บทที่ 2 : เจ้าก็ย้อนกลับมาด้วยหรือ?
คนเรามักต้องผ่านเรื่องราวความเป็นความตายมาเสียก่อน ถึงจะตระหนักได้ว่าการมีชีวิตอยู่นั้นมีค่าเพียงใด ภาพเบื้องหน้าของซินอันในยามนี้มีเพียงสีแดงสดประดับประดา เสียงดนตรีมงคลแว่วดังเข้าหูอย่างต่อเนื่อง นางยกมือขึ้นปิดปากโดยสัญชาตญาณ พยายามกลืนเสียงร้องตกใจที่กำลังสั่นเทาลงไปในลำคอ
นางจำได้แม่นยำว่าตนถูกถังหรงยั่วโมโหจนขาดใจตายไปแล้ว ก่อนตายยังเคียดแค้นที่ไม่มีโอกาสลากชายผู้นั้นไปลงนรกด้วยกัน แล้วเหตุใดตอนนี้นางถึงมานั่งอยู่ในเกี้ยวเจ้าสาวได้อีก
"เกี้ยวเจ้าสาวตระกูลซินมาถึงแล้ว!"
"เกี้ยวเจ้าสาวตระกูลเถาก็มาถึงแล้วเหมือนกัน!"
เสียงหัวเราะหยอกล้อและเสียงโห่ร้องยินดีจากชาวบ้านด้านนอกดังทะลุเข้ามาในเกี้ยว ทำเอาสติสัมปชัญญะของนางหลุดลอยไปชั่วขณะ ไม่นานนักเกี้ยวเจ้าสาวก็ถูกวางลงบนพื้น เสียงแม่สื่อร้องบอกฤกษ์มงคลดังขึ้น
"เชิญคุณชายใหญ่เตะประตูเกี้ยวเจ้าค่ะ!"
ความทรงจำอันแสนเลือนรางหลั่งไหลเข้ามาในหัวกะทันหัน นางจำได้แล้วว่านี่คือเหตุการณ์ในวันแต่งงานของตนเองเมื่อชาติก่อน วันนี้นางก้าวเข้ามาในจวนตระกูลถังด้วยความรักสุดหัวใจ ทว่าท้ายที่สุดกลับต้องจากไปพร้อมกับชื่อเสียงที่เน่าเฟะ ภาพอดีตมากมายฉายชัดขึ้นมาในหัวราวกับภาพวาด
ซินอันตกอยู่ในภวังค์จนไม่ได้ยินเสียงอึกทึกคึกโครมภายนอก ไม่รับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนตอนที่ประตูเกี้ยวถูกเตะ และมองไม่เห็นแม้กระทั่งฝ่ามือหนาที่ยื่นมารอรับนางอยู่ตรงหน้า
สวรรค์เมตตาให้นางย้อนเวลากลับมา กลับมาในวันแต่งงานของตนเองและชายโฉดผู้นั้น แต่ในเมื่อรู้สันดานกันหมดแล้ว นางจะยอมแต่งให้ถังหรงอีกได้อย่างไร
ชาติก่อนถังหรงคือคุณชายที่จวนโหวเว่ยหย่วนทุ่มเทปลุกปั้นขึ้นมาอย่างสุดความสามารถ หลังจากตระกูลหันหลังให้เส้นทางทหารแล้วหันมาจับพู่กันแทน ผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวงต่างยกย่องว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษผู้ยึดมั่นในจารีตประเพณี วางตัวสง่างามสูงส่ง ไม่เคยแก่งแย่งชิงดีกับผู้ใด เปรียบดั่งดวงจันทร์สว่างไสวบนฟากฟ้า ซินอันเองก็ตกหลุมรักภาพลักษณ์นั้นตั้งแต่แรกเห็น ดังนั้นตอนที่ตระกูลถังส่งแม่สื่อมาทาบทาม นางจึงตอบตกลงด้วยความดีใจ
หลังแต่งงานนางคอยสงสารที่เขากำพร้ามารดาตั้งแต่เด็ก ซ้ำยังคอยออกหน้าปกป้องยามที่เขาถูกแม่เลี้ยงรังแก ขอเพียงเป็นสิ่งที่เขาต้องการ นางยินดีสู้ยิบตาเพื่อแย่งชิงมาประเคนให้ถึงมือ ทว่าท้ายที่สุดนางถึงได้ตาสว่าง ไอ้คำกล่าวที่ว่าไม่แก่งแย่งชิงดีหรือดวงจันทร์สูงส่งอะไรนั่น ล้วนเป็นจอมปลอม ชายผู้นั้นก็แค่อาศัยหยาดเหงื่อแรงกายของนางเป็นบันไดเหยียบย่ำขึ้นไปสร้างชื่อเสียงจอมปลอมให้ตัวเองเท่านั้น
น่าเจ็บใจที่นางทุ่มเทอุทิศชีวิตให้เขาทั้งชีวิต ทว่าผลตอบแทนที่ได้รับกลับกลายเป็นชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ ผู้คนต่างด่าทอว่านางเป็นสตรีร้ายกาจที่ชอบคิดเล็กคิดน้อยและเห็นแก่ตัว
เนื่องจากเจ้าสาวมัวแต่นั่งนิ่งอยู่ในเกี้ยวไม่ออกมาเสียที แม่สื่อจึงต้องปั้นหน้าร้องตะโกนคำมงคลซ้ำอีกรอบเพื่อกู้สถานการณ์
ซินอันสะดุ้งตื่นจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะแซวจากชาวบ้าน นางสูดลมหายใจเข้าลึก ค่อยๆ ยื่นมือออกไปวางลงบนฝ่ามือของถังหรงแล้วก้าวลงจากเกี้ยวอย่างเชื่องช้า ในเมื่อเกี้ยวเจ้าสาวถูกหามมาจอดถึงหน้าประตูจวนตระกูลถังแล้ว นางย่อมไม่มีทางหนีรอด และตระกูลของนางก็ไม่อาจแบกรับผลกระทบจากการหนีงานแต่งครั้งนี้ได้เช่นกัน
บริเวณลานกว้างฝั่งตรงข้ามยังมีเกี้ยวเจ้าสาวอีกหลังจอดเทียบอยู่ วันนี้เป็นวันมงคลสมรสของถังหรงผู้เป็นบุตรชายคนโต และถังโม่ผู้เป็นบุตรชายของภรรยาเอกคนใหม่
ทว่าบนใบหน้าของเจ้าบ่าวทั้งสองกลับมองไม่เห็นร่องรอยของความยินดีเลยแม้แต่น้อย สองพี่น้องทำเพียงพยักหน้าทักทายกันตามมารยาท ก่อนจะจูงมือเจ้าสาวของตนเดินเข้าประตูจวนไปพร้อมกัน
ทุกย่างก้าวที่เดินผ่านช่างเหมือนกับเหตุการณ์ในชาติก่อน ซินอันประกอบพิธีกราบไหว้ฟ้าดินไปตามขั้นตอนอย่างแข็งทื่อ คล้ายหุ่นเชิดที่ไร้จิตวิญญาณ เมื่อเสร็จสิ้นพิธี นางก็ถูกกลุ่มแม่สื่อและสาวใช้นับสิบคนประคองตัวเดินลัดเลาะมุ่งหน้าไปยังเรือนหอด้านหลัง
หวังซื่อผู้เป็นนายหญิงใหญ่แห่งจวนโหวเว่ยหย่วนคนปัจจุบันคือภรรยาเอกที่แต่งเข้ามาใหม่ นางเป็นสตรีที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวและร้ายลึก สตรีผู้นี้รังเกียจเถาอี๋หรันที่วันๆ เอาแต่ดีดพิณร่ายกวีไร้สาระ จึงไม่อยากให้มาเป็นสะใภ้ นางเลยวางแผนสลับตัวเจ้าสาว โดยอ้างว่าเรือนของถังโม่มีแสงสว่างส่องไม่ถึง จึงขอสลับเรือนหอกับถังหรงหน้าตาเฉย
ย้อนกลับไปเมื่อชาติก่อน ซินอันให้คนคอยสืบข่าวคราวความเคลื่อนไหวในจวนตระกูลถังอยู่ตลอด นางจึงรู้เท่าทันแผนการนี้ล่วงหน้า ตอนที่สาวใช้พาเดินเลี้ยวผิดทาง นางจึงรีบส่งเสียงท้วงจนสามารถแต่งเข้าเรือนของถังหรงได้สำเร็จ
ทว่าในชาตินี้ นางกลับก้าวเท้าเดินตามการนำทางของสาวใช้เข้าไปในเรือนที่ผิดฝั่งอย่างไม่ลังเลใจเลยสักนิด
อันที่จริงถังโม่ก็ไม่ได้ชอบหน้าซินอันเช่นกัน ชายผู้นี้มีนิสัยทะเยอทะยานและมักใหญ่ใฝ่สูงเหมือนกับมารดาของเขามาก ชาติก่อนพวกเขาสองคนมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันโดยตรง จึงมักจะฟาดฟันกันอย่างลับๆ อยู่เสมอ
ถึงแม้ซินอันจะเกลียดชังถังโม่เข้ากระดูกดำ แต่นางก็อดอิจฉาเถาอี๋หรันผู้เป็นภรรยาของเขาไม่ได้ สาเหตุก็เพราะถังโม่เป็นบุรุษที่อยากได้สิ่งใดก็ลงมือแย่งชิงมาด้วยตัวเอง ไม่เคยปล่อยให้ภรรยาต้องมาทนเหนื่อยยากออกหน้าแทนเลยสักครั้ง
ชะตาชีวิตช่างเล่นตลก เถาอี๋หรันเป็นถึงโฉมงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง เพียบพร้อมไปด้วยรูปโฉมและศิลปะวิชาการทั้งสี่แขนง ทว่านิสัยใจคอของนางกลับเย่อหยิ่งและทำตัวสูงส่งคล้ายคลึงกับถังหรง
สตรีผู้นั้นรังเกียจความหน้าเงินและนิสัยพ่อค้าของถังโม่เข้าไส้ นางมักจะทำตัวเป็นคนดี นำข้าวของที่สามีอุตส่าห์ดิ้นรนแย่งชิงมาได้ไปประเคนคืนให้คนอื่นหน้าตาเฉย เรื่องนี้ทำเอาถังโม่โมโหจนแทบกระอักเลือดอยู่หลายครา
เมื่อก้าวเข้ามาในเรือนหอ ซินอันก็ทรุดตัวลงนั่งบนขอบเตียงกว้าง นางปิดกั้นโสตประสาทจากเสียงอึกทึกภายนอกผ้าคลุมหน้าไปจนหมดสิ้น
ระหว่างที่นั่งรอถังโม่เดินเข้ามาในห้อง นางพยายามทบทวนเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ถี่ถ้วน ทุกอย่างมันดูเหลือเชื่อราวกับความฝัน ทว่าความรู้สึกและสัมผัสรอบกายกลับชัดเจนเสียจนไม่อาจปฏิเสธได้
นางไม่เคยนึกเสียใจที่เคยมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้ถังหรง เพราะในตอนนั้นนางทุ่มเทให้ด้วยความเต็มใจ ทว่าสิ่งที่ทำให้นางเจ็บแค้นคือความเลือดเย็นและไร้หัวใจของเขาในวาระสุดท้ายต่างหาก
ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความเนียนนุ่มของผิวพรรณ ซินอันก็ก้มลงมองมืออันขาวผ่องของตนเอง ความปีติยินดีสายหนึ่งไหลทะลักเข้ามาในหัวใจ สตรีที่เคยผ่านความเหี่ยวย่นและร่วงโรยมาแล้ว ย่อมไม่มีทางปฏิเสธความหอมหวานของการได้กลับมาเป็นสาวสะพรั่งในวัยสิบเจ็ดปีได้หรอก
นางได้ย้อนเวลากลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งจริงๆ
เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ รองเท้าสีดำคู่หนึ่งก็ก้าวเข้ามาหยุดอยู่ในกรอบสายตาอันคับแคบใต้ผ้าคลุม
ครั้นผ้าคลุมหน้าสีแดงถูกเลิกขึ้น ถังโม่กลับไม่มีสีหน้าประหลาดใจเลยสักนิดที่เห็นว่าเจ้าสาวบนเตียงคือนาง กลายเป็นว่าท่าทางตื่นตระหนกตกใจที่นางแสร้งแสดงออกมาเมื่อครู่นี้ดูตลกขบขันไปเลยทีเดียว
แววตาของถังโม่เต็มไปด้วยความดุร้าย เขาแค่นเสียงในลำคออย่างไม่พอใจ สตรีผู้นี้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเขาตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าเข้ามาในจวน นางคอยจ้องจับผิดและระแวดระวังเขาราวกับเป็นโจรผู้ร้าย หากไม่ใช่เพราะนางคอยขัดขวางอยู่ตลอดเวลา ชาติก่อนเขาคงมีชีวิตที่เจริญรุ่งเรืองไปตั้งนานแล้ว
เมื่อเห็นชายหนุ่มยืนนิ่งเงียบ ซ้ำยังไม่มีท่าทีประหลาดใจ แถมยังจ้องมองมาด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย ซินอันก็พอจะคาดเดาเรื่องราวบางอย่างได้ นางจึงตัดสินใจหยั่งเชิงถามออกไป
"เจ้าก็ย้อนกลับมาด้วยหรือ"
"อืม"
ซินอันลุกขึ้นยืนพลางดึงผ้าคลุมหน้าออกแล้วโยนทิ้งไปด้านข้างอย่างไม่ไยดี นางหัวเราะเยาะในลำคอเบาๆ
ชาติก่อนพวกเขาคือพี่สะใภ้กับน้องสามีที่เกลียดชังกันจนแทบจะกินเลือดกินเนื้อ ทว่าชาตินี้กลับต้องมาเป็นสามีภรรยากัน แถมต่างฝ่ายต่างก็ล่วงรู้ไส้พุงของกันและกันจนหมดเปลือก สวรรค์ช่างสรรหาเรื่องตลกมาล้อเล่นกับชีวิตคนเสียจริง
"แล้วถังหรงล่ะ"
"เขาไม่ได้ย้อนกลับมา"
ถังโม่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เขามั่นใจในเรื่องนี้มาก
"ตามหลักแล้วเขาควรจะรู้ตั้งนานแล้วว่าเปลี่ยนตัวเจ้าสาว ทำไมยังไม่มาโวยวายหาเรื่องอีก"
ถังโม่แค่นหัวเราะออกมาเช่นเดียวกัน
"ตาแก่นั่นคิดว่าตระกูลซินมีประโยชน์กับตระกูลถัง แต่เจ้านั่นไม่ได้คิดแบบนั้นสักหน่อย เจ้าเป็นแค่ลูกสาวพ่อค้าเกลือ จะเอาอะไรไปสู้ลูกสาวขุนนางขั้นสี่ได้ ในเมื่อมีโอกาสทองมาประเคนให้ถึงหน้าประตู มีหรือที่เขาจะไม่รีบรวบรัดตัดตอนทำข้าวสารให้เป็นข้าวสุก พรุ่งนี้พอมีคนถาม เขาก็แค่หาข้ออ้างว่าดื่มเหล้าเยอะไปหน่อยเลยมองคนผิดก็สิ้นเรื่อง"
ซินอันหัวเราะเยาะเย้ยโชคชะตาของตนเอง
"หาข้ออ้างให้เขาเสร็จสรรพเชียว เจ้าก็นิสัยดีเหมือนกันนี่ แต่จะว่าไป ถ้าตอนนี้เจ้ารีบวิ่งไปแย่งตัวกลับมาก็อาจจะยังทันนะ ดีไม่ดีอาจจะยังไม่ถึงขั้นลงมือทำเรื่องอย่างว่าด้วยซ้ำ"
นางหมุนตัวเดินกลับไปเก็บถั่วลิสงและพุทราแดงที่ถูกโปรยทิ้งไว้บนเตียง เมื่อเห็นว่าหญิงสาวยังมีกะจิตกะใจมาพูดจาเหน็บแนม ถังโม่ก็พ่นลมหายใจออกจมูกอย่างหงุดหงิด
"ผัวที่เจ้าคอยกางปีกปกป้องมาตลอดกำลังนอนกกกอดกับผู้หญิงคนอื่นอยู่ เจ้าไม่รู้สึกเจ็บปวดใจบ้างหรือ ไม่คิดจะไปอาละวาดหน่อยหรือ"
"ยังไงเขาก็เคยให้เจ้าชูคอเป็นฮูหยินจวนโหวตั้งหลายปี ช่างไร้หัวใจเสียจริง"
ซินอันกอบกำพุทราแดงกับถั่วลิสงขึ้นมาเต็มสองมือแล้วยัดใส่อกของชายหนุ่ม ก่อนจะเดินตรงดิ่งไปนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
เมื่อเงยหน้าขึ้นมองกระจกทองเหลืองแล้วพบว่าใบหน้าของตนเองยังคงอ่อนเยาว์และดูดี ไร้ซึ่งร่องรอยความเหนื่อยล้าอมทุกข์จากการทำงานหนักเหมือนแต่ก่อน มุมปากของนางก็ยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ นางยกมือขึ้นลูบคลำปิ่นปักผมบนศีรษะเบาๆ ก่อนจะสวนกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้
"ยอดขวัญใจของเจ้าก็กำลังนอนครางอยู่ใต้ร่างผู้ชายคนอื่นเหมือนกันนั่นแหละ สภาพเจ้าตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเต่าโดนสวมเขาหรอก มีหน้ามาว่าข้าอีกหรือ"
"นางอุตส่าห์คอยเป็นห่วงเป็นใย กลัวว่าเจ้าจะเสียชื่อเสียง ถึงขนาดคอยเอาข้าวของที่เจ้าอุตส่าห์ไปแย่งชิงมาไปประเคนคืนให้คนอื่นตั้งมากมาย ทำไมเจ้าถึงไม่รู้จักสำนึกบุญคุณบ้างเล่า"
คำพูดประโยคนี้เสียดแทงใจดำจนบุรุษหน้าไหนก็ไม่อาจทนฟังได้ ต่อให้ชาตินี้เขาจะไม่อยากข้องแวะกับสตรีผู้นั้นอีกแล้ว แต่ก็ไม่อาจยอมรับการถูกหยามเกียรติเช่นนี้ได้
แววตาของถังโม่วาวโรจน์ไปด้วยความโกรธ เส้นเลือดบนขมับปูดโปนจนเห็นได้ชัด เขาก้าวเข้าไปคว้าข้อมือของซินอันเอาไว้อย่างรุนแรง
"เจ้าเชื่อไหมว่าข้าฆ่าเจ้าทิ้งตอนนี้เลยก็ได้ แล้วค่อยไปป่าวประกาศว่าเจ้าทนรับความอัปยศไม่ได้เลยเอาหัวชนเสาตาย"
ซินอันแค่นยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ดูเย่อหยิ่งและไร้ซึ่งความสำรวมโดยสิ้นเชิง
"ทนรับความอัปยศไม่ได้งั้นหรือ"
"ทำไมล่ะ เจ้าเองก็ดื่มเหล้าเยอะจนหน้ามืดตามัวไปเหมือนกันหรือ ที่แท้ข้ออ้างเมื่อกี้ก็คิดไว้ใช้เองสินะ"
เครื่องหน้าของหญิงสาวสวยงามราวกับภาพวาด ปอยผมสีดำขลับที่หลุดลุ่ยลงมาคลอเคลียพวงแก้มขาวสว่าง ดอกไม้ไหวระย้าบนศีรษะสั่นไหวไปมา นัยน์ตากลมโตคู่สวยทอประกายระยิบระยับ เรือนร่างอ้อนแอ้นอรชรสะกดสายตา
ถังโม่ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าสตรีตรงหน้าสวยเย้ายวนใจราวกับนางปีศาจจิ้งจอกที่สามารถล่มเมืองได้ทั้งเมือง แล้วเหตุใดเมื่อชาติก่อนเขาถึงมองเห็นแค่นางยักษ์ปากคอเราะร้ายกันนะ
[จบบท]