บทที่ 98: บุญคุณที่ให้กำเนิดหรือบุญคุณที่เลี้ยงดู
ซ่งอวี้หน่วนปล่อยให้คนอื่นจัดการเรื่องนั้นไป ส่วนตัวเองก็ตรงเข้าไปสำรวจกองผ้าขนาดมหึมาที่เพิ่งขนกลับมา
ตอนนี้ห้องของซ่งถิง อาหญิงของเธอถูกเปลี่ยนสภาพให้เป็นโกดังเก็บของชั่วคราวไปแล้ว แต่ก็ยังไม่วายมีผ้าบางส่วนล้นมาอยู่ในห้องของเธอด้วย ย่าซ่งให้เหตุผลว่าผ้าพวกนี้มันอมฝุ่นและดูดกลิ่นง่าย ต้องเก็บไว้ในห้องที่สะอาดๆ ถึงจะดี
ซ่งอวี้หน่วนเดินไปหาซ่งเหลียงแล้วเอ่ยถาม "พ่อคะ พ่อคิดอะไรออกบ้างหรือยัง"
เอาตามตรงนะ สองสามคืนที่ผ่านมาซ่งเหลียงแทบไม่ได้นอนเลย
เงินทุนตั้ง 500 หยวน ฟังเผินๆ เหมือนจะเยอะ แต่พอเอาเข้าจริง ของที่ซื้อมาก็กองเต็มบ้านไปหมด
ตอนนี้ในมือมีเงินสดอยู่ก็จริง แต่ความรู้สึกมันกลับเหมือนฝันไป อย่างไรก็ตาม เงินในมือมันคือของจริงเสียงจริง
ไหนจะสมุดบัญชีเงินฝากอีก 1,000 หยวนที่ยังนอนนิ่งๆ ไม่ได้ขยับไปไหนอีก
เงินค่าผ้า 500 หยวนก็ยกให้เสี่ยวหน่วนไปจัดการเรียบร้อยแล้ว แม้แต่เหลียนเซียง สะใภ้รอง ในมือก็ยังมีเงินเก็บอยู่ตั้ง 900 กว่าหยวน
เรียกได้ว่าตอนนี้ฐานะทางการเงินของครอบครัวมั่นคงขึ้นมาก แถมยังมีสินค้าตุนไว้อีกเพียบ
เมื่อวานตอนที่เขาเดินผ่านห้างสรรพสินค้า ก็เหลือบไปเห็นว่าตรงทางเข้ามีแผงลอยมาตั้งขายกระเป๋าสะพายข้างกับที่คาดผมอยู่หลายเจ้า
สีสันของสินค้าพวกนั้นดูสดใสกว่าของที่พวกเขาทำเสียอีก แถมยังมีบางร้านเอาผ้าพันคอมาขายคู่กันด้วย
ไอ้เจ้าที่คาดผมเนี่ยยังพอทำขายได้อยู่ เพราะใช้แค่เศษผ้า แต่กระเป๋าสะพายข้างคงต้องคิดแบบใหม่แล้ว
เขามองออกว่าถ้ายังดันทุรังทำของสองอย่างนี้ต่อไป มีหวังได้เจ๊งไม่เป็นท่าแน่ๆ ดังนั้นการออกสินค้าใหม่จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด นอกจากนี้ เขาลองพิจารณาผ้าที่ได้มาแล้ว แม้จะบอกว่าเป็นผ้ามีตำหนิ แต่เอาเข้าจริงมันก็มีตำหนิแค่นิดเดียว สามารถตัดเลี่ยงส่วนนั้นออกไปได้สบายๆ
เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้ผู้เฒ่าจี้เลย ถ้าไม่ได้บารมีของท่านช่วยไว้ มีเหรอจะได้ผ้าดีๆ แบบนี้มาครอบครอง ในยุคที่ผ้ายังเป็นของหายากแบบนี้
ขนาดในห้างสรรพสินค้าเองก็ยังต้องใช้บัตรปันส่วนผ้าอยู่เลย
ความคิดของเขาก็คือ แทนที่จะขายผ้าเป็นม้วนๆ สู้ทำเป็นกางเกงสำเร็จรูปขายไปเลย โดยแบ่งเป็น 3 ขนาด คือ ใหญ่ กลาง และเล็ก แค่ทางการอนุญาตให้ขายเมื่อไหร่ ก็พร้อมจะเริ่มลงมือทำทันที เรื่องตัดเย็บนี่ไม่ต้องห่วง เพราะคนในบ้านยกเว้นเจ้าตัวเล็ก ทุกคนทำเป็นกันหมด
ดวงตาของซ่งอวี้หน่วนทอประกายวาววับ ตระกูลซ่งจำเป็นต้องมีคนคอยนำทัพ และซ่งเหลียงคือคนที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
"พ่อคะ! พ่อคิดได้สุดยอดไปเลยค่ะ เดี๋ยวหนูจะไปที่ทำการกองพลน้อยโทรหาพี่จ้าว พ่อให้หนูยืม 1 หยวนก่อนสิคะ"
ซ่งเหลียงถึงกับตาเหลือก "เสี่ยวหน่วน นี่ลูกไม่มีเงินติดตัวเลยเหรอ แค่ 1 หยวนเนี่ยนะ"
"มีสิคะ! ในกระเป๋าหนูมีเงินค่าขนมตั้ง 930 กว่าหยวนแหนะ อ้อ! เกือบลืมไปเลย ตอนไปเมืองหลวงของมณฑลรอบนี้ก็ได้รางวัลมาอีก 300 หยวนด้วยนะคะ" ซ่งอวี้หน่วนพูดพลางยืดอกอย่างภาคภูมิใจ
เดิมทีซ่งอวี้หน่วนก็มีเงินเก็บอยู่แล้ว 600 หยวน ไม่ว่าจะไปไหนมาไหนก็ไม่เคยได้ควักเงินตัวเองจ่ายเลยสักครั้ง
อย่างตอนเดินทางครั้งนี้ ปู่ซ่งก็ยังแอบยัดเงินใส่มือเธอมาอีก 100 หยวน
เรียกได้ว่าเธอไม่เคยต้องเดือดร้อนเรื่องเงินเลยแม้แต่น้อย
ซ่งเหลียงเบิกตากว้าง "หา! เสี่ยวหน่วน รู้ไหมว่าพ่อมีเงินค่าขนมติดกระเป๋าแค่ไม่กี่หยวนเองนะ"
ซ่งอวี้หน่วนหัวเราะคิกคัก "ก็เพราะแบบนี้ไงคะพ่อ พ่อถึงต้องขยันเข้าไว้ หนูกำลังรอเงินค่าขนมจากพ่ออยู่นะคะ"
หัวใจของซ่งเหลียงพองโตขึ้นมาทันที คำว่า "พ่อ" ที่ลูกสาวเอ่ยออกมา มันช่างอบอุ่นหัวใจจนเขาเผลอน้ำตาคลอ
แต่แล้วเสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นมาในหัว "ฉินซือฉีอุตส่าห์กลับมาถึงหมู่บ้านแล้ว แต่ทำไมคนบ้านซ่งอย่างพวกคุณถึงได้ทำตัวเย็นชาใส่กันนักนะ ไม่ยอมให้เด็กมันเข้าบ้านแบบนี้ มันจะใจร้ายเกินไปหน่อยมั้ง"
"ลูกในไส้ก็ดีอยู่หรอกนะ แต่จะไปหลงเชื่อคำพูดของเด็กนั่นไปซะทุกอย่างมันก็ไม่ถูก ฉินซือฉีเป็นเด็กที่คุณเลี้ยงมากับมือนะ เธอน่ะผูกพันกับพวกคุณมากกว่า ไม่อย่างนั้นจะดั้นด้นกลับมาหาทำไมกัน"
คนคนนั้นยังเล่าเรื่องของครอบครัวหนึ่งในหมู่บ้านลิ่วเซี่ยถุนให้เขาฟังอีก ไม่ใช่กรณีสลับลูกผิดตัว แต่เป็นลูกสาวแท้ๆ ที่หายตัวไปตอนอายุ 3 ขวบ
เมียของบ้านนั้นสุขภาพไม่แข็งแรง มีลูกได้แค่คนเดียวก็มีอีกไม่ได้แล้ว แต่โชคชะตาก็เล่นตลกพรากลูกคนเดียวของเธอไป
หลังจากนั้นเธอก็เสียใจจนสติฟั่นเฟือน เอาแต่ร้องหาลูกไม่หยุดหย่อน สุดท้ายเลยต้องไปรับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่อายุใกล้เคียงกับลูกสาวมาเลี้ยง
หลังจากได้ลูกเลี้ยงมา อาการของเธอก็ดีขึ้น ไม่ฟูมฟายเหมือนเก่า
เวลาผ่านไปจนเด็กคนนั้นอายุ 15 ปี ลูกสาวแท้ๆ ที่หายไปก็ถูกตามตัวจนพบ
ที่แท้เธอถูกพวกลักเด็กจับตัวไป เด็กคนนั้นไม่เคยได้เรียนหนังสือเลยแม้แต่น้อย พอเจอหน้าคนก็เอาแต่ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว
ได้ยินมาว่าเธอถูกทุบตีเป็นประจำจนเนื้อตัวมีแต่รอยแผลเป็น
แต่เมียของบ้านนั้นกลับไม่ยอมรับลูกในไส้ของตัวเอง แถมยังเอาอกเอาใจลูกเลี้ยงสารพัด เหตุผลก็เพราะว่าลูกเลี้ยงของเธอเป็นเด็กอัจฉริยะ ปีนี้อายุแค่ 15 ปี แต่กลับเรียนข้ามชั้นจนอยู่มัธยมปลายแล้ว แถมยังเรียนอยู่ห้องคิงของโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งของอำเภอ เป็นที่ 1 ของระดับชั้นมาโดยตลอด ใครๆ ต่างก็พูดกันว่าเธอมีแววจะสอบติดมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้อย่างแน่นอน
"แล้วจะยังไงล่ะ ถ้าเป็นลูกสาวแท้ๆ น่ะ ทำอะไรก็ไม่เป็นโล้เป็นพาย กินก็จุ ขี้ขลาดตาขาว จะพาไปออกงานที่ไหนก็อับอายขายขี้หน้า สุดท้ายพอโตขึ้นมาหน่อยก็ต้องรีบจับแต่งงานออกไปให้พ้นๆ ได้ยินว่าฝ่ายชายเป็นพ่อม่ายลูกติดตั้ง 3 คน แถมลูกคนโตก็อายุไล่เลี่ยกับตัวเองนั่นแหละ คุณคิดดูสิ จะสายเลือดหรือไม่ใช่สายเลือดมันสำคัญตรงไหน ถ้าเลี้ยงดูปูเสื่อมาอย่างดี ก็ไม่ต่างจากลูกแท้ๆ หรอก รอให้ลูกเลี้ยงสอบติดมหาวิทยาลัย มีหน้าที่การงานดีๆ อนาคตก็มีแต่จะสุขสบาย ได้เกาะชายกระโปรงลูกกินไปจนแก่"
"เอ้อ แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้มันเทียบกันไม่ได้หรอกนะ" คนคนนั้นพูดจบก็หัวเราะในลำคอ "หนูซือฉีน่ะเป็นถึงลูกสาวของท่านนายพล จะให้มาตกระกำลำบากอยู่ที่นี่ได้ยังไง แต่ก็เพราะแบบนี้ไม่ใช่เหรอ ครอบครัวซ่งถึงควรจะทำดีกับเธอไว้ให้มากๆ เผื่อวันข้างหน้าจะได้พึ่งใบบุญของเธอบ้างไงล่ะ"
แต่ในใจของซ่งเหลียงตอนนั้นกลับสวนกลับไปอย่างดุเดือด ‘ดีกับเธองั้นเหรอ? พึ่งบารมีเธอน่ะเหรอ? สงสัยจะเป็นบารมีแห่งความวินาศสันตะโรมากกว่ามั้ง!’
เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา วนเวียนอยู่ในหัวของเขาไม่หยุดหย่อนในยามค่ำคืนที่เงียบสงัด
หากไม่มีเสี่ยวหน่วน ป่านนี้ครอบครัวซ่งของพวกเขาก็คงจะบ้านแตกสาแหรกขาดไปแล้ว
เขาไม่เคยรู้สึกดีกับลูกเลี้ยงคนนั้นเลยแม้แต่น้อย ต่อให้ลองคิดในมุมกลับกัน ถ้าเขาได้ลูกสาวแท้ๆ คืนมา ไม่ว่าสภาพของเธอจะเป็นอย่างไร จะเก่งกาจสามารถหรือขี้ขลาดตาขาว เขาก็พร้อมจะดูแลและชดเชยให้เธอทุกอย่าง การที่ลูกต้องหายตัวไป มันเป็นความผิดของเด็กหรือไง? มันคือความบกพร่องต่อหน้าที่ของผู้ใหญ่ชัดๆ แล้วจะมีหน้าไปตำหนิเด็กอายุแค่ 3 ขวบได้อย่างไร
แค่เธอรอดชีวิตกลับมาได้ก็นับว่าเป็นพระเจ้าคุ้มครองแล้ว
อุตส่าห์รอดตายกลับมาอย่างปาฏิหาริย์ แต่สิ่งที่รออยู่กลับเป็นความเย็นชาของคนในครอบครัว มิหนำซ้ำยังจะถูกบังคับให้ไปแต่งงานกับพ่อม่ายอีกงั้นหรือ
เด็กคนนี้ช่างโชคร้ายอะไรเช่นนี้ ที่เกิดมาในครอบครัวแบบนี้
ตอนนั้นซ่งเหลียงถึงกับทะเลาะกับคนพวกนั้นไปยกใหญ่ แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องตกใจยิ่งกว่าก็คือ คนส่วนใหญ่กลับมองว่าลูกที่เลี้ยงมากับมือย่อมดีกว่าลูกในไส้ที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน หรือที่เรียกกันว่า ‘บุญคุณที่เลี้ยงดูยิ่งใหญ่กว่าบุญคุณที่ให้กำเนิด’
แต่ในวินาทีนี้ ซ่งเหลียงกำลังมองลูกสาวที่เรียกเขาว่า ‘พ่อ’ ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลน่าเอ็นดู นี่ต่างหากคือลูกแท้ๆ ของเขา สายเลือดของเขา ไม่ว่าเธอจะหน้าตาสวยหรือไม่สวย จะดื้อจะซนแค่ไหน เธอก็คือลูกสาวของเขา คือส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา
จะสนทำไมว่าคนอื่นจะพูดยังไง เขาจะฟังลูกคนนี้! ฟังเธอคนเดียวเท่านั้น!
ซ่งเหลียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ลูกพ่อ ไม่ต้องห่วงนะ พ่อจะพยายามให้ถึงที่สุด อนาคตพ่อจะทำให้ลูกได้ใส่เครื่องประดับทองเงิน ใช้ชีวิตให้ดีกว่านี้ให้ได้"
ซ่งอวี้หน่วนแบมือออกมาตรงหน้าพ่ออย่างไม่เกรงใจ "ถ้าอย่างนั้น พ่อให้เงินหนู 1 หยวนสิคะ หนูจะไปที่ทำการกองพลน้อยโทรศัพท์ เรื่องงานก็ต้องใช้เงินกองกลางสิคะ จะให้หนูควักเงินส่วนตัวได้ยังไง"
ซ่งเหลียงหัวเราะร่า ควักเงินทั้งหมดในกระเป๋าออกมายื่นให้ลูกสาว "เอาไปให้หมดเลยลูก ที่เหลือก็เอาไปซื้อลูกอมที่สหกรณ์การค้าและการตลาดกินนะ"
ซ่งอวี้หน่วนหยิบไปแค่เหรียญเดียว "ที่บ้านยังมีลูกอมอีกเพียบเลยค่ะ 1 หยวนก็พอแล้ว"
พูดจบเธอก็วิ่งออกไปอย่างอารมณ์ดี โดยมีเจ้าตัวเล็กอย่างหมิงเซิ่งวิ่งตามเป็นลูกเจี๊ยบอยู่ข้างหลัง
ที่ทำการกองพลน้อยอยู่ห่างออกไปไม่มากนัก พอสองพี่น้องไปถึง ก็เจอฉู่จื่อโจวที่เพิ่งจะวางหูโทรศัพท์พอดี
พอเห็นพวกเขา ฉู่จื่อโจวก็ทักขึ้นด้วยความแปลกใจ "มาทำอะไรกันที่นี่น่ะ"
ซ่งอวี้หน่วนตอบ "ฉันจะมาโทรศัพท์หาพี่จ้าวน่ะค่ะ"
"โอ้โฮ ไม่เบานี่เรา เส้นสายกว้างขวางใช่เล่นเลยนะ" ฉู่จื่อโจวเอ่ยแซว
"ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ ก็แค่จะโทรไปปรึกษาเรื่องบางอย่างน่ะค่ะ" ซ่งอวี้หน่วนตอบอย่างนอบน้อม
"เรื่องแค่นี้ ปรึกษาฉันก็ได้นี่"
ซ่งอวี้หน่วนหยุดคิดไปแวบหนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจถามเขาจริงๆ
ฉู่จื่อโจวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ตอนที่ฉันเดินทางมาจากปักกิ่ง แถวถนนตงต้าเจียน่ะมีแผงลอยตั้งเต็มไปหมดเลยนะ แต่รายได้ก็แค่พอประทังชีวิตไปวันๆ แถมบางทีพอคนเยอะจนวุ่นวายมากๆ ก็จะโดนเทศกิจไล่จับไปปรับเงินเอาดื้อๆ"
ซ่งอวี้หน่วนพยักหน้าอย่างเข้าใจ "พูดง่ายๆ ก็คือยังไม่มีกฎระเบียบที่ชัดเจนมารองรับสินะคะ"
เธอพูดไปพลางหมุนแป้นโทรศัพท์ไปด้วย หลังจากโอนสายไปสองสามทอด ในที่สุดปลายสายก็เป็นคนที่เธอต้องการจะคุยด้วย
จ้าวลี่เล่าให้ซ่งอวี้หน่วนฟังว่า ตอนนี้ถ้าเป็นการผลิตของเล็กๆ น้อยๆ ในครัวเรือน เช่น ไข่ไก่ หรือตังเม จะถูกจัดเป็นอาชีพเสริม ส่วนกระเป๋าสะพายกับที่คาดผมก็ยังไม่มีใครเข้ามาควบคุม ยังสามารถวางขายได้ตามปกติ
แต่ถ้าจะผลิตเสื้อผ้ากางเกงขายเป็นล่ำเป็นสัน อันนี้เธอก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
เรื่องนี้คงต้องลองถามหัวหน้าดูอีกที
[จบบท]