บทที่ 93: ฉากละครตบตา
เมื่อซ่งอวี้หน่วนเดินพ้นประตูบ้านพักในเมืองหลวงออกมา ก็เห็นคุณอาเล็กกับหมิงเซิ่งยืนรออยู่ที่ฝั่งตรงข้าม พอเห็นเธอออกมาอย่างปลอดภัย สีหน้าของซ่งเหนียนก็ดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
ขณะเดียวกัน พี่เจิ้ง ซึ่งทำงานเป็นยามอยู่ที่ป้อมยามก็รีบตามออกมา เขายืนดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่เงียบๆ เมื่อรับปากแล้วว่าจะดูแลต้อนรับอย่างดี ก็ย่อมไม่อาจผิดคำพูดได้
"พี่เจิ้งคะ เดี๋ยวฉันกับคุณอาจะพาน้องไปเดินเล่นแถวนี้ก่อน มื้อเย็นเราจะไปกินกันที่ซอยหวยฮวาค่ะ" ซ่งอวี้หน่วนบอกแผนการของเธอด้วยรอยยิ้มสดใส
ร้านอาหารที่ว่านั้นเป็นร้านเก่าแก่ในเมืองหลวงซึ่งคนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก เดิมทีเป็นกิจการของเอกชน ก่อนจะถูกโอนเป็นของรัฐ และเมื่อฤดูหนาวปีก่อนก็ได้กลับมาเป็นของเอกชนอีกครั้ง ทำให้เวลาเปิดปิดไม่เหมือนกับร้านอาหารของรัฐทั่วไป
ซอยหวยฮวานั้นอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เลย
พี่เจิ้งไม่ได้เซ้าซี้ต่อ "ถ้าต้องการอะไรก็บอกได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ"
ซ่งอวี้หน่วนรู้ดีว่าเขาพูดออกมาจากใจจริง แต่เธอเป็นเพียงเด็กผู้หญิง จะกล้ารบกวนอะไรเขาได้มากมาย
"คืออย่างนี้ค่ะพี่เจิ้ง นอกจากคุณอาจะมาเป็นเพื่อนฉันแล้ว ที่ทำงานยังมอบหมายภารกิจให้เขามาศึกษาดูงานที่โรงงานเฟอร์นิเจอร์หลายแห่งในเมืองหลวงด้วย ไม่ทราบว่าพี่เจิ้งจะพอช่วยจัดการให้ได้ไหมคะ อ้อ…เรามีจดหมายแนะนำตัวกับเอกสารรับรองมาพร้อมเลยค่ะ" ซ่งอวี้หน่วนเอ่ยปากขอความช่วยเหลืออย่างนุ่มนวล
พี่เจิ้งรับคำทันทีโดยไม่ลังเล การพาไปศึกษาดูงานไม่ใช่การฝากเข้าทำงาน เรื่องแค่นี้ง่ายนิดเดียวสำหรับเขาที่ทำงานในบ้านพักรับรองและต้องติดต่อกับบรรดาหัวหน้าจากหน่วยงานต่างๆ อยู่ทุกวัน
พูดได้เลยว่าเขามีเส้นสายกว้างขวางและแทบไม่มีใครที่ไม่รู้จัก
หลังจากแยกกับพี่เจิ้งแล้ว ซ่งเหนียนก็เดินตามหลานสาวไปสำรวจเมืองหลวงพร้อมกับหมิงเซิ่ง ตลอดทางซ่งอวี้หน่วนก็ชี้ชวนให้ดูนั่นดูนี่ไม่หยุด ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า
"ตอนนี้ฉินซือฉีคงจะอัดอั้นเต็มไปด้วยความแค้น ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่มีเรื่องสลับตัวกัน เธอก็ควรจะได้เติบโตอย่างสุขสบายในเมืองหลวง ไม่ต้องพูดหรอกว่าพวกท่านดีกับเธอแค่ไหน แค่สภาพแวดล้อมที่หมู่บ้านเอ้อร์เต้าเหอก็เทียบกับที่นี่ไม่ได้แล้ว ดังนั้น ถ้าวันไหนเห็นเธอมายิ้มแย้มทำดีด้วยเพื่อตีสนิทล่ะก็ อย่าได้หลงเชื่อเด็ดขาดนะคะ"
ซ่งเหนียนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจถ่องแท้ เขาแค่แสร้งทำเป็นว่าเคยเห็นโลกกว้างมาบ้าง แต่ความจริงแล้วความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยจินตนาการถึงมาก่อน แค่ตอนเดินทางจากหมู่บ้านเข้าอำเภอก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจราวกับได้เข้าเมืองกรุงแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเมืองหลวงของจริงแห่งนี้เลย
แค่ไฟถนนก็สว่างไสวกว่าในตัวอำเภอมากโข ผู้คนที่เดินสวนกันไปมาก็ล้วนแต่มีบุคลิกและท่าทางที่ดูมั่นใจสูงส่ง แตกต่างจากชาวบ้านในอำเภออย่างสิ้นเชิง
ฉินซือฉีที่เติบโตมาแบบเด็กบ้านนอกที่ถูกเลี้ยงดูอย่างอิสระจะไปเทียบกับเด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ได้อย่างไร แค่ครอบครัวลู่ก็หรูหราเกินกว่าที่เขาเคยพบเห็นมาทั้งชีวิตแล้ว ครอบครัวฉินเองก็คงไม่ต่างกันนัก
หากไม่มีการสลับตัวกัน ทั้งหมดนี้ก็ควรจะเป็นของฉินซือฉี เด็กคนนั้นมีนิสัยชอบเอาชนะมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เวลาแบ่งของกัน ต่อให้เธอเป็นพี่โตสุด แต่ถ้าได้น้อยกว่าคนอื่นแม้แต่นิดเดียวก็ไม่เคยยอม
ตอนนี้จะให้เธอมาทำดีกับพวกเขาคงเป็นเรื่องประหลาด การไม่ยุ่งเกี่ยวกันจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ซ่งเหนียนตบศีรษะของหมิงเซิ่งเบาๆ แล้วกำชับ "หมิงเซิ่ง น้องก็เหมือนกันนะ อย่าให้พี่สาวคนนั้นเขาปั่นหัวเอาง่ายๆ ล่ะ"
"ผมเข้าใจแล้วครับ" เด็กชายรับคำอย่างว่าง่าย
ไม่นานนัก ทั้งสามก็มาถึงร้านอาหารในซอยหวยฮวา และดูเหมือนว่าซ่งอวี้หน่วนจะเป็นลูกค้าประจำของที่นี่จริงๆ เจ้าของร้านมองเธอด้วยแววตาที่ฉายแววบางอย่าง แต่ก็ยังคงทักทายอย่างสนิทสนม
"เสี่ยวหน่วน วันนี้อยากกินอะไรดีล่ะ"
ซ่งอวี้หน่วนสั่งบะหมี่หมูเส้น 3 ชาม แบ่งเป็นขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก พร้อมด้วยซุปเต้าหู้ลูกชิ้นหมู แล้วหันไปถามคุณอาว่าเพียงพอหรือไม่
แน่นอนว่ามันเกินพอเสียอีก บะหมี่ชามโตที่โปะหน้ามาด้วยหมูเส้นพูนๆ กับเต้าหู้สีขาวนวลในน้ำซุปใสที่มีลูกชิ้นหมูลอยฟ่องอยู่ ช่างเป็นมื้อเย็นที่น่าอภิรมย์ แต่ซ่งเหนียนก็ได้แต่กังวลว่าราคาจะแพงแค่ไหน
อย่างไรก็ตาม ในกระเป๋าของเขาก็มีเงินอยู่พอสมควร นอกจากค่าเดินทางที่เบิกมาแล้ว ยังมีเงินที่ภรรยาแอบยัดใส่มือมาให้อีก 40 หยวน และเงินอีก 30 หยวนที่พ่อของเขาบ่นไปยัดใส่กระเป๋าไป การเลี้ยงอาหารหลานๆ สักมื้อ เขาย่อมทำได้อย่างแน่นอน
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้ขัดอะไร นิสัยชอบแย่งจ่ายเงินของคุณอานี่ดีจริงๆ หวังว่าเขาจะรักษามันไว้ตลอดไปนะ
เช้าวันต่อมา พี่เจิ้งก็มารับซ่งเหนียนเพื่อพาไปโรงงานเฟอร์นิเจอร์ตามที่ตกลงกันไว้ ซ่งอวี้หน่วนกำชับให้คุณอาจดบันทึกข้อมูลสำคัญๆ ให้ดี ส่วนตัวเธอเองก็รับหน้าที่พาหมิงเซิ่งไปเดินเที่ยวชมเมืองต่อ
เมื่อน้องชายเมื่อยเธอก็อุ้มเขาขึ้นมาพักขา ทั้งสองใช้เวลาช่วงเช้าเดินเที่ยวเล่นไปทั่วจนหนำใจ
หลังจากซื้อนาฬิกาข้อมือเพื่อให้รู้เวลาได้แล้ว ซ่งอวี้หน่วนก็แวะซื้อของใช้ส่วนตัวอย่างยาสีฟัน แปรงสีฟัน และผ้าขนหนู ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังร้านหนังสือ ระหว่างทาง เธอยังไม่ลืมที่จะซื้อเสี่ยวซาวปิ่งให้น้องชายของเธอด้วย
หมิงเซิ่งนั่งรอพี่สาวอย่างเรียบร้อยบนเก้าอี้ใกล้ประตูทางเข้า พลางละเลียดขนมในมืออย่างเอร็ดอร่อย ขณะที่ซ่งอวี้หน่วนกำลังเลือกซื้อหนังสืออยู่ด้านใน เธอตั้งใจจะซื้อหนังสือดีๆ สักสองสามเล่มไปฝากคุณอาเล็ก เพราะเธอเชื่อว่าการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด
เมื่อเธอกลับออกมาพร้อมหนังสือในมือ หมิงเซิ่งก็เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจเมื่อรู้ว่าหนังสือเหล่านั้นเป็นของคุณอา "พี่สาวครับ คุณอาเล็กเขาไม่ได้เรียนหนังสือแล้วนี่นา ทำไมยังต้องให้เขาอ่านหนังสืออีกล่ะครับ"
"ตอนนี้คุณอาก็เปรียบเสมือนต้นไม้เล็กๆ ที่ต้องคอยเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ เพื่อที่จะได้ค่อยๆ เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้เราได้ แต่ก็จะไม่กลายเป็นภาระของเราไงจ๊ะ"
เด็กชายตัวน้อยทำหน้าเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจเสียทีเดียว ก่อนจะมองพี่สาวด้วยแววตาไม่แน่ใจ "พี่สาวครับ ต่อไปผมก็จะพยายามเหมือนกันนะครับ"
"อืม หมิงเซิ่งเป็นเด็กดีที่สุดเลย" ซ่งอวี้หน่วนลูบหัวน้องชายอย่างเอ็นดู
"งั้นพี่สาวขอถามหน่อยสิว่า ที่หมิงเซิ่งจะพยายามน่ะ อยากจะทำอะไรเหรอ"
"ผมจะตั้งใจเรียน พอโตขึ้นจะได้หางานดีๆ ทำ ซื้อของอร่อยๆ ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ ให้พี่สาว เงินที่หามาได้ก็จะให้พี่สาวใช้ทั้งหมดเลยครับ"
ซ่งอวี้หน่วน: ‘คำพูดอย่างเดียวคงไม่พอ ต้องรอดูที่การกระทำจริงนู่น’
ดวงตาของหมิงเซิ่งเป็นประกายระยับ เขาดึงแขนพี่สาวเข้ามาใกล้แล้วกระซิบเสียงเบา "เมื่อกี้มีคุณปู่คนหนึ่งคุยกับคุณปู่อีกคนอยู่ข้างๆ ผม เขาหยิบกล่องออกมาให้ดู ข้างในมีขวดลายครามอยู่ใบนึง เขาบอกว่าใช้เงินเก็บทั้งชีวิตซื้อมันมาเลยนะครับ คุณปู่อีกคนก็แสดงความยินดีกับเขาใหญ่เลย”
“แต่ว่า... ขวดใบนั่นน่ะมันเพิ่งจะผลิตเมื่อปีที่แล้วเอง แต่คุณปู่กลับบอกว่ามันมีอายุตั้ง 800 ปีแหนะ พวกเขาเดินเข้าไปในห้องทำงานนั่นแล้ว บอกว่าจะไปให้เขาช่วยประเมินราคา แล้วจะเอาไปบริจาคให้พิพิธภัณฑ์ประจำมณฑลด้วย”
“พี่สาวครับ ถ้าผมไปบอกคุณปู่ว่ามันเป็นของปลอม เขาจะให้รางวัลผมไหม ถ้าผมได้เงิน ผมจะไปห้างสรรพสินค้าแล้วซื้อกระโปรงลายดอกไม้สวยๆ ให้พี่สาว"
ซ่งอวี้หน่วนขมวดคิ้วครุ่นคิด ก่อนจะกระซิบตอบกลับไป "แล้วถ้า 'เงินเก็บทั้งชีวิต' ของเขา จริงๆ แล้วอาจจะมีแค่ 1 หยวนล่ะ"
หมิงเซิ่งเกาหัวแกรกๆ ก่อนจะคิดตามแล้วร้องอ๋อออกมาเบาๆ "จริงด้วย! ผมเกือบพลาดไปแล้ว ถ้าคุณปู่ใช้เงินเก็บไปหมดแล้ว ก็แปลว่าเขาไม่มีเงินเหลือเลย ถึงผมจะช่วยเขาได้ เขาก็ไม่มีเงินมาให้รางวัลผมอยู่ดี"
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้าเห็นด้วย การไม่เข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นน่าจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด
เธอเก็บหนังสือทั้งหมดลงในกระเป๋าสะพายข้าง พลันเปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจังขึ้นมา
หมิงเซิ่งเห็นดังนั้นก็รู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที "พี่สาวครับ ผมไม่ได้พูดอะไรออกไปนะ ตอนนั้นผมเงียบกริบเลย ก้มหน้าก้มตากินขนมอย่างเดียว พวกเขาไม่รู้เรื่องหรอกครับ"
"ต่อไปนี้ ไม่ว่าจะเป็นของจริงหรือของปลอม ก็ให้ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นซะ" ซ่งอวี้หน่วนกำชับ
"ครับๆ ผมสัญญาเลย ถ้าพี่สาวอยู่ด้วย ผมจะเล่าให้พี่สาวฟัง แต่ถ้าพี่สาวไม่อยู่ ผมจะแกล้งทำเป็นไม่รู้อะไรทั้งนั้น จะปิดปากให้สนิทเลยครับ"
ในที่สุดรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซ่งอวี้หน่วน เธอช้อนตัวน้องชายขึ้นมาอุ้มด้วยความเอ็นดูแล้วหอมแก้มฟอดใหญ่ "เด็กดีจริงๆ เลย"
หมิงเซิ่งหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุขที่โดนพี่สาวหอมแก้ม
แต่แล้วเรื่องราวก็กลับพลิกผันอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อซ่งอวี้หน่วนวางน้องชายลงเพื่อหยิบกระเป๋าสะพาย จังหวะที่เธอยืดตัวตรงนั้นเอง กระเป๋าที่อยู่ในมือก็เหวี่ยงเป็นวงโค้งเล็กน้อยตามแรงของเธอ และมันก็ไปกระทบเข้ากับหัวเข่าของชายชราคนหนึ่งที่กำลังเดินออกไปทางประตูพอดี
"โอ๊ย!" ชายชราร้องเสียงหลงก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้น กล่องในมือของเขาร่วงหล่นกระแทกพื้นตามไปด้วย
เพล้ง!
เสียงของแตกดังก้องไปทั่วบริเวณหน้าร้านหนังสือ กล่องไม้เปิดอ้าออก เผยให้เห็นเศษเครื่องลายครามแตกละเอียดกระจายเกลื่อนอยู่บนพื้นหินอ่อน
ซ่งอวี้หน่วนไม่ได้แม้แต่จะชายตามองชายชราที่นอนหน้าซีดเผือดอยู่บนพื้น แต่กลับหันไปมองปฏิกิริยาของน้องชายแทน
เมื่อเห็นแววตาตกตะลึงของหมิงเซิ่ง เธอก็ได้แต่กรอกตามองบนอย่างจนปัญญาอยู่ในใจ
อะไรกันเนี่ย คนเรายังไม่ทันจะหาเรื่องใส่ตัว แต่บทละครกลับมาหาเรื่องยัดเยียดให้ถึงที่เลยหรือไง
[จบบท]