บทที่ 87: ก็เอาแต่รังแกฉัน
แววตาของเจิ้งตงเปล่งประกายขึ้นมาทันควัน "มีวิธีอะไรดีๆ งั้นเหรอ" เขาถามอย่างกระตือรือร้น
ซ่งอวี้หน่วนกลับไม่ตอบตรงๆ เธอยิ้มมุมปากแล้วย้อนถามอย่างใจเย็น "แล้วตัวพี่เองล่ะ อยากให้เรื่องวุ่นๆ นี่มันจบลงแบบไหน"
เจิ้งตงยกมือขึ้นเกาหัวแกรกๆ ทำหน้าไม่ถูก "โธ่ เสี่ยวหน่วน นี่มันเรื่องระหว่างเธอกับลู่เฟิงนะ ฉันจะไปตรัสรู้ได้ยังไง"
"ใช่ไง" ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้ารับ "นี่มันเรื่องของฉันกับลู่เฟิง แล้วพวกเขาจะไปวุ่นวายกับพี่ทำไม หรือว่า... พี่ก็โดนหางเลข โดนตำหนิมาเหมือนกัน"
เจิ้งตงถึงกับตาเหลือก เผลอหลุดปากออกมาทันที "เธอรู้ได้ยังไง"
ก็จริงอย่างที่เธอว่า น้ำเสียงของป้าไช่ที่คุยกับเขามันแฝงไปด้วยหนามคมๆ ว่าเขาน่ะจุ้นจ้านไม่เข้าเรื่อง ทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการทำเรื่องเลวร้ายไปซะอย่างนั้น
"ตราบใดที่เรื่องของฉันกับลู่เฟิงยังคาราคาซังอยู่ คนอย่างป้าไช่ไม่มีทางปล่อยพี่ไปง่ายๆ หรอก"
หากเป็นเด็กสาวคนอื่นคงมองเกมนี้ไม่ออก แต่สำหรับซ่งอวี้หน่วนที่ผ่านโลกมาแล้วรอบหนึ่ง ความทรงจำในหัวมันตะโกนบอกดังๆ เลยว่านิสัยของป้าไช่น่ะ... ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
พื้นเพครอบครัวก็ดี แต่งงานก็ได้สามีตำแหน่งใหญ่โต คนรอบตัวก็มีแต่ชนชั้นเดียวกัน พวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านพักของเมืองหลวง และมองคนนอกกลุ่มว่าเป็นพวกล้าหลัง หลายครั้งก็ทำท่ารังเกียจไม่อยากสุงสิงด้วยซ้ำ ต่อให้หอบของขวัญไปให้ถึงหน้าประตู ก็อย่าหวังว่าจะได้ก้าวเท้าเข้าไปข้างใน
ความคิดเรื่องการแบ่งแยกชนชั้นมันฝังรากลึกอยู่ในใจคน ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยมันก็ยังคงอยู่ ถึงแม้ว่าถ้าย้อนกลับไปจริงๆ บรรพบุรุษของพวกเขาก็มาจากท้องไร่ท้องนาเหมือนกันนั่นแหละ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาเลิกดูถูกคนชนบทได้เลย
คิดดูสิ ขนาดคนในตัวอำเภอ พวกเขายังมองว่าเป็นพวก "บ้านนอก" เลย แล้วนับประสาอะไรกับซ่งอวี้หน่วน ที่ตอนนี้กลายเป็นคนชนบทเต็มตัว อาศัยอยู่ในกระท่อมผุๆ พังๆ จะหวังให้พวกเขาปฏิบัติเหมือนเดิมน่ะเหรอ ฝันไปเถอะ
แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน การจะให้ป้าไช่มาฉะกับซ่งอวี้หน่วนตรงๆ ก็คงจะดูไม่งาม ดังนั้นเจิ้งตง ไอ้หนุ่มผู้โชคร้ายที่ดั้นด้นพาลู่เฟิงมาถึงอำเภอหนานซาน จึงกลายเป็นกระสอบทรายชั้นดีให้ระบายอารมณ์
เจิ้งตงขมวดคิ้วมุ่น "เฮ้อ นี่มันเรื่องของพวกเธอ 2 คนชัดๆ ทำไมต้องมาโยนความผิดให้ฉันด้วย"
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้รู้สึกผิดเลยสักนิดเดียว กลับกัน... เธอกลับรู้สึกตื่นเต้นจนหัวใจพองโต ในที่สุดโอกาสทองของเธอก็มาถึงแล้ว
แต่กระนั้น เธอก็แสร้งทำเป็นขอบตาแดงก่ำ บีบเสียงให้สั่นเครือแล้วพูดด้วยสีหน้าหดหู่ว่า "พี่พูดถูก เรื่องนี้มันไม่ควรจะเกี่ยวกับพี่เลยสักนิด ฉันเองก็ถอนหมั้นกับลู่เฟิงไปตั้งนานแล้ว วางตัวชัดเจนมาตลอด แต่เขากลับไม่ยอมรับความจริง ไม่ไปเรียนหนังสือแล้วยังจะมาอดข้าวประท้วงอีก แล้วจะมาบังคับให้ฉันเขียนจดหมายไปหาเขาทำไม ในเมื่อทุกอย่างที่ฉันอยากจะพูด ฉันก็พูดต่อหน้าเขาไปหมดแล้ว เขาก็แค่ไม่ยอมฟัง แล้วจดหมายมันจะไปช่วยอะไรได้ ต่อให้ฉันเขียนไป แล้วเขายังดื้อดึงไม่ยอมเลิกราอีก จะให้ฉันย้ายไปอยู่ที่บ้านพักในเมืองหลวงกับเขาเหรอ แล้วถ้าไปแล้วเขายังทำตัวแบบนี้อีก ฉันต้องทำยังไง ต้องไปตายให้มันจบๆ ใช่ไหม ความจริงแล้วทั้งป้าไช่ทั้งลุงลู่ต่างก็รู้เรื่องนี้ดีแก่ใจ แต่เพียงเพราะว่าตอนนี้ฉันไม่ใช่คนของตระกูลฉินแล้ว พวกเขาก็เลยได้ทีขี่แพะไล่ เอาแต่รังแกฉันไม่เลิก"
คำพูดของเธอเหมือนแส้ที่ฟาดลงบนหน้าของเจิ้งตงอย่างจัง เขารู้สึกเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่จนหน้าร้อนผ่าว โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย
เจิ้งตงในวัย 21 ปี ยังไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำขนาดที่จะตีตัวออกจากสหายที่ตกทุกข์ได้ยากได้ลงคอ เขายังคงเชื่อมั่นในการปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ซ่งอวี้หน่วนก็ทำตามที่พูดทุกอย่าง เธอไม่ได้มีความคิดที่จะเกาะติดลู่เฟิงเลยแม้แต่น้อย
ภาพของเด็กสาวที่เคยดูบอบบางน่าทะนุถนอมในบ้านพักเมืองหลวง กำลังยืนน้ำตาคลอเบ้าเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจอยู่ตรงหน้า ทำให้เจิ้งตงรู้สึกผิดจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
นับตั้งแต่ที่ซ่งอวี้หน่วนย้ายกลับมา เธอก็ไม่เคยติดต่อพวกเขาอีกเลย ตรงกันข้าม กลับเป็นฝ่ายพวกเขาเองที่ไปวุ่นวายกับเธอตอนสอบ จนทำให้เธอต้องส่งกระดาษคำตอบเปล่าไปวิชาหนึ่ง แต่พอเขาได้เห็นคะแนนสอบวิชาภาษาจีนของเธอ เขาก็ต้องตกใจ เพราะเธอทำได้ถึง 90 คะแนน ถึงจะไม่ใช่ที่ 1 แต่ก็ติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของชั้นเรียนสบายๆ
ถ้าคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ของเธอออกมาดีพอๆ กัน การจะสอบเข้าโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ด้วยความสามารถของตัวเองก็คงไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่เพราะเขาแท้ๆ ที่ดันพาลู่เฟิงกับฉินซือฉีไปป่วนเธอถึงห้องสอบ เสี่ยวหน่วนถึงได้โมโหจนส่งกระดาษเปล่าประชดชีวิต
สรุปง่ายๆ ก็คือ เขาในฐานะผู้คุมสอบ ใช้อำนาจในทางที่ผิดจนทำร้ายอนาคตของซ่งอวี้หน่วน
พอได้เจอกันอีกครั้ง เธอกลับไม่ต่อว่าเขาสักคำ แถมยังปลอบใจเขา บอกว่าตอนนี้กำลังตั้งใจทบทวนบทเรียนกับพี่ชาย เพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามัธยมปลาย และยังขอบคุณเขาที่กลายเป็นแรงผลักดันให้เธอตัดสินใจแน่วแน่ที่จะตั้งใจเรียน
แล้วดูสิ่งที่เขาทำลงไปสิ เขายังมีหน้ากลับมาหาเธอเพื่อขอให้เขียนจดหมายให้ลู่เฟิงอีกเหรอ
ส่วนลุงฉินเองก็ทำไม่ถูก แม้ว่าตอนนี้ซ่งอวี้หน่วนจะไม่ใช่ลูกสาวแล้ว แต่ก็น่าจะรู้ดีว่าศักดิ์ศรีของผู้หญิงเป็นเรื่องสำคัญ การจะให้เขียนจดหมายถึงผู้ชายที่เคยเป็นถึงคู่หมั้น มันใช่เรื่องที่ควรทำหรือ
เจิ้งตงรู้สึกผิดจนแทบมุดแผ่นดินหนี "ขอโทษนะเสี่ยวหน่วน ฉันมันคิดตื้นไปเองที่ทำให้เธอต้องมาเดือดร้อน ฉันจะไม่ยุ่งเรื่องนี้แล้ว เธอก็ไม่ต้องสนใจมันอีก"
ซ่งอวี้หน่วนแสร้งทำหน้ากังวล "เจิ้งตง พี่น่าจะรู้จักนิสัยป้าไช่ดีนะ ถ้าลู่เฟิงไม่เกิดตรัสรู้ขึ้นมาเองแล้วลืมฉันไปซะก่อน มีหวังเธอได้โทรจิกนายทุกวันแน่ๆ น
พี่ก็งานยุ่งจะตายไป มันจะส่งผลกระทบต่องานของพี่นะ"
สีหน้าของเจิ้งตงสับสนอย่างเห็นได้ชัด "คือ... เอาจริงๆ ลู่เฟิงเขาก็อดอาหารจริงๆ นั่นแหละ เมื่อเช้าป้าไช่โทรมา บอกว่าเขาดื่มแต่น้ำนิดหน่อย ตอนนี้ร่างกายอ่อนเพลียมาก เธอร้องไห้ฟูมฟายขอร้องฉัน แล้วฉันจะทำยังไงได้ล่ะ"
"เห็นไหมล่ะ สุดท้ายป้าไช่ก็จะตามราวี ไม่ปล่อยพี่ไปง่ายๆ"
บรรยากาศเงียบกริบไปชั่วขณะ ก่อนที่ซ่งอวี้หน่วนจะเอ่ยขึ้นอย่างลำบากใจ "ฉันเองก็ต้องเข้าเมืองไปกับปู่แล้วก็น้องชายด้วยสิ เรื่องนี้ฉันคงช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ หรือไม่... พี่ก็ลองทำเป็นว่าไม่อยู่ที่โรงงาน ถ้าเธอหาตัวพี่ไม่เจอ เดี๋ยวก็น่าจะมาหาฉันเองแหละ"
เจิ้งตงรีบส่ายหัว "ป้าไช่ไม่กล้ามาหาเธอหรอก เธอกลัวว่าถ้ามาแล้วเธอจะร้องไห้ขอร้อง เพราะตอนที่ยกเลิกงานหมั้น เธอดูเสียใจมากจริงๆ"
ซ่งอวี้หน่วนลอบกลอกตาในใจ ‘ร้องไห้ ร้องไห้ น่าสมเพชชะมัด’ แต่ในอีกมุมหนึ่งเธอก็เข้าใจได้ เด็กสาวอายุ 17 ที่จู่ๆ ก็สูญเสียชีวิตอันสุขสบายไป ใครมันจะไปทำใจได้ในทันทีกัน
"วิธีนั้นก็ไม่ได้ วิธีนี้ก็ไม่ดี นี่จะปล่อยให้พี่ต้องมารับหน้าอยู่คนเดียวจริงๆ เหรอ" เธอถามด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเห็นใจ
เจิ้งตงหน้าเจื่อนลงทันที ขนาดแม่ที่บ้านยังบ่นว่าเขาชอบหาเรื่องใส่ตัว ลู่เฟิงอยากจะมาตามหาก็ปล่อยเขามาสิ จะไปเป็นธุระนำทางให้เขาทำไม
"เจิ้งตง การที่พี่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้มันไม่ยุติธรรมเลยนะ" ซ่งอวี้หน่วนเว้นจังหวะไปครู่หนึ่ง ทำทีเหมือนกำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญ ก่อนจะขบฟันแล้วพูดออกมาเสียงดังฟังชัด
"เอาล่ะ เพื่อไม่ให้ป้าไช่ไปสร้างความวุ่นวายให้พี่อีก... ฉันจะไปที่เมืองหลวงเอง ฉันจะไปพูดกับเขาต่อหน้าให้มันรู้เรื่องไปเลย"
ดวงตาของเจิ้งตงเป็นประกายวาบ แต่แล้วก็จ๋อยลงพร้อมกับพูดอย่างรู้สึกผิด "ขอโทษนะ จริงๆ แล้วฉันไม่ควรพาลู่เฟิงมาเลย"
"พูดไปก็เท่านั้นแหละ วันนี้ฉันจะไปเลย แต่ว่า... ฉันต้องให้อาเล็กเดินทางไปเป็นเพื่อนด้วย"
เจิ้งตงไม่สามารถปลีกตัวไปได้ จึงรีบเสนอตัว "ได้ๆ เดี๋ยวฉันไปซื้อตั๋วรถไฟให้พวกเธอเอง"
"ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรบกวนพี่แล้วล่ะ" ซ่งอวี้หน่วนทำทีเป็นหยิบกระเป๋าเงินออกมา เจิ้งตงเห็นดังนั้นก็รีบโวยวาย "เสี่ยวหน่วน ถ้าเธอยังเห็นฉันเป็นคนกันเอง ก็อย่าให้เงินฉันเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นฉันจะโกรธจริงๆ ด้วย"
ซ่งอวี้หน่วนฝืนยิ้มบางๆ แล้วพูดต่อ "งั้นฉันต้องไปหาอาเล็กก่อนนะ ต้องไปขอลาหยุดให้เขา"
ยังไม่ทันที่เจิ้งตงจะพยักหน้า เธอก็ชิงพูดด้วยน้ำเสียงกังวลขึ้นมาอีก "แต่ว่า... อาเล็กกับอาสะใภ้ของฉันเป็นแค่กรรมกรชั่วคราวในโรงงานไม้ของอำเภอ การลาหยุดกะทันหันแบบนี้อาจจะไม่ได้รับอนุญาตก็ได้นะสิ ถ้าเกิดลาไม่ได้ขึ้นมาจะทำยังไงดี"
เธอรีบอธิบายต่อทันที "ที่บ้านฉันน่ะ มีแค่อาเล็กกับอาสะใภ้ที่พอจะเรียกว่าเป็นคนในเมือง เคยเห็นโลกกว้างมาบ้าง ส่วนคนอื่นๆ ก็อยู่แต่ในชนบท ไม่เคยแม้กระทั่งนั่งรถไฟเลยด้วยซ้ำ"
เจิ้งตงรีบตบอกรับคำอย่างแข็งขัน "ไม่เป็นไรน่า แค่ลางานเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ช่วงนี้ผู้อำนวยการโรงงานไม้มาหาฉันแทบทุกวัน เดี๋ยวฉันจัดการลาหยุดให้อาของเธอเอง สบายมาก"
เรื่องที่ผู้อำนวยการต้วนแห่งโรงงานไม้มาหาเขาทุกวัน ก็เพราะอยากจะเสนอขายโต๊ะทำงานกับตู้เก็บเอกสารที่โรงงานของเขาผลิตให้กับโรงงานอิเล็กทรอนิกส์นั่นเอง
[จบบท]