บทที่ 612: รู้ กับ เข้าใจ
ซูเซียงเงยหน้าขึ้นสบตากับซ่งอวี้หน่วน แววตาที่เคยขุ่นมัวฉายแววซับซ้อนออกมาอย่างเห็นได้ชัด เธอต้องยอมรับกับตัวเองว่าคำพูดของหญิงสาวตรงหน้าทำให้ความหนักอึ้งในใจคลายลงไปได้มากจริงๆ
ซ่งอวี้หน่วนคนนี้...ช่างแตกต่างจากคนอื่นที่เธอเคยพบเจอ แม้จะเพิ่งรู้จักและได้พูดคุยกันไม่กี่ครั้ง แต่ทุกถ้อยคำของเธอกลับทำให้ซูเซียงรู้สึกยอมรับนับถือได้อย่างน่าประหลาดใจ
ถึงอย่างนั้น กำแพงในใจที่ก่อตัวขึ้นมานานก็ยังไม่ทลายลงง่ายๆ
หญิงสาวฝืนคลี่ยิ้มบางเบา “เสี่ยวหน่วน พี่รู้ว่าเธอหวังดีกับพี่...ขอบใจมากนะ”
ซ่งอวี้หน่วนมองลึกลงไปในดวงตาคู่สวยของซูเซียง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความหมาย
“คำว่า ‘รู้’ กับ ‘เข้าใจ’ มันเป็นคนละเรื่องกันนะ”
สิ้นคำพูดนั้น เธอก็ยื่นแตงกวาสดกรอบให้ซูเซียง พร้อมกับชวนคุยเรื่องสัพเพเหระราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต้องยอมรับว่าฝีมือการปลูกผักของปู่กู้นั้นยอดเยี่ยมไม่มีใครเกิน แตงกวาที่ได้ลิ้มลองทั้งหวานฉ่ำและกรอบอร่อยอย่างเป็นธรรมชาติ
หลังจากนี้ซูเซียงจะเลือกเส้นทางไหน จะตัดสินใจทำอะไร มันก็เป็นเรื่องของเธอแล้ว ซ่งอวี้หน่วนทำได้เพียงแค่ชี้แนะในฐานะเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น
หากจะให้วิเคราะห์ถึงต้นตอของปัญหา บางทีอาจเป็นเพราะชีวิตการทำงานในตอนนี้สุขสบายเกินไป ภาพของคนที่นั่งจิบชาอ่านหนังสือพิมพ์ไปวันๆ หรือไม่ก็รวมกลุ่มกันถักไหมพรมพร้อมกับจับกลุ่มซุบซิบนินทา กลายเป็นเรื่องปกติในหน่วยงานรัฐยุคนี้ไปแล้ว
ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอย่างโรงงานต่างๆ ก็มีทั้งที่งานล้นมือและที่แทบไม่มีอะไรให้ทำ โรงงานที่ซบเซาหลายแห่งกำลังเดินไปสู่ทางตัน ไม่ว่าจะถูกปล่อยให้เช่าหรือปิดตัวลง สุดท้ายแล้ว...พนักงานส่วนใหญ่ก็ต้องเผชิญกับชะตากรรมของการตกงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพียงแต่ว่า...ตอนนี้พายุลูกนั้นยังมาไม่ถึง ทุกอย่างจึงดูเหมือนยังประคองตัวไปได้ก็เท่านั้น
***
โรงงานเสื้อผ้าหมายเลขห้าของปักกิ่ง คือเป้าหมายต่อไปที่ซ่งอวี้หน่วนจับตามอง ไม่ใช่เพราะตัวกิจการที่ใกล้จะล้มละลาย แต่เป็นเพราะทำเลทองของที่ดินผืนงามที่โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ต่างหาก
พื้นที่ตรงนี้มีศักยภาพสูงมาก รายล้อมไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่งซึ่งจะเป็นที่นิยมอย่างสูงในอนาคต ที่สำคัญคือจะมีโครงการก่อสร้างสถานีรถไฟใต้ดินในบริเวณนี้อีกด้วย ในหัวของซ่งอวี้หน่วนมีแผนการใหญ่ผุดขึ้นมาแล้ว...เธอจะสร้างโรงแรมหรูระดับห้าดาวขึ้นมาแทนที่ซากปรักหักพังของอุตสาหกรรมสิ่งทอที่กำลังจะตาย
เรื่องน่าประหลาดใจก็คือ พี่สะใภ้ใหญ่ของซูเซียงทำงานอยู่ที่แผนกปักผ้าของโรงงานแห่งนี้นี่เอง ภาระงานในแต่ละวันไม่หนักหนาอะไร รายได้จึงน้อยนิดเป็นเงาตามตัว ในยุคที่ต้องเก็บออมเงินเดือนนานถึงสิบปีถึงจะมีปัญญาซื้อโทรศัพท์มือถือตงฟางหงสักเครื่องได้ และกว่าที่เทคโนโลยีนี้จะเป็นที่แพร่หลายก็คงต้องรอกันอีกนาน
ข้อมูลในแฟ้มที่ซ่งอวี้หน่วนถืออยู่ระบุชัดเจนว่าโรงงานแห่งนี้ค้างจ่ายเงินเดือนพนักงานมานานถึงสามเดือนแล้ว สภาพภายในย่ำแย่เกินบรรยาย เครื่องจักรเก่าคร่ำครึ รูปแบบเสื้อผ้าล้าสมัย ส่วนแผนกปักผ้าที่เคยรุ่งเรืองก็เหลืออยู่เพียงแค่ชื่อเท่านั้น
ข้อมูลของพนักงานระดับล่างที่เธอมีอยู่ในมือสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติที่น่าเป็นห่วง ทุกคนต่างใช้ชีวิตไปวันๆ ด้วยความเชื่อที่ว่า ‘รัฐไม่มีวันทอดทิ้ง’ พวกเขาคิดว่าต่อให้โรงงานจะลำบากแค่ไหน สุดท้ายรัฐก็จะยื่นมือเข้ามาอุ้มอยู่ดี การจ่ายเงินเดือนช้าไปบ้างจึงไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย
ทว่าความเป็นจริงนั้นโหดร้ายกว่าที่คิด เพราะเบื้องบนได้ตัดสินใจลอยแพโรงงานแห่งนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากมันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องดำรงอยู่อีกต่อไป ช่างฝีมือรุ่นเก๋าต่างเกษียณอายุราชการไปหมดสิ้น เหลือเพียงช่างรุ่นใหม่ที่กว่าร้อยละแปดสิบทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม
ซ่งอวี้หน่วนจึงตัดสินใจเรียกตัวซ่งเหลียงผู้เป็นพ่อ พร้อมด้วยสมุห์บัญชีคู่ใจจากโรงงานที่หนานซานให้เดินทางมายังปักกิ่งโดยด่วน เธอต้องการให้พ่อเป็นตัวแทนเข้าไปเจรจากับผู้บริหารระดับสูงของโรงงานเสื้อผ้าหมายเลขห้า
หลังวางแผนอย่างรัดกุม ซ่งอวี้หน่วนก็อาศัยจังหวะให้ซูเซียงพาเธอเข้าไปสำรวจภายในโรงงาน บรรยากาศภายในช่างหดหู่และไร้ชีวิตชีวาสมคำร่ำลือจริงๆ กลิ่นอับของผ้าเก่าๆ ที่ปนเปกับกลิ่นฝุ่นคละคลุ้งไปทั่ว ทุกอย่างดูเหมือนทรายในกำมือที่พร้อมจะปลิวหายไปกับสายลม
แน่นอนว่าการจะทุบหม้อข้าวเหล็กของคนจำนวนมากในยุคที่ให้ความสำคัญกับงานราชการไม่ใช่เรื่องง่าย หากทำอะไรผิดพลาดไปแม้แต่น้อย เธออาจจะกลายเป็นศัตรูในสายตาของคนงานเหล่านี้ไปในทันที
ขณะที่ซ่งอวี้หน่วนและซูเซียงเดินมาถึงแผนกปักผ้า ก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังออกมาแต่ไกล พี่สะใภ้ใหญ่ของซูเซียงกำลังยืนท้าวสะเอวโต้เถียงกับเพื่อนร่วมงานอีกหลายคนด้วยใบหน้าแดงก่ำ
เรื่องของเรื่องก็คือ ด้ายปักผ้าสีสวยม้วนใหญ่ถึงห้าม้วนที่เธอเพิ่งไปเบิกมาจากคลังสินค้าได้หายวับไปกับตาหลังจากวางไว้บนโต๊ะได้ไม่นาน แต่กลับไม่มีใครยอมรับว่าเป็นคนเอาไป ทุกคนต่างแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
พี่สะใภ้ใหญ่ของซูเซียงซึ่งมีตำแหน่งเป็นหัวหน้า แม้จะไม่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย แต่ความอัดอั้นตันใจและความรู้สึกเหมือนถูกหักหลังทำให้เธอระเบิดอารมณ์ออกมา เธอทุบโต๊ะเสียงดังปังพร้อมกับประกาศว่าจะแจ้งตำรวจให้มาจัดการ
คำขู่ของเธอไม่เพียงไม่ทำให้ใครหวาดกลัว แต่กลับกลายเป็นชนวนให้เกิดเสียงเยาะเย้ยถากถางดังระงมไปทั่ว
“คิดว่าตัวเองใหญ่มาจากไหน แค่ตำแหน่งหัวหน้ากระจอกๆ อย่ามาทำวางอำนาจหน่อยเลย จะแจ้งตำรวจเหรอ ก็เอาสิ! ฉันไม่ได้ขโมย เธอจะทำอะไรฉันได้ อย่าคิดว่าพอน้องสาวสามีไปเกาะคนใหญ่คนโตได้แล้วจะมาทำกร่างแถวนี้นะ ถุย!”
“นั่นสิ! ไม่แน่ตอนเบิกของออกมาเธอนั่นแหละที่นับพลาดเอง หรือไม่ก็เป็นโจรแล้วป่าวประกาศให้คนอื่นมาจับโจรซะเอง!”
ท่ามกลางเสียงโห่ฮา มีพนักงานหญิงคนหนึ่งยืนเงียบๆ ด้วยความรู้สึกอิจฉาริษยา ด้ายปักผ้าห้าม้วนใหญ่นั่น ถ้าลักลอบเอาไปขายในตลาดมืดก็ได้เงินไม่ต่ำกว่าห้าสิบหยวน เทียบเท่ากับเงินเดือนทั้งเดือนของเธอเลยทีเดียว แม้จะไม่เห็นคาตาว่าใครเป็นคนหยิบไป แต่เธอมั่นใจว่าหัวหน้าไม่ได้นับพลาดแน่นอน และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น คนที่ทำมันช่างใจกล้าและน่ารังเกียจ แต่จะลงมือคนเดียวหรือมีผู้สมรู้ร่วมคิด เธอก็ไม่อาจรู้ได้ รู้แค่ว่าเธอไม่เคยได้ส่วนแบ่งจากเรื่องนี้เลยสักครั้ง
“ฉันว่าที่หัวหน้าพูดก็ถูกนะ คนบริสุทธิ์ใจจะไปกลัวอะไร แจ้งตำรวจน่ะดีแล้ว จะได้รู้กันไปเลยว่าใครกันแน่ที่มือยาวสาวได้สาวเอา ของหลวงก็ไม่เว้น คิดจะหยิบก็หยิบ คิดจะขโมยก็ขโมย ไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมืองกันเลยหรือไง!” เสียงของพนักงานอีกคนดังขึ้นสนับสนุน
การโต้เถียงที่เริ่มจะบานปลายทำให้รองผู้จัดการโรงงานต้องรีบเข้ามาห้ามทัพ เขาไม่รู้จักซ่งอวี้หน่วน แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะที่นี่มีคนนอกเข้าออกเป็นประจำอยู่แล้ว และแผนกปักผ้าก็ไม่ได้มีความลับทางการค้าอะไรที่ต้องปกปิด
แต่ในใจของเขาร้อนรนเหมือนมีไฟสุม สถานการณ์ของโรงงานตอนนี้เข้าขั้นวิกฤต ไม่เพียงขาดทุนย่อยยับ แต่ต้นทุนการผลิตกลับสูงขึ้นทุกปีจนน่าตกใจ ข่าววงในที่เขาได้มายิ่งทำให้เครียดหนักกว่าเดิม เบื้องบนสั่งระงับการจัดสรรงบประมาณแล้ว นั่นหมายความว่าไม่ใช่แค่สามเดือนนี้ที่ไม่มีเงินจ่ายเงินเดือน แต่อีกสามเดือนข้างหน้าก็ยังมืดมนไม่ต่างกัน
เบื้องบนสั่งให้โรงงานหาทางรอดเอาเอง แต่พวกเขาจะไปหาทางจากไหนได้ ในเมื่อเคยชินกับการรอรับคำสั่งและงบประมาณมาตลอด จู่ๆ พอถูกปล่อยเกาะแบบนี้ก็ทำอะไรไม่ถูกกันทั้งโรงงาน
ไหนจะปัญหาเสื้อผ้าที่ผลิตออกมาเมื่อไตรมาสก่อนซึ่งกว่าครึ่งไม่ผ่านมาตรฐานคุณภาพเพราะการออกแบบที่ผิดพลาด จะเอาไปล้างสต็อกก็ขายไม่ออก ห้างสรรพสินค้าไม่รับซื้อ จะให้ไปเร่ขายตามแผงลอยก็เสียศักดิ์ศรีเกินกว่าจะทำใจรับได้
ในตลาดปักกิ่งตอนนี้ เสื้อผ้าจากโรงงานของพวกเขาไม่อาจสู้กับคู่แข่งอย่างโรงงานหมายเลขหนึ่งและสอง หรือสินค้าจากหนานเฉิงและเมืองเซี่ยงไฮ้ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานเสื้อผ้าจือหลานที่กำลังมาแรงแซงทางโค้ง คุณภาพสินค้าของที่นั่นไร้ที่ติเพราะเน้นส่งออกไปขายยังฮ่องกงเป็นหลัก
แต่ใครจะกล้าปริปากบ่น ในเมื่อคนในแผนกออกแบบล้วนเป็นเด็กเส้นของท่านผู้จัดการโรงงาน ส่วนตัวผู้จัดการและเลขาธิการพรรคเองก็ดูเหมือนจะไม่ได้ทุกข์ร้อนกับชะตากรรมของโรงงานเลยแม้แต่น้อย
เมื่อไม่อาจเปิดเผยความจริงอันน่าสิ้นหวังให้พนักงานรู้ได้ รองผู้จัดการจึงทำได้เพียงตะคอกใส่ทุกคนเสียงดัง
“พวกคุณว่างกันมากนักหรือไง! ต่อให้ไม่มีออเดอร์เข้ามา ก็ทำความสะอาดโรงงาน เช็ดกระจก หรือหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่านหาความรู้ใส่ตัวบ้างก็ได้ ไม่ใช่มายืนเถียงกันไร้สาระแบบนี้!”
และแล้วเรื่องด้ายปักผ้าห้าม้วนใหญ่ที่หายไปก็ถูกปัดตกไปอย่างง่ายดาย กลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากรื้อฟื้นขึ้นมาอีก
พี่สะใภ้ใหญ่ของซูเซียงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น มือของเธอกำแน่นจนสั่นเทา ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความเจ็บใจ ความโกรธ และความผิดหวังระคนกันไป
ภาพนั้นทำให้ซ่งอวี้หน่วนนึกถึงความประทับใจดีๆ ที่มีต่อผู้หญิงคนนี้และแม่ของเธอ กระเป๋าใส่เงินปักลายงดงามที่พี่สะใภ้ใหญ่เคยทำให้ยังคงงดงามไม่สร่างซาในความทรงจำของเธอ มันเป็นงานฝีมือที่ประณีตและเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ ถึงขนาดที่ว่าเมื่อวางเทียบกับกระเป๋าสตางค์ที่ทำจากหนังแท้ราคาแพง ก็ไม่ได้ดูด้อยค่าไปกว่ากันเลยแม้แต่น้อย
[จบบท]