บทที่ 610: พวกเขาเป็นใครกันแน่
เลือดในกายราวกับถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น ใบหน้าของหลินฉิงซีดเผือดราวกับกระดาษขาว
หากสิ่งที่ซ่งอวี้หน่วนพูดมาทั้งหมดคือความจริง เธอก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหน่วยงานจัดการด้านประเพณีและความเชื่อเข้ามาพัวพันด้วย เรื่องราวคงจะบานปลายจนยากจะควบคุม
คนที่เธอหวาดหวั่นที่สุดคือแม่สามี ท่านเป็นคนประเภทที่เกลียดความวุ่นวายเข้าไส้ แค่เรื่องเล็กน้อยก็อาจกลายเป็นพายุลูกใหญ่ได้ในสายตาของท่าน
แล้วเรื่องใหญ่ขนาดนี้…จะปล่อยให้พวกเขารู้ได้อย่างไร
แม้ซ่งอวี้หน่วนจะร้ายกาจและน่าชิงชังเพียงใด แต่ทุกคำพูดของเธอกลับแทงใจดำหลินฉิง มันคือความจริงที่เธอไม่อาจปฏิเสธได้ ทางเลือกของเธอมีเพียงสองทางเท่านั้น คือยอมจำนน หรือถูกเปิดโปง
หลินฉิงพยายามอย่างยิ่งที่จะรวบรวมสติให้กลับคืนมา แม้สองคนตรงหน้าจะทำอะไรตามอำเภอใจราวกับกฎหมายไม่มีความหมาย แต่เธอก็มั่นใจว่าพวกเขาไม่กล้าลงมือถึงขั้นฆ่าคนปิดปาก ไม่อย่างนั้นคงไม่เสียเวลาบันทึกภาพเหตุการณ์ทั้งหมดไว้เป็นหลักฐานมัดตัวเองหรอก
ไม่ได้เด็ดขาด…เรื่องนี้จะให้แม่สามีและสามีของเธอรู้ไม่ได้เป็นอันขาด
หลินฉิงไม่ใช่คนโง่เขลา การที่เธอถูกกำหนดให้เป็น ‘นางเอก’ ในโลกของนิยายใบนี้ ย่อมต้องมีเหตุผลบางอย่างรองรับความพิเศษนั้นอยู่
สายตาของเธอจับจ้องไปยังเครื่องจักรสีดำทะมึนที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า มันสะท้อนแสงไฟเป็นเงาวาววับของโลหะที่ดูเย็นชาและน่าขนลุก ก่อนหน้านี้เธอไม่ได้สังเกตเห็นมัน แต่เมื่อซ่งอวี้หน่วนเอ่ยถึง เธอก็เชื่อสนิทใจว่า ‘ระบบ’ ที่เคยเป็นพลังวิเศษของเธอ ได้ถูกคนพวกนี้ดึงออกไปจากร่างแล้วจริงๆ
ตอนนี้มันคงถูกขังอยู่ในเครื่องจักรประหลาดนั่น และการที่มันนิ่งเงียบสนิทไร้การตอบสนองใดๆ ก็เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่า ‘ระบบ’ ไม่ได้มีอานุภาพยิ่งใหญ่อย่างที่เธอเคยเชื่อมั่นมาตลอด
คำถามสำคัญผุดขึ้นในใจ…กู้หวยอันกับซ่งอวี้หน่วนเป็นใครกันแน่ ทำไมบนโลกนี้ถึงมีคนที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้อยู่ด้วย
หากเธอดื้อดึงขัดขืนต่อไป จะมีอะไรดีขึ้นมาหรือ ไม่มีทาง สองคนนี้ไม่มีใครเป็นคนดีเลยสักคน โดยเฉพาะกู้หวยอัน…ชายผู้สูงส่งที่มองเธอด้วยสายตาเย็นชาราวกับมองเศษธุลีดิน ทั้งที่ครั้งหนึ่ง เธอเคยแอบมีใจให้เขา
หลินฉิงก้มหน้าลงซ่อนแววตาอันสับสน ในช่วงเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ ความคิดมากมายก็พรั่งพรูเข้ามาในหัว
“ถึงฉันจะหาเงินมาได้ 150,000 ก็จริง” เธอเริ่มต่อรอง
“แต่ฉันต้องเอาไปซ่อมแซมบ้าน ใช้ไปแล้ว 30,000 ไหนจะลูกแฝดที่เพิ่งคลอดอีก ตอนนี้ฉันยังอยู่ในช่วงลาหยุดยาว ตำแหน่งที่ทำงานก็มีคนอื่นมาทำแทนแล้ว คงกลับไปทำงานไม่ได้ในเร็วๆ นี้แน่
ฉันยินดีจะชดใช้ให้ แต่เงินก้อนนี้สามีกับแม่สามีของฉันรู้เรื่องทั้งหมด ถ้าฉันจ่ายให้เธอเกิน 10,000 พวกท่านต้องสงสัยและซักถามฉันอยู่ดี สุดท้ายมันก็ไม่ต่างอะไรกับการที่พวกเขารู้ความจริงทั้งหมดอยู่ดี
ฉันจนปัญญาแล้วจริงๆ แต่ฉันให้สัญญาได้เลยว่า ถ้าวันนี้เรื่องทุกอย่างจบลง ฉันกับเธอ เราจะกลายเป็นอากาศธาตุต่อกัน จะไม่มีวันกลับมายุ่งเกี่ยวกันอีก”
“นี่เธอจะเบี้ยวว่างั้นเถอะ” ซ่งอวี้หน่วนเลิกคิ้วถาม
“ไม่ใช่เบี้ยว!” หลินฉิงรีบปฏิเสธ “เธอแค่บอกมาว่าต้องการอะไร ถ้ามันอยู่ในวิสัยที่ฉันทำได้ ฉันยอมทุกอย่าง”
“โฉนดวิลล่า” กู้หวยอันเป็นคนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่ทรงอำนาจ
หลินฉิงส่ายหน้าทันควัน ยอมตายเสียยังดีกว่าให้วิลล่านั้นตกไปอยู่ในมือของคนอื่น
ระบบเคยบอกเป็นนัยแล้วว่าอสังหาริมทรัพย์ในปักกิ่งจะมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างมหาศาลในอนาคต แต่จะสูงถึงเพียงใดนั้น ระบบไม่เคยบอก และเธอก็ไม่เคยเค้นถามคำตอบได้สำเร็จ
“วิลล่านั่นเป็นมรดกที่คุณแม่ทิ้งไว้ให้ และเป็นของขวัญที่คุณตาซื้อให้ท่าน ตอนนี้คุณตาเองก็ยังไม่พ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไม่แน่ว่าลูกพี่ลูกน้องของฉันอาจจะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เรื่องมันจะซับซ้อนวุ่นวายไปกันใหญ่ ในมือฉันตอนนี้เหลือเงินสดอยู่ 100,000 ฉันยกให้เธอทั้งหมดเลย จะได้ไหม”
กู้หวยอันและซ่งอวี้หน่วนสบตากันอย่างใช้ความคิด
ข้อเสนอนี้ก็ไม่เลว
สถานะกรรมสิทธิ์ของวิลล่ายังคงคลุมเครือ ซ่งอวี้หน่วนไม่อยากสร้างปัญหาให้ตัวเองโดยไม่จำเป็น แม้ลึกๆ แล้วเธอจะไม่เคยกลัวความวุ่นวายใดๆ ก็ตาม
ในเมื่อหลินฉิงยังคงเป็น ‘นางเอก’ ของเรื่อง และดูเหมือนว่า ‘พลังแห่งพล็อตเรื่อง’ จะยังคงทำงานอยู่ การบีบคั้นเธอจนเกินไปในตอนนี้อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก คงต้องรอจนกว่าเธอกับกู้หวยอันจะค้นพบวิธีที่จะปลดแอกตัวเองจากการควบคุมของโลกมิติที่สูงกว่าได้เสียก่อน ถึงวันนั้น ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้อีกต่อไป
ซ่งอวี้หน่วนจึงพยักหน้าตกลงอย่างเสียไม่ได้
วันต่อมา เงินจำนวน 100,000 หยวนก็ถูกโอนเข้าบัญชีของเธอเรียบร้อย
***
กาลเวลาผันผ่าน ฤดูหนาวอันเยียบเย็นได้หลีกทางให้แก่ฤดูใบไม้ผลิที่สดใส และในชั่วพริบตา ฤดูร้อนอันอบอุ่นก็มาเยือน
ซ่งอวี้หน่วนได้รับโควตาพิเศษให้เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทโดยไม่ต้องสอบ ทำให้เธอไม่ต้องวุ่นวายเรื่องการฝึกงานและสามารถมุ่งมั่นกับการเรียนต่อได้อย่างเต็มที่
ปักกิ่งในยุคนี้ดูเหมือนจะก้าวกระโดดไปไกลกว่าในประวัติศาสตร์เดิมถึง 5 ปี บริษัทห้างร้านผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด โรงงานอุตสาหกรรมขยายตัวอย่างรวดเร็ว ตามตรอกซอกซอยเต็มไปด้วยแผงลอยที่ค้าขายกันอย่างคึกคัก สร้างบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
ทว่าท่ามกลางความเจริญรุ่งเรืองนั้น ข่าวร้ายก็ได้มาเยือนตระกูลเฉียน เมื่อลูกชายคนโตของบ้านถูกจับในข้อหายักยอกทรัพย์สินของรัฐ ตามรอยเว่ยชิงเหมยที่ถูกจองจำไปก่อนหน้านี้ การสืบสวนขยายผลยังสาวไปถึงเรื่องราวฉาวโฉ่อีกมากมาย ซึ่งรวมถึงความผิดของเฉียนเสว่ด้วย
เบื้องหลังการล่มสลายครั้งนี้คือการลงมืออย่างเด็ดขาดของกู้จิน และการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากฉินซู่อวิ๋น ตระกูลเฉียนที่เคยยิ่งใหญ่จึงหมดหนทางที่จะหยั่งรากในบ้านพักหลวงแห่งนี้ต่อไปได้อีก
พวกเขาจำต้องเตรียมตัวย้ายออกไปอย่างน่าอดสู บ้านหลังใหญ่ที่ยังขนของออกไม่หมด ก็มีเจ้าของคนใหม่เตรียมจะเข้ามาอยู่เสียแล้ว ในยุคที่ที่อยู่อาศัยเป็นของหายากเช่นนี้ ไม่มีบ้านหลังไหนถูกปล่อยให้ว่างนาน
เฉียนอันน่าพยายามปลอบใจผู้เฒ่าเฉียนผู้เป็นปู่ “คุณปู่คะ โบราณว่าในเรื่องร้ายมักมีเรื่องดีซ่อนอยู่เสมอ คนของเรายังอยู่กันพร้อมหน้า แม้แต่คุณอาเล็ก พอชี้แจงเรื่องราวทั้งหมดแล้วก็ออกมาได้ อย่างมากก็แค่ย้ายที่อยู่ใหม่เท่านั้นเอง”
เธอโน้มตัวลงกระซิบเสียงเบา “หนูวางแผนจะขอพักงานโดยไม่รับเงินเดือนค่ะ ตอนนี้เราย้ายออกมาแล้ว กลับกลายเป็นว่าไม่มีอะไรให้ต้องพะวงอีก คุณฟางเคยให้สัญญาไว้ไม่ใช่เหรอคะว่า ถ้าหนูอยากไปประเทศ X เขาจะจัดการเรื่องเอกสารให้ทุกอย่าง”
“คุณปู่ต้องรักษาสุขภาพให้ดีนะคะ คุณปู่คือเสาหลักของบ้านเรา เป็นดั่งสมอเรือที่คอยประคองให้ครอบครัวเรามั่นคง รอให้หนูไปจัดการทุกอย่างที่นั่นเรียบร้อยแล้ว จะกลับมารับคุณปู่ไปอยู่ด้วยกัน เราจะได้ไม่ต้องทนอึดอัดใจอยู่ที่นี่อีกต่อไป
อีกอย่าง…ด้วยความสามารถของคุณปู่ ถ้าพูดถึงเรื่องเศรษฐศาสตร์แล้ว ใครจะเทียบเทียมได้ การย้ายไปเริ่มต้นใหม่ที่อื่น อาจจะเป็นโอกาสให้คุณปู่ได้กลับมาผงาดอีกครั้งก็ได้นะคะ”
ผู้เฒ่าเฉียนในวัยชรา บัดนี้ผมบนศีรษะได้กลายเป็นสีขาวโพลนไปทั้งหัว เขารู้สึกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ ชีวิตของเขาช่างอับโชคเสียเหลือเกิน โชคร้ายถึงขนาดที่ว่าแค่ดื่มน้ำเปล่ายังรู้สึกเหมือนมีก้างปลาติดคอ ไม่รู้ว่าไปเหยียบตาปลาใครที่ไหนเข้า
แต่ในใจเขารู้ดี…ไอ้คนสารเลวที่นำพาความวิบัติมาให้ก็คือไอ้เฒ่ากู้
ขณะที่ขบกรามแน่นด้วยความแค้น ดวงตาของผู้เฒ่าเฉียนก็ฉายแววมุ่งร้ายออกมาอย่างชัดเจน มุมปากเหยียดยิ้มอย่างเย็นชา เขาคร่ำหวอดอยู่ในวงการการเงินมาทั้งชีวิต แม้จะถูกบีบให้วางมือไปแล้ว แต่เขาก็มองสถานการณ์ปัจจุบันออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
อีกไม่นาน เศรษฐกิจแบบตลาดเสรีจะต้องเข้ามาแทนที่ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผนของรัฐอย่างแน่นอน…คงอีกไม่กี่ปีนี้เท่านั้น
ที่น่าเจ็บใจก็คือ ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ชีวิตของเขากลับสะดุดล้มไม่เป็นท่า ไม่ว่าจะพยายามคว้าโอกาสใด ก็ไม่เคยได้ลิ้มรสความสำเร็จอันหอมหวานเลยสักครั้ง
แต่หลานสาวของเขาพูดถูก ตราบใดที่คนยังอยู่ ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมสามารถทวงคืนกลับมาได้
อนาคตข้างหน้า…มันคือโลกของทุนนิยม
คอยดูไปเถอะ!
ไอ้เฒ่ากู้…กู้หวยอัน…แล้วก็ซ่งอวี้หน่วนที่โผล่มาจากนรกขุมไหนก็ไม่รู้!
กู้จิน…ฉินซู่อวิ๋น…พวกแกทุกคนจงรอไว้เถอะ ฉันไม่เชื่อว่าพวกแกจะโชคดีไปได้ตลอดรอดฝั่ง!
เขาหันไปบอกเฉียนอันน่า “ปู่จะติดต่อคุณฟางเอง หลานพูดถูก…ตราบใดที่ยังมีภูเขาเขียว ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีฟืนใช้ พวกหลานทุกคนจะต้องกอบกู้ชื่อเสียงของตระกูลเฉียนกลับคืนมาให้ได้!”
ก่อนจะเดินทางจากไป เฉียนอันน่าได้จงใจสร้างสถานการณ์ให้ตัวเองได้พบกับซูเซียงอีกครั้ง
เมื่อเห็นท่าทางประหม่าและไม่เป็นตัวของตัวเองของซูเซียง เธอก็รู้สึกดูแคลนอยู่ในใจ แต่บนใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้มหวาน เธอบอกข่าวเรื่องการย้ายบ้านและแสดงความเสียดายที่คงไม่มีโอกาสได้พบปะกันอีก พร้อมทั้งอวยพรให้ซูเซียงและกู้หวยหมิงครองรักกันจนแก่จนเฒ่า
คำพูดที่เคลือบด้วยน้ำผึ้งทำให้ซูเซียงรู้สึกดีขึ้นมาก ความอึดอัดในใจคลายลง เธอทำอะไรไม่ถูกได้แต่เตรียมจะขอตัวจากไป แต่กลับถูกเฉียนอันน่ารั้งแขนเอาไว้
“ก่อนจะไป ฉันมีเรื่องหนึ่งอยากจะบอกเธอ” เฉียนอันน่าเริ่มสานต่อแผนการร้าย
“คือกู้หวยหมิงน่ะ เขามีคู่หมั้นหมายกันมาตั้งแต่เด็กนะ สมัยประถมสองคนนั้นตัวติดกันแจเลย เวลาเล่นพ่อแม่ลูกกันก็เป็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวตลอด แต่โชคร้ายที่ผู้หญิงคนนั้นต้องย้ายตามครอบครัวไปต่างประเทศ เลยขาดการติดต่อไป…
แล้วตอนนี้เธอกำลังจะกลับมาแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าถ่านไฟเก่ามันจะลุกโชนขึ้นมาอีกหรือเปล่า”
เธอจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของซูเซียง “ฐานะทางบ้านของเธอก็ธรรมดา ไม่เหมือนกับเจิ้งซินเหอหรอกนะ จะบอกอะไรให้อย่าง ตอนนั้นกู้เจียวเจียวยังเด็ก เจิ้งซินเหอชอบแอบพาเธอหนีไปเที่ยวบ่อยๆ คนบ้านกู้เอ็นดูเจิ้งซินเหอกันทั้งนั้น
กู้เจียวเจียวไม่เคยเห็นเธออยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ ลับหลังเธอน่ะ กู้เจียวเจียวเอาเธอไปนินทาดูถูกเหยียดหยามกับคนในบ้านพักหลวงไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว เรื่องนี้ฉันไม่ได้โกหก ถ้าไม่เชื่อ ก็ลองให้กู้หวยหมิงไปสืบดูสิว่าจริงไหม
ตอนนี้เจิ้งซินเหอกลับมาแล้ว อนาคตจะเป็นยังไงก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คือเธอยังไม่มีใคร…
ถ้าเธอเก่งกาจได้สักครึ่งหนึ่งของซ่งอวี้หน่วนก็คงดี ไม่ว่าใครจะกลับมา หรืออดีตจะเป็นอย่างไร ก็ไม่มีใครกล้าทำอะไรเธอ
แต่เธอ…ไม่ใช่ซ่งอวี้หน่วน เธอไม่มีความสามารถแบบนั้น…
จะว่ายังไงดีล่ะ ก็…ดูแลตัวเองให้ดีแล้วกัน”
[จบบท]