บทที่ 3 : เจ้าโชคดีที่ตายไว
การได้ตายไปแล้วหนหนึ่งคล้ายจะช่วยปัดเป่าความหนักอึ้งในใจของซินอันให้เบาบางลง ไม่เพียงเท่านั้น ส่วนลึกในอกยังสุมคุกรุ่นไปด้วยความพลุ่งพล่าน นางอยากจะปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจและไร้หนทางสู้ที่เคยแบกรับไว้ออกมาให้หมด การตายในชาติก่อนของนางมันช่างน่าอดสูเกินรับไหว
"ความคิดอยากจะฆ่าข้าคงไม่ได้เพิ่งมีวันนี้หรอกรึ ได้สมใจเจ้าแล้วนี่ แต่จะว่าไป พอมองใกล้ๆ หน้าตาเจ้าก็ดูดีกว่าถังหรงตั้งหลายส่วน หน้าตาดูดีปานนี้ ทำไมตอนนั้นเถาอี๋หรันถึงไม่ตัวติดเจ้าจนไม่ต้องออกจากบ้านเล่า ปล่อยให้เจ้าทำหน้าเหมือนคนไม่เคยพอใจอะไร เจอใครก็ปั้นหน้าตึงใส่ สมกับเป็นบุรุษผู้สูงส่งเสียจริง"
ถังโม่ยอมปล่อยมือแต่อย่างโดยดี แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นแปลกไปจากเดิม บนใบหน้าฉายแววขบขันระคนสนใจอย่างเห็นได้ชัด
"พูดได้ถูกต้อง พอมองใกล้ๆ เจ้าก็ดูสวยดี หน้าตาก็ออกจะยั่วยวนถึงเพียงนี้ แต่เมื่อก่อนกลับแต่งตัวจืดชืดเหมือนแม่ชีเฝ้าวัด พี่ใหญ่ของข้าเป็นพวกเคร่งจารีต เรื่องบนเตียงก็คงน่าเบื่อไม่ต่างกัน"
หญิงสาวก้มลงนวดคลึงข้อมือที่เพิ่งถูกบีบจนเป็นรอยแดงของตนเองเบาๆ
"เราสองคนก็พอๆ กันนั่นแหละ ใครจะไปดีกว่าใครกัน"
นางจัดการปลดมวยผมออก ปล่อยให้เรือนผมสยายสลวย ก่อนจะวักน้ำเย็นเฉียบขึ้นล้างหน้าเพื่อดับความรุ่มร้อนในอก อารมณ์คุกรุ่นเมื่อครู่จึงสงบลงได้บ้าง ร่างระหงก้าวเดินเนิบนาบตรงไปยังเตียงนอน ทว่าก้นยังไม่ทันแตะฟูก ถังโม่ก็ร้องท้วงขึ้นมาทันที
"อย่าบอกข้านะ ว่าเจ้าจะนอนบนเตียง"
"หัดดูฐานะตัวเองเสียบ้าง อ้อ ข้าถูกเจ้ากวนประสาทจนตายไปตั้งแต่เนิ่นๆ พี่ใหญ่ที่ต่อหน้าทำเป็นไม่แย่งชิงแต่ลับหลังอยากได้ทุกอย่างคนนั้น คงจะเกลียดขี้หน้าเจ้าเข้ากระดูกดำแล้วใช่หรือไม่ พอไม่มีข้าแล้วเขาจะเอาใครมาเป็นตัวเปรียบเทียบให้ตัวเองดูเป็นคนดีเล่า เขาได้ด่าว่าเจ้าเป็นผู้หญิงใจอำมหิตหรือไม่ ทำตัวเองแท้ๆ"
ซินอันเกียจคร้านจะต่อปากต่อคำกับเขา นางจัดการถอดเสื้อคลุมตัวนอกรวมถึงรองเท้าและถุงเท้าออกต่อหน้าเขาอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนฟูกหนานุ่ม นางขยับกายเข้าไปด้านในเล็กน้อยพลางตบลงบนที่ว่างข้างตัวเบาๆ
"วันนี้ข้าไม่อยากทะเลาะกับเจ้า ข้าไม่ได้นอนหลับสนิทมานานมากแล้ว เจ้าโชคดีที่ตายไว เลยไม่ได้อยู่ทันเห็นตอนที่จวนโหวถูกริบทรัพย์ ช่วงเวลานั้นมันลำบากแสนสาหัสเชียว"
เปลือกตาบางพริ้มหลับลง นางพ่นลมหายใจออกมายืดยาวอย่างผ่อนคลาย ก่อนจะเอียงหน้าไปเอ่ยความจริงที่เขาควรรู้เอาไว้
"เจ้าจำเอาไว้เลยนะ ข้าไม่ได้เป็นคนกวนประสาทจนเจ้าตาย แต่เป็นเพราะเจ้าอุตส่าห์รีดไถที่ดินแถบชานเมืองไปจากข้าได้สำเร็จ ทว่าดีใจได้ไม่ทันถึงครึ่งก้านธูป ภรรยาผู้ประเสริฐของเจ้าก็เอาไปประเคนให้พี่ใหญ่เสียอย่างนั้น เจ้าโมโหจนหน้ามืดตามัว ไปนั่งดื่มเหล้าย้อมใจจนเมามายเดินไม่ดูทาง สุดท้ายก็พลัดตกสระบัว กลืนน้ำโคลนเข้าไปอึกใหญ่ ผ่านไปไม่ถึงสองวันก็ขาดใจตาย"
"เจ้าตายไปตั้งนานแล้ว จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร วันหน้าข้าจะคอยเตือนความจำให้เอง ไม่ต้องขอบใจข้าหรอก"
พอได้ยินว่าในท้ายที่สุดจวนโหวเว่ยหย่วนต้องถูกทางการเข้าตรวจค้นและยึดทรัพย์ คิ้วเข้มของถังโม่ก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ทว่าเพียงครู่เดียวเขาก็ปรับสีหน้ากลับมาเป็นไม่ยี่หระเช่นเดิม ชายหนุ่มเดินก้าวยาวๆ ไปหยุดอยู่ข้างเตียง พลางเลิกคิ้วถามอย่างจับผิด
"ข้าตายไวขนาดนั้น ที่บ้านไม่ได้เอาของมีค่าใส่โลงศพให้ข้าบ้างหรือ ตอนหลังเจ้าตกอับไม่มีจะกิน ทำไมไม่คิดจะไปขุดหลุมศพข้าเอาของไปขายเล่า"
ในสายตาเขา สตรีผู้นี้โหดเหี้ยมไร้ความปรานี หากจวนตัวขึ้นมาจริงๆ นางย่อมกล้าทำเรื่องพรรค์นั้นแน่
คนบนเตียงปรือตาขึ้นมาอีกครั้ง แววตาของนางเต็มไปด้วยความเสียดายอย่างเห็นได้ชัด
"นั่นสิ ทำไมตอนนั้นข้าถึงคิดเรื่องนี้ไม่ได้ก็ไม่รู้ ตอนเจ้าตายมารดาเจ้าใส่ของล้ำค่าลงไปตั้งเยอะ รู้อย่างนี้น่าจะไปขุดมาเสียก็ดี"
พอเห็นว่านางเห็นดีเห็นงามกับความคิดนี้จริงๆ ถังโม่ก็พาลโมโหจนแทบกระอักเลือด เขาสะบัดเท้าเตะรองเท้าปลิวไปคนละทิศคนละทางอย่างเอาแต่ใจ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนเคียงข้างซินอันโดยไม่ยอมปริปากพูดอะไรอีก เพียงชั่วจิบชา เขาก็ได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของคนที่ชิงหลับไปก่อนแล้ว
กว่าเขาจะข่มตาหลับลงได้ก็กินเวลาไปพักใหญ่ ทว่ากลางดึกกลับต้องสะดุ้งตื่นเพราะแรงดิ้นรนของซินอัน ราวกับนางกำลังถูกผีอำก็ไม่ปาน ถังโม่หันขวับไปมองอย่างหงุดหงิด ภาพที่เห็นคือใบหน้าบิดเบี้ยวเจ็บปวดของหญิงสาว ริมฝีปากบางขยับด่าทอไม่หยุด เดี๋ยวร้องไห้เดี๋ยวหัวเราะสลับกันไปมา หากเขาไม่ใช่คนที่ผ่านโลกมามาก คงถูกท่าทีของนางหลอกหลอนจนสติแตกไปแล้ว
ภายในห้วงความฝัน ซินอันถูกดึงกลับไปยังวันที่มีหิมะตกหนัก ท่ามกลางพายุหิมะโหมกระหน่ำ นางเป็นคนจุดไฟเผาถังหรง เถาอี๋หรัน และลูกของพวกเขาทั้งเป็น นางยืนหัวเราะร่าอยู่หน้ากองเพลิง ก่อนที่น้ำตาจะรินไหลออกมาอย่างไม่อาจควบคุม นางเองก็ไม่เข้าใจเหตุผล รู้เพียงว่าความเจ็บปวดในอกมันอัดแน่นจนแทบระเบิด คล้ายกับต้องปล่อยให้น้ำตาไหลทะลักออกมาเป็นสายเลือด จึงจะชะล้างความเศร้าโศกในร่างนี้ออกไปได้
ชายหนุ่มไม่ได้ยื่นมือไปปลุกนางให้ตื่น ดวงตาคมจดจ้องใบหน้าเปื้อนน้ำตานั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ เขาอยากรู้เหลือเกินว่าหลังจากเขาตายไป จวนโหวเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ ในเมื่อตระกูลถังถูกยึดอำนาจทางทหารไปแล้ว ซ้ำยังไม่มีรากฐานมั่นคงในราชสำนัก แล้วจะไปก่อเรื่องใหญ่โตจนถึงขั้นถูกริบทรัพย์ได้อย่างไร หรือว่าบิดาผู้ขี้ขลาดของเขาจะคิดก่อกบฏกัน
เมื่อเห็นว่าซินอันเอาแต่ร้องไห้ไม่หยุดจนน้ำตาเปียกชุ่มหมอนเป็นวงกว้าง ในที่สุดถังโม่ก็ตัดสินใจออกแรงผลักไหล่นางไปหนึ่งที
"ตื่นได้แล้ว"
"รีบตื่นขึ้นมาเลยนะ นอนหลับประสาอะไรถึงได้ร้องห่มร้องไห้เสียงหลงปานนี้ คนอื่นมาได้ยินเข้าคงนึกว่าข้าทำมิดีมิร้ายเจ้าไปแล้ว"
หญิงสาวค่อยๆ ปรือตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดหนึบที่ขมับ นางรีบสำรวจร่างกายตนเอง เมื่อพบว่าผิวพรรณยังคงเต่งตึงและอ่อนเยาว์ดั่งเดิมก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ถังโม่มีคำถามมากมายอัดแน่นอยู่ในหัว ทว่าซินอันกลับไม่เปิดโอกาสให้เขาได้ปริปาก นางพลิกตัวหันหลังให้แล้วหลับตาลงทันที ความฝันเมื่อครู่ทำเอาความรู้สึกในใจนางสับสนวุ่นวายไปหมด
รุ่งสางของวันถัดมา ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดีก็มีเสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้นรัวๆ คนบนเตียงทั้งสองยังคงนอนหันหลังให้กันโดยไม่สะทกสะท้าน เมื่อคืนต่างคนต่างมีเรื่องให้ขบคิดจนนอนไม่หลับ พอรุ่งเช้าจึงกลายเป็นช่วงเวลาที่ความง่วงงุนจู่โจมหนักที่สุด คนหนึ่งตอนก่อนตายก็วางอำนาจบาตรใหญ่จนเคยตัว ส่วนอีกคนก่อนตายก็เป็นถึงผู้กุมอำนาจสูงสุดในจวน จิตใต้สำนึกจึงพาลคิดไปว่าคงไม่มีใครกล้าทำเรื่องขัดใจ พวกเขาจึงหลับหูหลับตานอนต่อไปอย่างไม่สนใจไยดี
ทว่าเสียงเคาะประตูยังคงดังกึกก้องสลับกับเสียงเรียกของชุนหยางอย่างต่อเนื่อง ซินอันเริ่มรำคาญจึงยกเท้าเตะถังโม่ไปเต็มแรง
"หาข้ออ้างไล่พวกนางไปสิ"
คนถูกปลุกปั้นหน้าถมึงทึงด้วยความหงุดหงิดที่ถูกรบกวนเวลานอน เขาตะเบ็งเสียงตวาดลั่นไปทางประตู
"ไสหัวไป!"
สิ้นเสียงตวาด ความวุ่นวายหน้าห้องก็เงียบสงบลงทันตา ซินอันพยายามหลับตาเพื่อเรียกสติให้ตื่นเต็มตา ทว่าสะลึมสะลือได้ไม่นานก็ผล็อยหลับไปอีกรอบ ช่วงครึ่งปีที่จวนโหวถูกริบทรัพย์ นางแทบไม่ได้หลับสนิทเลยสักคืน ยิ่งช่วงวันท้ายๆ ก่อนตาย นางต้องลืมตาตื่นยันสว่างแทบทุกวัน แม้ตอนนี้จะได้ย้อนเวลากลับมาแล้ว แต่ร่างกายกลับยังจดจำความเหนื่อยล้าแสนสาหัสเอาไว้จนไม่อยากลุกไปไหน
บริเวณหน้าประตู บรรดาสาวใช้และหญิงรับใช้ชราต่างพากันเดินวนไปวนมาอย่างร้อนใจ เวลานี้พวกนางยังไม่รู้ตัวว่ากำลังเกิดเรื่องร้ายแรงอันใดขึ้น พอได้ยินว่าห้องข้างๆ มีความเคลื่อนไหวตั้งแต่เช้าตรู่ ก็ทึกทักเอาเองว่า 'คุณชายรองกับฮูหยินรอง' คงล่วงหน้าไปยกน้ำชาที่เรือนหลักแล้ว จึงยิ่งร้อนรนที่ 'ซื่อจื่อและฮูหยินซื่อจื่อ' ของพวกนางยังไม่ยอมตื่นเสียที
แม่นมหวังบ่นพึมพำอย่างอดไม่ได้
"คนหนุ่มสาวก็เรี่ยวแรงเยอะแบบนี้แหละ ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจเอาเสียเลย"
นางบ่นจบก็ทำท่าจะยกมือเคาะประตูอีกรอบ แต่จังหวะนั้นเองก็มีเสียงฝีเท้าหนักๆ ย่ำสลับกันอย่างเร่งรีบดังมาจากหน้าเรือน แม่นมคนสนิทของหวังซื่อผู้เป็นฮูหยินโหววิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ยังไม่ทันได้เอ่ยทักทาย นางก็รีบดึงตัวคนในเรือนไปกระซิบกระซาบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา พอได้ยินเนื้อความ บรรดาสาวใช้ต่างก็รีบยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกตะลึง แม่นมหวังถึงกับหน้าซีดเผือดแทบจะเป็นลม
"นี่มัน..."
"เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้อย่างไร"
หากคนที่อยู่ห้องข้างๆ คือซื่อจื่อกับฮูหยินของคุณชายรองตัวจริง เช่นนั้นคนที่กำลังนอนหลับใหลอยู่หลังบานประตูบานนี้ก็ต้องเป็น... คุณชายรองกับฮูหยินของซื่อจื่อตัวจริงอย่างนั้นหรือ
ในขณะเดียวกัน ณ โถงใหญ่ของเรือนหน้า ถังหรงกำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าบรรดาผู้อาวุโสของตระกูลด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"เมื่อคืนลูกดื่มเหล้าเข้าไปมากจนเมามาย ไม่ทันได้สติจึงมองคนผิด เลยเผลอร่วมหอไปอย่างเลอะเลือน เรื่องนี้ลูกรู้สึกผิดต่อหน้าน้องรองมาก แต่ในเมื่อเรื่องมันเกิดไปแล้ว ลูกก็พร้อมจะยืดอกรับผิดชอบ ยังไงก็ต้องรับผิดชอบเถาอี๋หรันให้ถึงที่สุดขอรับ"
ถังกังผู้เป็นโหวเว่ยหย่วนนั่งหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธจัด ข้ออ้างเรื่องเมาเหล้าไม่ได้สติอะไรนั่นมันเป็นแค่คำโกหกพกชวนทั้งเพ ต่อให้ถังหรงเมาจนจำคนผิด แล้วเถาอี๋หรันเล่า นางก็เมาจนจำสามีตัวเองไม่ได้เหมือนกันหรืออย่างไร
เมื่อมองไปยังบุตรชายคนโตที่ตนเคยภาคภูมิใจนักหนา แววตาของเขาก็ฉายชัดถึงความผิดหวัง หากตอนแรกรู้ตัวแล้วรีบแจ้งให้ผู้ใหญ่ทราบ พวกเขาก็ยังพอหาทางสับเปลี่ยนตัวเจ้าสาวคืนได้อย่างเงียบเชียบ เรื่องราวก็คงผ่านพ้นไปได้โดยไม่มีใครจับได้ แต่พอคิดว่าหลังจากนี้ข่าวลืออื้อฉาวคงแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวง สีหน้าของถังกังก็ยิ่งมืดครึ้มลงกว่าเดิม
ก่อนหน้านี้ที่จะมีการทาบทามหมั้นหมาย เขาเคยเรียกตัวบุตรชายมาถามไถ่ด้วยตัวเองแล้วว่าพึงใจสตรีบ้านใด ขอเพียงเอ่ยปากว่าอยากแต่งกับคุณหนูตระกูลเถา คนเป็นพ่ออย่างเขาย่อมต้องออกหน้าจัดการให้สมปรารถนา ทว่าตอนนั้นถังหรงกลับตอบหน้าตาเฉยว่าขอให้เป็นไปตามคำสั่งบิดามารดาและแม่สื่อ ช่างเป็นคำสั่งบิดามารดาที่ประเสริฐแท้ๆ
ทางด้านหวังซื่อก็รีบแสดงบทบาทมารดาผู้แสนดี นางแสร้งทำตาแดงรื้นพร้อมกับเอ่ยตำหนิตัวเองอยู่หลายประโยค ก่อนจะลุกขึ้นคุกเข่าลงข้างๆ ถังหรง
"ท่านแม่ นายท่านเจ้าคะ เกิดเรื่องบัดสีเช่นนี้ขึ้นจะไปโทษคุณชายใหญ่ฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ ต้องโทษที่ข้าดูแลจัดการงานไม่รัดกุมเอง แต่ในเมื่อข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว พวกเราก็ต้องนึกถึงหน้าตาของทั้งสามตระกูลเป็นหลัก เวลานี้คงทำได้เพียงปล่อยเลยตามเลย เดี๋ยวข้าจะจัดเตรียมของกำนัลชุดใหญ่แล้วเดินทางไปพบคนตระกูลเถากับตระกูลซินด้วยตัวเอง เพื่อขอร้องให้พวกเขายอมรับเรื่องนี้แต่โดยดี หากทั้งสามตระกูลตกลงปิดปากเงียบ ต่อให้ชาวบ้านจะเอาไปซุบซิบนินทากันบ้าง แต่อีกไม่นานเรื่องก็คงซาไปเองเจ้าค่ะ"
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังนั่งหอบหายใจแรงด้วยความโมโห นางทั้งผิดหวังในตัวหลานชายคนโต และยิ่งรู้สึกขัดใจกับสะใภ้คนนี้อย่างยิ่ง หญิงชราตวัดสายตามองค้อน ก่อนจะหันไปสั่งคนสนิทด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
"ส่งคนไปดูที่เรือนของเจ้าหนูรองเดี๋ยวนี้ ว่าทางนั้นเป็นอย่างไรบ้าง"
[จบบท]