บทที่ 613: มุ่งมั่นที่จะครอบครอง
ซ่งอวี้หน่วนกับซูเซียงเลือกที่จะยืนเงียบๆ อยู่มุมหนึ่ง ปล่อยให้ความวุ่นวายดำเนินต่อไป เสียงพูดคุยจอแจดังผสมปนเปไปกับเสียงเครื่องจักรที่ทำงานไม่หยุดหย่อน ทำให้บรรยากาศภายในแผนกการผลิตของโรงงานคึกคักและวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเสียงเกรี้ยวกราดของรองผู้จัดการโรงงานดังขึ้น กลุ่มคนที่มุงดูเหตุการณ์ด้วยความสนุกสนานจึงยอมสลายตัวไปพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคัก
ซ่งอวี้หน่วนทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง เฝ้ามองกลุ่มอาคารโรงงานที่ตั้งตระหง่านเรียงรายอยู่เบื้องหน้า ในใจของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและแน่วแน่ ที่ดินผืนนี้… เธอจะต้องคว้ามาเป็นของเธอให้ได้
เธอรู้ดีว่าอีกไม่นาน ที่แห่งนี้ก็คงไม่พ้นต้องถูกขายทิ้งไปตามกาลเวลา
เมื่อกลุ่มคนดูแยกย้ายกันไป รองผู้จัดการโรงงานเองก็รีบปลีกตัวกลับไปแล้ว อากาศร้อนอบอ้าวขนาดนี้ ใครจะอยากทนอยู่ในแผนกการผลิตที่แออัด เขากลับไปนั่งตากอากาศเย็นๆ ในห้องทำงานสบายใจกว่าเป็นไหนๆ
ตอนนั้นเอง พี่สะใภ้ของซูเซียงถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าน้องสาวสามีพาหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งมายืนรออยู่เงียบๆ ดูท่าแล้วคงจะมาถึงได้พักใหญ่แล้ว
เธอแอบชายตามองค้อนเพื่อนร่วมงานที่เมื่อครู่ยังมุงดูเรื่องชาวบ้านกันอย่างออกรส ในใจพลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย ถ้าทุกคนตั้งใจทำงาน ช่วยกันคิดหาหนทางพัฒนาโรงงานให้ก้าวหน้า ป่านนี้สถานการณ์คงไม่ย่ำแย่เท่านี้ แม้จะรู้ว่ามันยากลำบาก แต่ถ้าเทียบกับยุคบุกเบิกก่อตั้งโรงงาน เหล่าผู้ก่อตั้งยังฟันฝ่าอุปสรรคที่หนักหนาสาหัสกว่านี้มาได้เลย
แต่ตอนนี้… ทุกอย่างกลับกลายเป็นความเคยชินไปเสียแล้ว
ทุกคนต่างยึดติดกับความคิดที่ว่า ‘ชามข้าวเหล็ก’ ไม่มีวันแตก แต่คำพูดของแม่สามียังคงดังก้องอยู่ในหัว ท่านเล่าว่าเพื่อนที่อยู่หนานเฉิงต้องเห็นโรงงานรัฐวิสาหกิจหลายแห่งล้มละลาย เพราะไม่อาจสู้รบปรบมือกับโรงงานเอกชนเกิดใหม่ได้ สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้คนอื่นมาเช่าต่อ แม้จะรับปากว่าจะจ้างพนักงานเก่าทั้งหมด แต่ก็ยื่นเงื่อนไขใหม่ที่บีบคั้นหัวใจพนักงานออฟฟิศจนต้องดิ้นรนหาทางรอด
ใครเลยจะยอมลดตัวจากโต๊ะทำงานในห้องแอร์เย็นฉ่ำ ลงไปคลุกฝุ่นในสายการผลิตได้ลงคอ คนที่มีเส้นสายก็ดิ้นรนย้ายไปหน่วยงานอื่น ส่วนคนที่ไม่มีทางเลือกก็จำใจต้องก้มหน้ารับชะตากรรม แต่คนงานในสายการผลิตส่วนใหญ่ก็เคยตัวกับการทำงานเช้าชามเย็นชาม เมื่อต้องมาเร่งทำงานอย่างจริงจังก็พากันทนไม่ไหว คนที่ยังอยู่รอดคือคนที่มีฝีมือจริงๆ ส่วนที่เหลือก็ถูกส่งคืนให้กรมแรงงานไป
หนานเฉิงกลายเป็นเมืองต้นแบบ และเธอก็สังหรณ์ใจว่าคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะต้องซัดมาถึงที่นี่ในไม่ช้า
โรงงานแห่งนี้อาจจะยืนหยัดอยู่ได้อีกไม่นาน ตัวเธอเองก็ใกล้จะแตะเลขสี่แล้ว แต่กว่าจะถึงวันเกษียณก็ยังเหลือเวลาอีกตั้ง 10 ปี บางที… อาจถึงเวลาที่ต้องมองหาลู่ทางอื่นไว้บ้าง
ความคิดนั้นทำให้เธอหันไปมองน้องสาวสามี ก่อนจะเอ่ยชวนทั้งสองคนให้ไปหลบร้อนคุยกันตรงที่ร่มๆ ข้างนอก และที่นั่นเองเธอก็ได้รู้ว่าหญิงสาวคนสวยที่มาด้วยคือซ่งอวี้หน่วน
ท่าทีที่เปลี่ยนไปเป็นกระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัดของพี่สะใภ้ ทำให้ซูเซียงรู้สึกขัดใจอยู่ลึกๆ พี่สะใภ้ดูจะตื่นเต้นเกินเหตุไปหน่อย ซ่งอวี้หน่วนยังเป็นแค่นักศึกษา แถมยังจะเรียนต่อปริญญาโทอีก บริษัทของเธอคงเป็นบริษัทใหญ่โตเกินกว่าที่พี่สะใภ้จะเข้าไปทำงานได้ แล้วจะไปประจบเอาใจเธอเพื่ออะไรกัน
พี่สะใภ้ซูเหลือบมองน้องสาวสามีอย่างอ่อนใจ เด็กคนนี้ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย
เธอหันกลับไปพูดคุยกับซ่งอวี้หน่วนต่อ และเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายสนใจเรื่องราวต่างๆ ของโรงงาน เธอก็ยิ่งเล่ารายละเอียดให้ฟังอย่างออกรส
ซ่งอวี้หน่วนเองก็รู้สึกประหลาดใจระคนยินดี ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ข้อมูลที่ได้รับจากปากของหญิงคนนี้ล้วนเป็นประโยชน์ต่อแผนการของเธอ บุญคุณครั้งนี้เธอจะจดจำไว้ไม่ลืม
น่าเสียดายที่การผูกสัมพันธ์อาจไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อมีซูเซียงอยู่ด้วย อีกทั้งพี่สะใภ้ของเธอก็เป็นพนักงานประจำของรัฐวิสาหกิจ ซ่งอวี้หน่วนครุ่นคิดเพียงครู่เดียวก็ปัดความคิดนั้นทิ้งไป
“เธอจะสนใจเรื่องพวกนี้ไปทำไมกัน” ซูเซียงขมวดคิ้วถามซ่งอวี้หน่วนอย่างไม่เข้าใจ “อย่าบอกนะว่าอยากจะมาทำงานที่นี่ ไม่จริงใช่ไหม”
พี่สะใภ้ซูรีบปรามน้องสาวสามีด้วยสายตา ก่อนจะหันไปพูดกับซ่งอวี้หน่วนด้วยรอยยิ้ม “เด็กคนนี้นี่ ฉันก็แค่เล่าเรื่องสนุกๆ ในโรงงานให้เสี่ยวหน่วนฟังเท่านั้นเอง บางเรื่องเธอก็เคยได้ยินไม่ใช่เหรอ เธอก็ไม่ได้อยากมาทำงานที่นี่สักหน่อย เอาล่ะๆ เปลี่ยนเรื่องดีกว่า ฉันจะพาพวกเธอไปหาอะไรอร่อยๆ กินกัน…”
เธอเชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้น พลางบรรยายถึงร้านอาหารเปิดใหม่ฝั่งตรงข้ามโรงงานว่ามีแพนเค้กพันชั้นที่อร่อยเลิศรส รวมถึงซุปเม็ดผักที่เป็นเมนูเด็ดห้ามพลาด
ด้วยไมตรีจิตที่ยากจะปฏิเสธ ประกอบกับซ่งอวี้หน่วนเองก็ต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโรงงานที่เธอไม่สามารถสืบหาจากที่ไหนได้อีก เธอจึงตอบตกลง บางเรื่องอาจไม่มีประโยชน์ แต่การได้รับรู้ไว้ก็ย่อมดีกว่า
หลังจากวันนั้น ซ่งอวี้หน่วนก็นำแผนการทั้งหมดไปปรึกษากับซ่งเหลียง พ่อของเธอเห็นด้วยกับความคิดของลูกสาวอย่างเต็มที่ ในเมื่อลูกๆ ทุกคนลงหลักปักฐานอยู่ที่ปักกิ่งแล้ว ไม่ช้าก็เร็วเขากับภรรยาก็ต้องย้ายตามมาอยู่ดี การขยายโรงงานมาที่นี่จึงเป็นก้าวที่สำคัญ
โรงงานเสื้อผ้าที่อำเภอหนานซานซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของซ่งอวี้หน่วนกำลังไปได้สวย ออเดอร์สั่งซื้อหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย จนตอนนี้อำเภอหนานซานกลายเป็นเมืองที่เปิดกว้างและทันสมัย แซงหน้าเมืองหลวงของมณฑลไปแล้วด้วยซ้ำ ถึงขนาดได้รับฉายาว่า ‘หนานเฉิงน้อย’ เลยทีเดียว
การขยายโรงงานเสื้อผ้าเป็นสิ่งที่ต้องทำ พวกเขาจะจมปลักอยู่ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอตลอดไปไม่ได้
“เสี่ยวหน่วน” ซ่งเหลียงเอ่ยถามด้วยความกังวล “ที่ดินที่ลูกพาพ่อไปดูน่ะ แถวนั้นยังไม่ค่อยมีคนอยู่เลยนะ แล้วเราจะหาคนงานมาทำงานได้ง่ายๆ เหรอ”
“ไม่ต้องห่วงค่ะพ่อ” ซ่งอวี้หน่วนตอบอย่างมั่นใจ “ปีหน้าพื้นที่ตรงนั้นจะถูกปรับปรุงใหม่ และจะค่อยๆ พัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจ รออีกไม่นานหรอกค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้ซ่งเหลียงหมดความกังวล เขาสันนิษฐานว่าลูกสาวคงจะมีแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือจึงไม่ได้ซักไซร้ต่อ
ซ่งอวี้หน่วนเห็นสีหน้าของพ่อก็รู้ทันทีว่าท่านเข้าใจผิดไปแล้ว ความจริงมันไม่ได้มีข่าววงในหรือข้อมูลลับสุดยอดอะไรเลย เธอเพียงแค่รู้จากความทรงจำในชาติก่อนว่าพื้นที่ตรงนั้นจะถูกพัฒนาขึ้นหลังจากปี 1985 ก็เท่านั้น แต่ในตอนนี้มันยังคงเป็นเพียงพื้นที่ชานเมืองที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา
การเจรจาเช่าที่ดินเป็นไปอย่างราบรื่น ซ่งอวี้หน่วนสามารถทำสัญญาเช่าที่ดินทรายเหลืองผืนกว้างได้เป็นเวลา 10 ปี พร้อมเงื่อนไขพิเศษที่ระบุว่าเธอมีสิทธิ์ในการซื้อก่อนใครหากมีการขายที่ดินในอนาคต สัญญานี้ทำให้ซ่งเหลียงรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างยิ่ง สมุห์บัญชีอาวุโสที่ติดตามมาด้วยถึงกับตาโตด้วยความทึ่ง ไม่คาดคิดเลยว่าโรงงานเสื้อผ้าเล็กๆ ของตระกูลซ่งจะเติบโตจนสามารถขยายสาขามาถึงปักกิ่งได้
เมื่อสัญญาเช่าเรียบร้อย การดำเนินการด้านเอกสารต่างๆ ก็ฉับไวราวกับติดปีก
แม้ว่ากู้หวยอันจะกำลังหมกมุ่นอยู่กับการวิเคราะห์ ‘ระบบ’ ปริศนา แต่เขาก็ยังสั่งให้เลขาเสี่ยวอู๋ผู้มากความสามารถเข้ามาช่วยจัดการธุระให้
ก่อนอื่น เสี่ยวอู๋ได้รายงานความเคลื่อนไหวล่าสุดของตระกูลเฉียนให้กู้หวยอันทราบ คุณฟางจากประเทศ X ซึ่งเป็นสหายเก่าของผู้เฒ่าเฉียนที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานหลายปี ได้กลับมาติดต่อกันอีกครั้ง และได้ช่วยจัดการเรื่องเรียนต่อให้เฉียนอันน่าเรียบร้อยแล้ว ได้ข่าวว่าเป็นหลักสูตรควบปริญญาโทและเอก แม้จะไม่ทราบสาขาวิชาที่แน่ชัด แต่ก็มาพร้อมกับทุนการศึกษามูลค่ามหาศาล
เนื่องจากตัวเฉียนอันน่าไม่ได้มีปัญหาอะไร และทุกขั้นตอนก็เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย พวกเขาจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะขัดขวางการเดินทางของเธอได้
กระแสการเดินทางไปต่างประเทศเริ่มก่อตัวขึ้น แม้จะยังไม่ถึงกับเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย แต่ผู้คนจำนวนมากก็ยังคงใฝ่ฝันถึงชีวิตในต่างแดน และรัฐบาลเองก็ไม่ได้มีข้อจำกัดในการเดินทางออกนอกประเทศอีกต่อไป จำนวนนักเรียนทุนที่ไปศึกษาต่อต่างแดนก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่กู้หวยอันเองก็เคยมีประสบการณ์ไปเรียนรู้ที่ต่างประเทศมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี
เรื่องนี้มีคนมาสอบถามความเห็นจากซ่งอวี้หน่วนเช่นกัน แต่เธอไม่ได้รีบร้อนอะไร เธอต้องการจัดการธุรกิจในมือให้มั่นคงเสียก่อน แล้วจึงค่อยหาโอกาสออกไปเปิดโลกกว้าง ดังนั้นการเดินทางของเฉียนอันน่าจึงไม่ใช่เรื่องที่เธอต้องใส่ใจ ตราบใดที่มีมหาวิทยาลัยตอบรับ เธอก็สามารถไปได้ตามต้องการ แถมหน่วยงานต้นสังกัดยังต้องเก็บตำแหน่งไว้รอการกลับมาของบุคลากรคุณภาพอีกด้วย
ส่วนผู้เฒ่าเฉียน หลังจากย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านเก่าก็เก็บตัวเงียบ แต่ยังคงติดต่อกับเส้นสายเก่าๆ อยู่เสมอ คนในตระกูลต่างรู้ดีว่าเส้นทางความก้าวหน้าในแวดวงราชการของพวกเขาได้จบสิ้นลงแล้ว แต่ก็ยังสามารถทำมาค้าขายเลี้ยงชีพต่อไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าคนอย่างผู้เฒ่าเฉียนคงไม่ลดตัวไปตั้งแผงลอยข้างถนน
เฉียนอันน่าเดินทางไปต่างประเทศอย่างถูกกฎหมายทุกประการ
เมื่อซ่งอวี้หน่วนได้รับทราบข่าว เธอก็เพียงแค่พยักหน้ารับรู้ มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไรเลย ในอนาคตจะต้องมีเรื่องราวที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านี้เกิดขึ้นอีกมากมาย
หลังจากรายงานเรื่องตระกูลเฉียนเสร็จสิ้น เสี่ยวอู๋ก็หันมาช่วยจัดการเรื่องเอกสารของซ่งเหลียง ด้วยความสามารถอันน่าทึ่ง เขาสามารถจัดการทุกอย่างให้แล้วเสร็จได้ภายในวันเดียว
จากนั้น ซ่งอวี้หน่วนจึงติดต่อไปยังประธานหมิง ผู้รับผิดชอบโครงการก่อสร้างย่านบ้านพักตากอากาศซีซาน การเจรจาธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น และในที่สุด... โครงการก่อสร้างโรงงานเสื้อผ้าจือหลานแห่งใหม่ในปักกิ่งก็ได้เริ่มต้นขึ้น
[จบบท]