจากเขี้ยวพิษซึ่งเป็นแขนขาสำคัญ เขาก็ไม่ต่างอะไรกับเสือสิ้นลาย
แม้เรื่องราวจะดูเรียบง่าย แต่เบื้องลึกเบื้องหลังนั้นเต็มไปด้วยการชิงไหวชิงพริบที่น่าระทึกใจ และท้ายที่สุด ความลับที่ถูกซุกซ่อนไว้บนเกาะร้างแห่งนั้นก็ได้รับการเปิดโปง
เจมค์ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีกับจงเส้าชิง ย่อมทราบดีว่าเพื่อนของตนมีเกาะส่วนตัวอยู่ และรู้ตำแหน่งที่ตั้งของมัน กระทั่งวันที่เขาและพ่อได้เดินทางไปยังเกาะแห่งนั้น พวกเขาถึงได้ตระหนักว่ามันคือเกาะที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจงเส้าชิงจริงๆ พร้อมกันนั้นก็ได้ค้นพบความลับอันยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่
คำถามสำคัญคือ ใครจะมารับช่วงต่อโครงการนี้ ซึ่งมันไม่ต่างอะไรกับเผือกร้อนที่พร้อมจะลวกมือทุกคน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นขุมทรัพย์ที่หอมหวานและยั่วยวนใจอย่างที่สุด หากบริหารจัดการได้อย่างชาญฉลาด ผลประโยชน์ที่ได้รับกลับคืนมาจะมหาศาลเกินกว่าจะจินตนาการได้
โชคยังดีที่เจ้าของเกาะคือจงเส้าชิง ช่างเป็นเรื่องของโชคชะตาที่น่าอัศจรรย์ใจจริงๆ
เรือรบขนาดมหึมาที่สร้างไปแล้วกว่าครึ่งลำ พร้อมด้วยข้อมูลการวิจัยทั้งหมด ตอนนี้เหลือเพียงการประเมินมูลค่าและงบประมาณที่ต้องใช้ในการสานต่อโครงการให้สำเร็จลุล่วง
หากจะคำนวณอย่างละเอียดถี่ถ้วน แม้กระทั่งค่าเช่าเกาะก็อาจต้องนำมาพิจารณาด้วย แม้ว่าในปัจจุบันจงเส้าชิงจะยังไม่ได้รับมรดกอย่างเป็นทางการ แต่ทุกคนต่างรู้ดีว่าภายในปีหน้า เด็กหนุ่มผู้นี้จะได้ครอบครองทรัพย์สินทั้งหมดอย่างแน่นอน
การประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่นและเป็นเอกฉันท์ ซ่งอวี้หน่วนซึ่งมีภารกิจมากมายรออยู่ จึงตัดสินใจมอบหมายความรับผิดชอบทั้งหมดให้จงเส้าชิงเป็นผู้ดูแล
หลายวันที่ผ่านมาผู้เฒ่ากู้ไม่ได้กลับบ้านเลย เขาก็มีเรื่องให้ต้องจัดการมากมายเช่นกัน โครงการยักษ์ใหญ่ที่ซ่งอวี้หน่วนเป็นผู้ริเริ่มนี้สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคน และเขายังต้องทำหน้าที่ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด มิฉะนั้นแล้ว เรื่องราวอาจจะบานปลายจนเกินควบคุม
ผู้เฒ่ากู้ถึงกับนึกขำในใจว่าต่อให้วันดีคืนดีซ่งอวี้หน่วนจะเอายานอวกาศมาให้ดู เขาก็คงไม่ตกใจอีกต่อไปแล้ว แต่คงต้องขอพักหายใจหายคอก่อน ให้ตายเถอะ หลานสะใภ้คนนี้เก่งเกินไปแล้วจริงๆ แต่เอาไว้ก่อน รอให้หลานชายของเขาจัดการเรื่องแต่งงานให้เรียบร้อยก่อนเถอะ
ชายชราครุ่นคิดในใจพลางแย้มยิ้ม ขณะที่กำลังจะก้าวเท้าออกจากห้อง กู้เจียวเจียวก็รีบวิ่งเข้ามาเกาะแขนคุณปู่ด้วยท่าทีออดอ้อน หวังจะขอตามไปหาซ่งอวี้หน่วนด้วย
ทว่าจังหวะนั้นเอง ซูเซียงและกู้หวยหมิงก็เดินเข้ามาในบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้เจียวเจียวพลันเลือนหายไปในพริบตา แต่เพราะเคยถูกตักเตือนมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน หากยังไม่รู้จักหลาบจำคงได้เจ็บตัวแน่
เธอไม่ชอบหน้าซูเซียงเลยสักนิด ตั้งแต่พี่ชายมีแฟน เขาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่เคยใส่ใจเธอเหมือนเก่า ในหัวใจของเขามีที่ว่างให้ผู้หญิงคนนั้นเพียงคนเดียว
เด็กสาวแอบชำเลืองมองซูเซียงด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ก่อนจะหันไปอ้อนคุณปู่ “คุณปู่คะ เรารีบไปกันเถอะค่ะ หนูอยากไปเล่นกับพี่เสี่ยวหน่วน”
รอยยิ้มของซูเซียงแข็งค้างไปชั่วขณะ นี่คงเห็นว่าเธอมาเลยหาเรื่องหลบหน้าสินะ
หญิงสาวยืนนิ่งอย่างอึดอัด แต่เมื่อนึกถึงคำกำชับของพ่อแม่ เธอก็รวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้น “จะไปหาเสี่ยวหน่วนเหรอคะ พอดีคราวที่แล้วเธอให้กิ๊บติดผมมา ฉันชอบมากเลยค่ะ พี่สะใภ้ของฉันฝีมือปักผ้าเป็นเลิศ เลยตั้งใจปักกระเป๋าเงินใบนี้ให้เสี่ยวหน่วน ไม่รังเกียจช่วยเอาไปให้หน่อยได้ไหมคะ”
พูดจบร่างบางก็หยิบกระเป๋าเงินใบเล็กออกมาจากกระเป๋าสะพาย เป็นผ้าต่วนสีฟ้าอ่อนปักลวดลายดอกกล้วยไม้ไว้อย่างงดงาม ดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความประณีต แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของผู้ทำ
กู้หวยหมิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ได้แต่ยิ้มอย่างเก้อๆ พร้อมเอ่ยชวนว่าควรจะออกไปทานข้าวเย็นด้วยกันดีไหม
กู้เจียวเจียวไม่แม้แต่จะชายตามองกระเป๋าใบนั้น ในใจคุกรุ่นไปด้วยความไม่พอใจ ยิ่งเห็นท่าทีของซูเซียงและรอยยิ้มโง่ๆ ของพี่ชาย เธอก็ยิ่งรู้สึกขวางหูขวางตา ในสายตาของพี่ชายมีแต่ผู้หญิงคนนี้ แม้แต่น้องสาวที่เขาเคยรักและเอ็นดูที่สุดก็กลายเป็นคนนอกสายตาไปแล้ว
เด็กสาวสะบัดหน้าหนีอย่างแง่งอน แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระด้าง “อยากให้ก็เอาไปให้เองสิ ฉันไม่ยุ่งด้วยหรอก!”
ก่อนจะพึมพำเสียงเบาตามหลัง “ก็แค่กระเป๋าทำเองห่วยๆ ใบเดียว เชยจะตายชัก”
มือที่ซูเซียงยื่นออกไปค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ความอัปยศแล่นริ้วขึ้นมาจับที่ใบหน้าจนแดงก่ำ หยาดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงมาอย่างสุดจะกลั้น
ผู้เฒ่ากู้รู้สึกเสียใจจนอยากจะทุบอกตัวเอง เขาไม่น่าปล่อยให้กู้เจียวเจียวออกมาเพ่นพ่านเลย น่าจะไล่ให้กลับเข้าห้องไปทำการบ้านเสียตั้งแต่แรก เขายอมไปเผชิญหน้ากับกองทัพนับหมื่นยังจะดีเสียกว่าต้องมาเจอกับสถานการณ์ชวนอึดอัดเช่นนี้
เจียวเจียวก็สมควรถูกตีจริงๆ ซูเซียงก็ช่างเปราะบางเหลือเกิน ส่วนกู้หวยหมิง…
ครั้งนี้กู้หวยหมิงก็ทำได้เพียงถลึงตาใส่ แต่หลังจากโดนกู้จินอบรมไปชุดใหญ่คราวก่อน เขาก็สงบเสงี่ยมลงไปมาก ประกอบกับกู้หวยอันได้พูดคุยเป็นการส่วนตัวด้วยแล้ว คำพูดของคนอื่นเขาอาจไม่ฟัง แต่สำหรับกู้หวยอัน เขาพร้อมจะรับฟังเสมอ
กระนั้นเขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันไปตำหนิน้องสาว “พูดจาไม่เข้าหูคนก็หุบปากไปเลยนะ ไม่มีใครเขาว่าเธอเป็นใบ้หรอก”
หากไม่มีซูเซียงอยู่ตรงนี้ ผู้เฒ่ากู้คงจะระเบิดอารมณ์เตะหลานชายคนโตจนล้มกลิ้งไปแล้ว แต่เด็กหนุ่มก็กำลังจะมีครอบครัวแล้ว อีกทั้งยังอยู่ในช่วงเตรียมงานแต่งงาน เขาในฐานะปู่ จะทำลายบรรยากาศดีๆ และหักหน้าหลานชายต่อหน้าว่าที่หลานสะใภ้ได้อย่างไร
เฮ้อ… ช่างเป็นเรื่องจริงที่ว่าแต่ละบ้านต่างก็มีปัญหาที่น่าปวดหัวแตกต่างกันไป เขาอยากจะย้ายหนีไปให้ไกลๆ ไม่อยากจะมาวุ่นวายกับเรื่องไร้สาระพวกนี้อีกแล้ว
ชายชราแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นหยาดน้ำตาของซูเซียง ก่อนจะหันไปพูดกับกู้หวยหมิง “ถ้าอยากจะกินข้าวด้วยกันก็โทรชวนหวยอันเอาเอง ปู่ยังมีธุระต้องไปทำ ส่วนเธอ กู้เจียวเจียว ห้ามไปไหนทั้งนั้น กลับเข้าห้องไปทำการบ้านเดี๋ยวนี้!”
เมื่อผู้เฒ่ากู้เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงจริงจัง บรรยากาศก็พลันน่าเกรงขามขึ้นมาทันที
แม้แต่ซูเซียงก็ยังต้องรีบปาดน้ำตา แต่ความน้อยเนื้อต่ำใจยังคงเกาะกุมหัวใจ เธอไม่คิดว่าสิ่งที่ตัวเองพูดออกไปจะผิดพลาดตรงไหน ปัญหาหลักอยู่ที่กู้เจียวเจียวต่างหากที่มองเธอด้วยสายตาดูแคลน
ความกังวลของแม่ผุดขึ้นมาในความคิดอีกครั้ง น้องสาวของสามียังเด็กนัก กว่าจะถึงวัยออกเรือนก็อีกหลายปี และครอบครัวระดับตระกูลกู้ย่อมไม่รีบร้อนจับลูกสาวแต่งงาน ดูจากสถานการณ์แล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะแยกบ้านกันอยู่ นั่นหมายความว่าหากเธอแต่งงานกับกู้หวยหมิงเข้ามา ก็ต้องเผชิญหน้ากับน้องสามีที่ทั้งเอาแต่ใจและไร้เหตุผลเช่นนี้ทุกวัน แล้วเธอจะรับมือได้อย่างไร
เธอพยายามจะผูกมิตรแล้ว แต่กู้เจียวเจียวกลับไม่เคยเปิดใจรับเธอเลยแม้แต่น้อย
มีอะไรดีนักหนา ก็แค่เกิดมาในตระกูลกู้เท่านั้นไม่ใช่หรือไง หากมีนิสัยเยี่ยงนี้แล้วเกิดในครอบครัวคนงานธรรมดาหรือชาวบ้านในชนบท มีหวังคงจะถูกรังเกียจยิ่งกว่าเธอเสียอีก ที่ผยองอยู่ได้ก็เพราะมีคุณปู่คอยท้ายนั่นแหละ ไม่อย่างนั้น กู้เจียวเจียวจะมีปัญญาอะไรมาหยามเธอได้ถึงขนาดนี้
กู้เจียวเจียวโกรธจนตัวสั่น เมื่อครู่ทุกอย่างยังดีอยู่เลย คุณปู่ไม่ได้ปฏิเสธที่จะให้เธอตามไปด้วยซ้ำ แต่ซูเซียงคนนี้กลับโผล่เข้ามาทำลายทุกอย่าง น่ารำคาญที่สุด!
เด็กสาวกระทืบเท้าด้วยความขัดใจ อยากจะเถียงใจจะขาด แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาคมปลาบของคุณปู่ เธอก็ต้องจำใจกล้ำกลืนทุกคำพูดลงคอ ก่อนจะหันหลังวิ่งกลับเข้าห้องตัวเองไป
ผู้เฒ่ากู้เองก็หันหลังเดินจากไปเช่นกัน
กู้หวยหมิงถอนหายใจอย่างอ่อนแรง แล้วหันไปพูดกับซูเซียง “ผมบอกคุณแล้วไงว่าอย่าไปถือสาเจียวเจียวเลย น้องก็เป็นแบบนี้แหละ ปากไวแต่ไม่มีอะไรในใจหรอก ไม่ได้คิดร้ายกับคุณด้วยซ้ำ คุณไม่ต้องไปใส่ใจก็จบแล้ว”
คำพูดนั้นราวกับราดน้ำมันลงบนกองไฟ ซูเซียงระเบิดอารมณ์ออกมาทันที
“ไม่มีอะไรในใจเหรอคะ แล้วทำไมกับซ่งอวี้หน่วนน้องถึงไม่เป็นแบบนี้ ทำไมต้องมาเจาะจงที่ฉันคนเดียว สุดท้ายแล้วก็เป็นเพราะดูถูกฉันไม่ใช่หรือไง!”
“น้องกล้าพูดกับซ่งอวี้หน่วนแบบนี้ไหม กล้าพูดไหมว่ากิ๊บติดผมที่เสี่ยวหน่วนให้มันเชย ไม่มีทาง! ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะยุ่งกับน้องสาวคุณหรอกนะคะ แต่เธอเป็นน้องสาวของคุณ ฉันจะไม่สนใจได้อย่างไร”
“เมื่อครู่ฉันพูดอะไรผิดไปหรือคะ คุณลองดูกระเป๋าเงินในมือฉันสิ มันดูด้อยค่าขนาดนั้นเชียวหรือ นี่พี่สะใภ้ของฉันอุตส่าห์ใช้เวลาปักเป็นอาทิตย์เลยนะ ทำไมตระกูลกู้ของคุณต้องมาเหยียบย่ำน้ำใจของคนอื่นแบบนี้ด้วย!”
กู้หวยหมิงรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมาทันที
ซูเซียงแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา พลางปาดน้ำตาบนแก้ม “คุณไม่ต้องทำหน้าลำบากใจขนาดนั้นหรอกค่ะ ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับเราคือ… เลิกกันเถอะ!”
[จบบท]