บทที่ 88: อย่าสุ่มสี่สุ่มห้า
ถึงแม้ว่าโรงงานไม้ในอำเภอหนานซานจะมีแผนกทำเฟอร์นิเจอร์เป็นของตัวเอง แต่เจิ้งตงก็ไม่เคยชายตามองเลยสักนิด เพราะตั้งใจจะไปสั่งซื้อจากโรงงานใหญ่ในเมืองหลวง เขาเลยไม่ค่อยได้ใส่ใจหัวหน้าต้วนที่นั่นเท่าไร
เมื่อคืนหัวหน้าต้วนเพิ่งจะโทรมาชวนไปกินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐ แต่เขาก็ปฏิเสธไปแบบนิ่มๆ
เฮ้อ โชคดีจริงๆ ที่ตอนนั้นยังไม่ได้พูดจาตัดรอนอะไรไป ไม่อย่างนั้นวันนี้คงลำบากแน่
ซ่งอวี้หน่วนที่เห็นท่าทีของเขาเลยอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ “แล้วพี่รู้จักคนในโรงงานไม้เหรอ ถ้าเขาไม่ยอมให้ลาล่ะ”
“สบายมาก” เจิ้งตงยืดอกตอบอย่างมั่นใจ “พี่รู้จักกับหัวหน้าต้วน แค่ไปขอลาให้อาของเธอแป๊บเดียว เขาต้องอนุมัติอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงเลย”
พอได้ยินแบบนั้น ซ่งอวี้หน่วนก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก “ค่อยยังชั่วหน่อย ไม่อย่างนั้นให้ฉันนั่งรถไปเมืองหลวงคนเดียว ต้องกลัวจนหัวหดแน่ๆ เลย”
คำพูดนั้นทำให้เจิ้งตงทั้งอึดอัดทั้งรู้สึกผิด เขาเลยรีบวิ่งไปจูงจักรยานของตัวเอง ส่วนซ่งอวี้หน่วนก็ปีนขึ้นไปนั่งบนรถม้าเรียบร้อยแล้ว
ภาพที่เกิดขึ้นคือ ปู่ซ่งที่ตั้งใจว่าจะไม่ขอยุ่งเรื่องนี้เด็ดขาด กลับต้องมารับหน้าที่สารถีจำเป็น คุมบังเหียนให้ม้าวิ่งต๊อกแต๊กเข้าเมือง โดยมีเจิ้งตงปั่นจักรยานสองล้อตามหลังมาติดๆ เหงื่อแตกพลั่กเพราะต้องออกแรงถีบสุดชีวิต
ไม่กี่นาทีต่อมา รถม้าก็ชะลอแล้วหยุดลง
ซ่งอวี้หน่วนหันไปตะโกนเรียกเจิ้งตง “พี่ตงคะ จะมานั่งรถม้าด้วยกันไหม”
เจิ้งตงรีบปาดเหงื่อออกจากหน้าทันที แน่นอนสิ เทียบกับการปั่นจักรยานจนน่องโป่งแล้ว นั่งรถม้าสบายกว่าเป็นไหนๆ
ไอ้เจ้าจักรยานเนี่ย เขาขี่แบบลอดคานเป็นมาตั้งแต่อายุ 6 ขวบแล้ว จักรยานสมัยก่อนมีแต่คันใหญ่ๆ คานสูงๆ เด็กตัวเล็กๆ เวลาจะขี่ก็ต้องใช้มือซ้ายจับแฮนด์ มือขวาจับคานจักรยาน แล้วเอาขาซ้ายเหยียบแป้นปั่นไปก่อน พอทรงตัวได้ค่อยสอดขาขวาข้ามไปเหยียบแป้นอีกข้าง เป็นอันว่าขี่ได้
เขาเบื่อการขี่จักรยานเต็มทนแล้ว เจิ้งตงไม่รอช้า รีบยกจักรยานขึ้นไปวางบนรถม้าแล้วกระโดดตามขึ้นไปนั่ง พอเห็นซ่งหมิงเซิ่งนั่งอยู่ข้างๆ ก็พูดแก้เก้อว่า “เดี๋ยวคราวหน้าพี่จะเอาขนมมาฝากนะ”
ซ่งหมิงเซิ่งตัวน้อยตอบรับอย่างน่ารัก “ขอบคุณครับพี่ชาย”
“เด็กดีจริงๆ”
แหม จะว่าไป เด็กคนนี้ก็หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูใช้ได้เลย
พอเข้าเขตเมือง เจิ้งตงเหลือบดูเวลาแล้วนึกขึ้นได้ว่าตั๋วรถไฟเป็นรอบบ่ายโมง เขาจึงรีบบอก “เดี๋ยวพี่ไปซื้อตั๋วก่อนนะ เธอไปทำธุระกันก่อนเลย พอพี่ซื้อตั๋วเสร็จ จะรีบไปที่โรงงานไม้เพื่อขอลาให้อาเล็กของเธอ”
ปู่ซ่งที่นั่งเงียบมานานทำท่าเหมือนจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง แต่เจิ้งตงไวกว่า เขาไม่กล้าปล่อยให้ผู้สูงวัยได้ทันท้วง “คุณปู่ซ่งครับ ผมไปก่อนนะครับ ขอบคุณมากครับ” พูดจบก็กระโดดลงจากรถม้า คว้าจักรยานแล้วปั่นหายลับไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว
ซ่งอวี้หน่วนมองตามไปแล้วยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันมาดึงแขนปู่ของเธอเบาๆ “คุณปู่คะ บ่ายนี้หนูจะไปเมืองหลวงกับอาเล็กนะคะ คงกลับพรุ่งนี้เช้าหรือไม่ก็มะรืนเช้าค่ะ”
“จะไปทำอะไร”
ซ่งอวี้หน่วนนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องคร่าวๆ ให้ฟัง “หนูจะไปหาลู่ทางให้อาเล็กค่ะ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะได้เรื่องหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือหนูต้องไปเมืองหลวงให้ได้ ลู่เฟิงถึงยังไงก็เป็นคนดีนะคะ ถ้าเขาอดข้าวประท้วงจนเป็นอะไรไปขึ้นมาจริงๆ ครอบครัวลู่ต้องมาหาเรื่องหนูแน่ๆ อีกอย่างมีอาเล็กไปด้วย คุณปู่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกค่ะ”
สีหน้าของปู่ซ่งเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงทันที “ไม่ต้องไปสนใจงานอาของหนูหรอก แล้วหนูก็ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น เด็กคนนั้นจะเป็นจะตายมันเกี่ยวอะไรกับหนู ถ้าวันดีคืนดีมันคิดสั้นขึ้นมาอีกรอบ ไม่ใช่ว่าจะมาโทษว่าเป็นความผิดของหนูเหรอ นี่มันหาเรื่องรังแกกันชัดๆ”
ปู่ซ่งโมโหจนตัวสั่น เกลียดตัวเองที่ไม่มีปัญญาพอจะปกป้องหลานสาวได้ ปล่อยให้คนอื่นมารังแกกันง่ายๆ แบบนี้ ลูกชายบ้านตัวเองไม่ได้เรื่องได้ราว แล้วทำไมต้องมาเดือดร้อนหลานสาวของเขาด้วย
ปกติแล้วปู่ซ่งเป็นคนไม่ค่อยแสดงความเห็น แต่ครั้งนี้เขาคัดค้านหัวชนฝา
ซ่งอวี้หน่วนคิดหาทางออกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “คุณปู่คะ หนูโตมากับลู่เฟิงนะคะ จริงๆ แล้วเขาดีกับหนูมาก ดีมากๆ เลยค่ะ ถึงเราจะถอนหมั้นกันไปแล้ว หนูก็ทนเห็นเขาเป็นอะไรไปไม่ได้หรอกค่ะ”
พอเธอเอ่ยถึงช่วงเวลา 17 ปีที่เธอหายไปจากครอบครัว ปู่ซ่งที่กำลังเดือดดาลก็พลันเงียบกริบ พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
พอเกลี้ยกล่อมคุณปู่ซ่งได้สำเร็จ ทุกคนก็มุ่งหน้าไปยังกรมเครื่องจักรกลการเกษตร ที่นั่นพวกเขาซื้อยางรถยนต์และอะไหล่ต่างๆ ได้อย่างฉลุยอย่างไม่น่าเชื่อ พนักงานจัดการออกใบเสร็จให้ทันทีที่รู้ว่ามาจากหมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอ ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่เป็นอิทธิพลของฉู่จื่อโจวที่ได้โทรมาสั่งการไว้ล่วงหน้าแล้ว
เมื่อในกระเป๋ามีเงินตุง ปู่ซ่งก็ควักเงินออกมา 100 หยวนส่งให้ซ่งอวี้หน่วนเป็นค่าใช้จ่าย พอรับเงินมาปุ๊บ เธอก็หันไปพูดกับซ่งหมิงเซิ่งที่กำลังยืนมองตาแป๋วอยู่ข้างๆ “ตกลงๆ พาไปด้วยก็ได้ พอใจรึยัง”
เท่านั้นแหละ ซ่งหมิงเซิ่งตัวน้อยก็โผเข้ากอดหมับเข้าที่เอวพี่สาวทันที “พี่สาวใจดีที่สุดเลย ผมสัญญาว่าจะไม่ดื้อไม่ซน ไม่สร้างปัญหาแน่นอนครับ”
ความฉลาดเกินวัยของเด็กน้อยช่างน่าเอ็นดูเสียจริง ตอนที่ไปพักอยู่บ้านพักรับรองที่เมืองเหอเฉิง พ่อหนูน้อยยังช่วยซ่งอวี้หน่วนเก็บกวาดห้อง พับเสื้อผ้าให้ แถมยังตักน้ำมาให้พี่สาวล้างเท้าอีกต่างหาก ทำตัวราวกับเป็นพ่อบ้านตัวน้อยประจำตัวเลยทีเดียว
เจอแบบนี้เข้าไป ใครจะใจแข็งไม่ยอมพาเขาไปเที่ยวเมืองหลวงด้วยได้ลงคอ อีกอย่าง อย่างช้าที่สุดก็กลับกันมะรืนนี้แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาย้อนกลับไปเอาของที่หมู่บ้านให้วุ่นวาย แค่ในกระเป๋ามีเงินสดก็พอ
เออ จริงสิ! ไปเมืองหลวงคราวนี้พอดีเลย เธอจะได้ไปหาซื้อชุดแปรงสีฟันยาสีฟันดีๆ สัก 2 ชุด เธอรู้แหล่งที่สามารถซื้อของพวกนี้ได้โดยไม่ต้องง้อบัตรปันส่วน แล้วก็นาฬิกาข้อมืออีกสักเรือน ถ้าโชคดีไปเจอเคาน์เตอร์ที่เอาของส่งออกกลับมาขายในประเทศ อาจจะได้นาฬิกาสวยๆ มาครองก็ได้
เมื่อจัดการธุระของตัวเองเสร็จ ปู่ซ่งก็ขับรถม้ามุ่งหน้าไปยังโรงงานไม้
ตัดภาพมาที่อีกฝั่ง เจิ้งตงจัดการจองตั๋วรถไฟ 2 ใบเรียบร้อย แถมยังโทรไปจองห้องที่บ้านพักรับรองใกล้ๆ กับบ้านพักทหารให้ด้วย ซึ่งผู้จัดการที่นั่นก็คือลูกพี่ลูกน้องของเขานั่นเอง
เจิ้งตงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ลูกพี่ลูกน้องฟังอย่างหัวเสีย
ลูกพี่ลูกน้องของเขาถอนหายใจแล้วพูด “ฉันรู้เรื่องแล้ว ป้าสี่ยังโทรมาด่าแกอยู่เลยว่าหาเรื่องใส่ตัว ตอนนี้ป้าเองก็ต้องไปช่วยเกลี้ยกล่อมเจ้าลู่เฟิงด้วยอีกคน แต่รายนั้นใจแข็งเป็นหิน นี่เข้าวันที่ 2 แล้วนะ ถ้ายังไม่ยอมกินอะไรอีกจนป่วยขึ้นมาจริงๆ ไม่รู้ว่าใครจะโดนหางเลขไปด้วย คุณลุงลู่ยิ่งกำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งอยู่ด้วย ขืนไปมีเรื่องกับบ้านนั้นตอนนี้มีแต่เสียกับเสีย แต่ปัญหาที่น่าคิดกว่าคือ... เสี่ยวหน่วนน่ะตัดใจจากลู่เฟิงได้จริงๆ แล้วเหรอ ระวังให้ดีเถอะ อย่าให้เป็นแค่ตัวคั่นเวลานะ”
คำพูดนั้นทำให้เจิ้งตงใจหายวาบ
ภาพของซ่งอวี้หน่วนแวบเข้ามาในหัวทันที เรื่องนี้...มันก็พูดยากจริงๆ นั่นแหละ
“จะใช่หรือไม่ใช่ คนอื่นก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี เรื่องของหัวใจมันก็ต้องใช้ใจรักษานั่นแหละ พี่อย่าพูดจาไร้สาระ โดยเฉพาะเรื่องที่บ้านลู่กับบ้านฉินเตรียมจะหมั้นกันใหม่ ห้ามหลุดปากออกมาเด็ดขาด แค่ดูแลต้อนรับพวกเขาให้ดีก็พอ”
เจิ้งตงกำชับเสียงเข้ม “พี่รอง ฝากดูแลพวกเขาดีๆ ด้วยนะ แล้วก็อย่าลืมจองตั๋วรถไฟเที่ยวกลับให้ด้วยล่ะ”
“เออน่า วางใจเถอะ ถึงเสี่ยวหน่วนจะไม่ใช่ตัวจริง แต่ก็โตมาในบ้านพักทหารแห่งนี้ด้วยกัน ฉัน...ไม่ใจร้ายใจดำขนาดนั้นหรอกน่า”
เมื่อจัดการเรื่องตั๋วและที่พักให้ซ่งอวี้หน่วนกับอาของเธอเรียบร้อย เจิ้งตงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ส่วนเรื่องขอลางานให้อาของเธอน่ะเหรอ จิ๊บๆ มาก
ดังนั้น ซ่งเหนียนที่กำลังง่วนอยู่กับงานจนเหงื่อท่วมตัวในแผนกแปรรูปไม้ จึงถูกเรียกตัวให้ออกไปที่หน้าประตู แผนกของเขาเป็นส่วนงานขั้นต้นที่เสียงเลื่อยไฟฟ้าดังสนั่นหวั่นไหว ขี้เลื่อยฟุ้งกระจายไปทั่ว การจะคุยธุระอะไรต้องออกไปคุยข้างนอกเท่านั้น
เรื่องมันช่างประจวบเหมาะอะไรขนาดนี้ เพราะเมื่อวานเพิ่งมีข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่วโรงงาน ว่ากำลังจะมีการเลิกจ้างพนักงานชั่วคราวครั้งใหญ่
แม้ว่าซ่งเหนียนกับภรรยาจะสามารถกลับไปทำไร่ทำนาที่บ้านได้ แต่ในใจลึกๆ ก็ยังไม่อยากกลับไปลำบากแบบนั้น คนระดับรากหญ้าอย่างพวกเขา ต่อให้คิดจะวิ่งเต้นเอาของกำนัลไปให้ผู้ใหญ่ เขาก็ไม่ชายตามอง อย่างกระเป๋าสะพายกับกิ๊บติดผมที่ซุนจินหรงภรรยาของเขาเตรียมมา ก็ยังหาโอกาสให้ใครไม่ได้เลย
วินาทีที่หัวหน้าแผนกตะโกนเรียกชื่อเขาให้ออกไปข้างนอก หัวใจของซ่งเหนียนก็หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม
จบสิ้นแล้ว...เขาต้องโดนไล่ออกแน่ๆ ต้องพาลูกเมียกลับไปทำนาที่บ้านนอก หู่จื่อลูกชายของเขาก็จะหมดโอกาสได้เรียนหนังสือในเมือง...
ขณะที่ในหัวกำลังตีกันให้วุ่นวาย เขาก็เดินมาถึงหน้าประตูแผนก แล้วก็ได้เห็นภาพที่ไม่คาดฝัน หัวหน้าต้วนผู้ทรงอิทธิพลกำลังยืนอยู่ไม่ไกล ข้างๆ กันนั้นคือชายหนุ่มอีกคน ทั้งคู่กำลังมองมาที่เขาพร้อมกับรอยยิ้ม
หัวหน้าต้วนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน “ซ่งเหนียน หนุ่มเจิ้งเขามาขอลางานให้แกน่ะ ไปเก็บข้าวของซะ แล้วก็ไปได้เลย”
ซ่งเหนียนเป็นคนขี้กังวลอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอผู้หลักผู้ใหญ่ก็ยิ่งลนลาน เขาไม่ได้ยินประโยคแรกที่หัวหน้าพูด แต่ประโยคสุดท้ายที่ว่า "เก็บของแล้วไปได้เลย" มันดังก้องชัดเจนในหู
สีหน้าของซ่งเหนียนซีดเผือดทันที “หัวหน้าต้วนครับ ผม...ผม...”
เขาอยากจะถามว่าทำไมถึงไล่เขาออก แต่คำพูดมันจุกอยู่ที่คอ ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ทำงานที่นี่มาตั้งหลายปี จะให้ไปตอนนี้ก็ใจหายเหมือนกัน
หัวหน้าต้วนเห็นท่าทางนั้นก็เข้าใจในทันที จริงอยู่ที่โรงงานมีแผนจะปลดพนักงานชั่วคราวออก
แต่ไอ้พนักงานชั่วคราวที่ชื่อซ่งเหนียนคนนี้เนี่ย...จะปล่อยไปไม่ได้เด็ดขาด!
[จบบท]