บทที่ 74: เขา...เหมือนจะตกหลุมรัก!
ในที่สุด ซ่งหมิงโปก็ได้รับอนุญาตให้หยุดพักกลับบ้านได้ 1 วันเต็มๆ
แต่ไม่รู้ทำไม การกลับมาบ้านครั้งนี้ เขากลับรู้สึกเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ราวกับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
ทว่าเขาก็ไม่มีเวลามานั่งซึมซับความรู้สึกนั้นได้นานนัก เพราะต้องรีบไปช่วยงานที่ที่ทำการกองพลน้อยตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
เขาพาน้องๆ ไปด้วย และใช้เวลาไม่นานก็เริ่มสนิทสนมกับฉู่จื่อโจว
เมื่อไปถึง ก็พบว่าอาหญิงและคนอื่นๆ มาถึงก่อนแล้ว ช่างไฟของคอมมูนกับทีมงานของคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมกำลังง่วนอยู่กับการติดตั้งไมโครโฟนรุ่นโบราณที่ต้องมีผ้าไหมสีแดงหุ้มหัวเอาไว้ นอกจากจะต้องทดสอบเสียงแล้ว ยังต้องลากสายไฟกันให้วุ่นวายไปหมด
ฉู่จื่อโจวเองก็ไม่ได้ยืนสั่งการเฉยๆ แต่ลงมือช่วยงานอย่างขะมักเขม้น
แม้ซ่งเหลียงจะรู้สึกหมั่นไส้ระคนอิจฉาอยู่ลึกๆ แต่พอเจอฉู่จื่อโจวที่เรียก “คุณอาซ่ง คุณอาซ่ง” อย่างนอบน้อมเข้าหน่อย เขาก็จำต้องมาช่วยงานแต่เช้าอย่างเสียไม่ได้
แต่เอาเข้าจริง ตอนนี้ในหัวของซ่งเหลียงกลับเต็มไปด้วยเรื่องวุ่นวายในครอบครัวเสียมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องธุรกิจกระเป๋าสะพายกับดอกไม้ติดผมที่กำลังไปได้สวยชนิดที่เรียกว่า ‘ลงทุนน้อยแต่กำไรงาม’ ในช่วงที่ยังเป็นของใหม่แบบนี้ เขาควรจะรีบผลิตออกมาให้ได้มากที่สุด
แต่ตอนนี้ที่ดินทำกินก็ถูกเปลี่ยนเป็นนาข้าวไปแล้ว งานในนาก็หนักหนาสาหัส ที่ดินคือรากฐานของครอบครัว จะทอดทิ้งไปก็ไม่ได้ คิดไปคิดมา กลายเป็นว่าภาระการหาเงินเข้าบ้านกลับตกไปอยู่บนบ่าของผู้หญิงทั้ง 4 คน ซึ่งในนั้นก็มีทั้งแม่ผู้ชราภาพและลูกสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะรวมอยู่ด้วย
เรื่องนี้ทำให้ซ่งเหลียงรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ประโยชน์เสียจริง เขาต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อครอบครัวบ้างแล้ว
ขณะที่เขากำลังช่วยงานอยู่นั้น ปัญญาชนซุนก็เดินเข้ามาช่วยงานข้างๆ พลางหาเรื่องชวนคุยอย่างออกรส ท่าทีดูเป็นมิตรและสนิทสนมขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัด
ซ่งเหลียงเหลือบมองปัญญาชนซุนแวบหนึ่ง ตอนนี้ดูเป็นคนเปิดเผยร่าเริงขึ้นเยอะ แถมยังได้ยินมาว่าสนิทกับฉู่จื่อโจวเป็นพิเศษเสียด้วย
เขายิ้มเล็กน้อย...ก็เป็นเรื่องธรรมดานี่นา
เมื่อซ่งถิงปรากฏกายขึ้น ทุกคนที่มาก่อนต่างก็มองเธอเป็นตาเดียวกันด้วยความแปลกใจ จนมีคนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้น “ถิงถิง! ไหนว่าไปทำงานในเมืองไม่ใช่เรอะ”
ซ่งถิงฉีกยิ้มหวาน “ใช่ค่ะป้าลิ่ว หนูทำงานในเมือง ก็คือคณะศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมนี่แหละค่ะ หนูเพิ่งสอบเข้าไปได้ ยังไม่ผ่านโปรเลย”
ป้าลิ่วถึงกับอ้าปากค้าง สมองประมวลผลไม่ทัน ‘เอ๋ๆๆ อ๋อๆๆ!’ อยู่พักใหญ่
ฉู่จื่อโจวเหลือบไปมองซ่งถิง... ที่แท้ก็เป็นคนของบ้านตระกูลซ่งนี่เอง มิน่าล่ะถึงได้รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา เด็กสาวคนนี้ขยันขันแข็งจริงๆ ตั้งแต่มาถึงหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอก็ไม่เคยอยู่นิ่งเลย งานหนักงานเบาอะไรก็แย่งทำหมด สงสัยจะเป็นแค่พนักงานรับจ้างทั่วไปในคณะละมั้ง ชีวิตคงจะลำบากน่าดู
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงรีบเรียกหนุ่มฉกรรจ์ในหมู่บ้านสองสามคนให้ไปช่วยเธอขนของทันที
พอซ่งถิงถูกแย่งงานไป เธอก็ไม่ยอมอยู่นิ่ง เดินหาลู่ทางไปช่วยงานที่อื่นต่ออย่างกระตือรือร้น
ฉู่จื่อโจวได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจกับความขยันของเธอ
ไม่นานนัก รองหัวหน้าอำเภอจ้าวก็เดินทางมาถึงพร้อมกับหัวหน้าคอมมูนหวง และในเวลาไล่เลี่ยกัน รถยนต์ของกู้หวยอันก็เคลื่อนตัวเข้ามาจอดที่หน้าประตูที่ทำการกองพลน้อยอย่างช้าๆ
กู้หวยอันก้าวเข้ามาในบริเวณงานอย่างไม่รีบร้อน บรรยากาศที่เคยจอแจพลันเงียบสงัดลงในบัดดล
ซ่งอวี้หน่วนที่กำลังคุยเล่นอยู่กับพี่ชายรู้สึกถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไป พอหันกลับไปมองก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าเป็นกู้หวยอัน
แม้จะยังดูหนุ่มแน่น แต่ท่วงท่าของเขาสง่างาม กิริยาสงบนิ่งเยือกเย็น เปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของชนชั้นสูงที่ไม่อาจมองข้ามได้
【ว้าว! พี่ชายสุดหล่อมาอีกแล้ว!】
ทันใดนั้นเอง เสียงไมโครโฟนก็ดังหวีดแหลมขึ้นมา ทำลายความเงียบงันลงชั่วพริบตา กู้หวยอันกับซ่งอวี้หน่วนสบตากันค้างอยู่หลายวินาที ก่อนที่ทั้งคู่จะเบือนหน้าหนีไปคนละทาง
【ฉันไปทำอะไรให้พี่หรือไง…】
ซ่งอวี้หน่วนสงสัยจนแทบทนไม่ไหว
พิธีการเริ่มขึ้นด้วยการกล่าวเปิดงานโดยหัวหน้าคณะกู่ ตามด้วยรองหัวหน้าอำเภอจ้าว กู้หวยอันนั่งอยู่ข้างๆ กับฉู่จื่อโจว ซึ่งต่อมาก็ได้ขึ้นไปกล่าวอะไรเล็กๆ น้อยๆ บนเวทีเช่นกัน
วันนี้ชาวบ้านหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนพิเศษอย่างบอกไม่ถูก มันเหมือนกับว่า...หมู่บ้านยาจกของพวกเขาได้กลายสภาพเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ชั่วข้ามคืน
ยิ่งเมื่อได้เห็นจุดจบของบ้านตระกูลหวังเป็นอุทาหรณ์แล้ว ชาวบ้านก็ยิ่งกลายเป็นลูกแกะที่แสนเชื่อง ดูแลลูกหลานของตัวเองอย่างดี ไม่ให้ใครวิ่งไปฉี่เรี่ยราด ถ่มน้ำลายมั่วซั่ว หรือส่งเสียงดังโหวกเหวกเป็นอันขาด แม้แต่เมล็ดแตงโมก็ห้ามเอามากิน ปิดปากให้สนิท แล้วปรบมืออย่างเดียวพอ!
ขนาดหัวหน้าคอมมูนหวงเองยังรู้สึกทึ่งกับความเปลี่ยนแปลงนี้
และแล้วม่านการแสดงก็เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ
รายการแสดงมีหลากหลายและน่าตื่นตาตื่นใจ ทั้งการร้องเดี่ยว การแสดงตลก ‘เซี่ยงเซิง’ การเล่านิทานประกอบไม้ไผ่ ‘ไคว่ป่าน’ และงิ้วอีกสารพัดชนิดผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นมาสร้างความบันเทิง
ชาวบ้านหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอที่เคยเห็นการแสดงยิ่งใหญ่ระดับนี้ที่ไหนกันเล่า ต่างก็พากันตื่นเต้นจนปรบมือกันมือแทบหัก
ณ เวลานี้ ครอบครัวตระกูลซ่งได้จับจองที่นั่งแถวหน้าสุดได้อย่างสบายๆ
ก็แน่ล่ะ ในเมื่อพวกเขามาก่อนใครเพื่อน ก็ย่อมได้ทำเลที่ดีที่สุดเป็นธรรมดา
ทันใดนั้น พิธีกรบนเวทีก็เริ่มประกาศรายการแสดงต่อไป “ลำดับต่อไป ขอเชิญทุกท่านรับฟังบทเพลงจากอุปรากรเรื่อง ‘กองกำลังพิทักษ์แดงแห่งทะเลสาบหงหู’ ในบทเพลง ‘คลื่นน้ำแห่งทะเลสาบหงหู’ ประพันธ์ทำนองโดย... ขับร้องโดย ซ่งถิง! พร้อมด้วยนักร้องประสานเสียง หลานตานเฟิ่ง และท่านอื่นๆ... ขอเสียงปรบมือต้อนรับอย่างกึกก้องด้วยครับ!”
ชาวบ้านถึงกับนิ่งเป็นหิน... ซ่งถิง? ซ่งถิงไหน? หรือจะเป็น...ซ่งถิงน้องสาวของซ่งเหลียง!
เป็นไปไม่ได้น่า!
ป้าลิ่วเขย่าแขนย่าซ่งอย่างบ้าคลั่ง “ใช่ถิงถิงของป้าจริงๆ เหรอ ใช่รึเปล่า ใช่แน่ๆ ใช่ไหม!”
ย่าซ่งตื่นเต้นยิ่งกว่าเป็นสิบเท่า “น่า...น่าจะใช่นะ”
คำตอบช่างน่าประทับใจเสียนี่กระไร!
ยังไม่ทันสิ้นเสียงสงสัย ดนตรีท่อนอินโทรที่ทุกคนคุ้นหูก็ดังกระหึ่มขึ้นมา
จะให้บอกว่าคนในยุคนี้ไม่รู้จักเพลงนี้น่ะเหรอ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! เรียกได้ว่าเป็นเพลงชาติที่ร้องตามกันได้ทั้งบ้านทั้งเมืองเลยทีเดียว
ซ่งถิงจูงมือเด็กสาวอีกคนก้าวขึ้นมาสู่กลางเวทีอย่างสง่างาม
ซ่งถิงในชุดเสื้อคอจีนป้ายข้างสีดอกกล้วยไม้ บนแขนสวมปลอกแขนสีแดงรับกับเข็มขัดที่คาดเอว ผมสั้นรับกับใบหน้า ดวงตาสุกใสเปล่งประกาย ฟันขาวเรียงสวย ยิ่งขับเน้นให้เรือนร่างของเธอดูงดงามโดดเด่นและสง่างามราวนกกระเรียน ส่วนเด็กสาวอีกคนในชุดสีแดงก็งดงามไม่แพ้กัน
ชาวบ้านที่อยู่เบื้องล่างต่างเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
ทุกคนจ้องมองซ่งถิงที่ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
แล้วพลัน เสียงสวรรค์อันไพเราะก็ลอยล่องออกมาจากลำโพง “...คลื่นน้ำแห่งทะเลสาบหงหู... ซัดสาดเป็นระลอกคลื่น...”
บนโลกนี้มีคนร้องเพลงเป็นอยู่หลายล้านคน แต่คนที่มีน้ำเสียงเป็นเอกลักษณ์จนน่าจดจำนั้นหาได้ยากยิ่ง
ซ่งถิงมีพรสวรรค์ด้านเสียงร้องที่หาตัวจับได้ยาก เสียงของเธอหวานใสราวกับน้ำค้างบริสุทธิ์ ทั้งกังวานและทรงพลัง แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความไพเราะละมุนละไมที่ล่องลอยไปได้ไกล เป็นน้ำเสียงที่สามารถสะกดผู้ฟังให้ขนลุกซู่ได้ทั่วทั้งตัว
หัวหน้าคณะกู่มองเห็นเพชรในตมอย่างซ่งถิง และรู้ดีว่าเวทีเล็กๆ แห่งนี้คงไม่อาจรั้งเธอไว้ได้นาน เขาจึงพยายามผลักดันและสร้างโอกาสให้เธอได้ฝึกฝนอย่างเต็มที่ ประกอบกับการมาเยือนของกู้หวยอันที่หนานซานซึ่งได้พาช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญมาด้วยถึง 2 คน การแสดงรอบปฐมฤกษ์ที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอจึงเกิดขึ้นเพื่อซ่งถิงโดยเฉพาะ
เด็กฝึกที่ยังไม่ผ่านการประเมิน แต่กลับได้รับโอกาสให้ขึ้นแสดงเดี่ยว!
และข้อเท็จจริงก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ซ่งถิงเกิดมาเพื่อเวทีแห่งนี้โดยแท้จริง
แค่เธอยืนอยู่ตรงนั้น ก็เปล่งประกายเจิดจรัสเหนือใคร
ตอนแรกฉู่จื่อโจวไม่ได้ใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ ก็แค่คณะการแสดงจากอำเภอบ้านนอก เขาเคยดูการแสดงระดับชาติในหอประชุมใหญ่มาแล้ว ซึ่งล้วนแต่เป็นศิลปินระดับปรมาจารย์ทั้งสิ้น
แต่ในวินาทีนี้ ฉู่จื่อโจวกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนโง่งมไปในบัดดล โลกทั้งใบหยุดหมุน ลมหายใจขาดห้วงไปชั่วขณะ หรือแม้แต่หัวใจ ก็พลอยหยุดเต้นไปด้วย
เขา...เหมือนจะตกหลุมรักเข้าให้แล้ว!
กู้หวยอันยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม หางตาเหลือบไปเห็นซ่งอวี้หน่วนที่กำลังตื่นเต้นดีใจจนแทบจะเต้นระบำ เด็กสาวดวงตาเป็นประกายวิบวับ สองมือทาบไว้ที่อก ทำท่าทางโอเวอร์แอคติ้งสุดๆ
เขาก็พอจะเข้าใจความรู้สึกนั้นได้ ตอนอายุ 4 ขวบ เขาก็เคยมีท่าทางแบบนี้เป๊ะๆ ตอนที่ได้เห็นแม่ผู้สง่างามของเขากำลังสนทนากับแขกบ้านแขกเมืองด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน
แล้วเขาก็เหลือบไปมองฉู่จื่อโจวอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย
ท่าทางของฉู่จื่อโจว...ดูผิดปกติไปนะ
พอการแสดงจบลง ฉู่จื่อโจวก็ตะโกนเรียกซ่งเหลียงว่า “พี่ซ่ง!”
ในที่สุดกู้หวยอันก็เข้าใจ
ส่วนซ่งเหลียงนั้น พอโดนเรียกแบบนั้นเข้าก็ถึงกับชะงักจนเกือบจะหน้าคะมำ
เขาถลึงตาใส่ฉู่จื่อโจวแล้วถามเสียงเขียว “เมื่อกี้นายเรียกฉันว่าอะไรนะ!”
ฉู่จื่อโจวถึงกับหน้าเหวอ แต่ก็ยังแถต่อไปจนสีข้างถลอก “เอ่อ... ก็...พี่ซ่งไงครับ! พี่ดูสิ ผมกับกู้หวยอันเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน แล้วลูกสาวพี่ก็เรียกน้องชายผมว่าคุณอา ถ้าผมเรียกพี่ว่าคุณอาอีก ลำดับญาติมันจะไม่มั่วไปหมดเหรอครับ จริงไหม...คุณสหายนักเรียนซ่งอวี้หน่วน”
ซ่งอวี้หน่วนหรี่ตามองอย่างหมั่นไส้
จริงกับผีสิ!
ฉู่จื่อโจวทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เอื้อมมือไปลูบหัวกลมๆ ของหมิงเซิ่ง “หมิงเซิ่ง ต่อไปนี้เรียกฉันว่าคุณอา เข้าใจไหม”
แล้วก็หันไปชี้หน้าซ่งหมิงโป “นายก็เหมือนกันนะ!”
[จบบท]