บทที่ 30 : ชีวิตเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ
วันนี้ถังโม่มีธุระต้องไปจวนของถังหย่ง หลังจากต่อปากต่อคำกับซินอันอยู่สองสามประโยค เขาก็คว้าเงินเก็บส่วนตัวเดินไปหาหวังซื่อผู้เป็นมารดา เมื่อนางรู้ว่าบุตรชายอยากจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือถังเย่าหมิงก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังจัดเตรียมข้าวของให้เขานำติดตัวไปด้วย
"ถึงฮูหยินผู้เฒ่าจะไม่ได้ห้ามไปมาหาสู่กัน แต่ก็ทำเอิกเกริกมากไม่ได้ ลูกดูเอาเองเถิดว่าควรจัดการยังไง อย่าให้เสียมารยาทก็พอ"
ถังโม่รับคำแล้วหมุนตัวเดินจากไป หวังซื่อมองแผ่นหลังของบุตรชายด้วยรอยยิ้มอิ่มเอมใจ พลางนึกถึงคนที่ยังพักฟื้นอยู่ในเรือนชุนหัว ในฐานะแม่สามี นางเองก็ควรจะไปเยี่ยมเยียนบ้างเหมือนกัน
ภายในเรือนชิวสือ ซินอันเอนกายพักผ่อนได้ชั่วครู่ก็ให้ชุนหยางพานานเฟิงเข้ามาพบ
"ได้ยินหมดแล้วใช่หรือไม่"
นานเฟิงทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าซีดเผือดเหมือนคนเสียขวัญ ซินอันค่อยๆ วางถ้วยชาในมือลง
"คุณชายรองบอกให้ข้าหาคนแต่งงานกับเจ้าได้ตามใจชอบ ข้าดูแล้วเจ้าก็หน้าตาดี มือไม้นี่ก็ได้รับการดูแลมาอย่างดีเหมือนพวกคุณหนูในตระกูลใหญ่ แถมยังได้ยินมาว่าอ่านออกเขียนได้ ถ้าจะให้จับคู่กับคนเลี้ยงม้าส่งเดชไปก็คงเสียดายแย่"
นานเฟิงอกสั่นขวัญแขวน นางเป็นเพียงสาวใช้ที่จวนโหวซื้อตัวมา เมื่อหลายปีก่อนได้รับความเมตตาจากนายหญิงใหญ่ถึงได้มีโอกาสเรียนหนังสือ ชื่อเสียงเรียงนามก็ถูกเปลี่ยนจากชุนฮวามาเป็นนานเฟิง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้นางปรนนิบัติรับใช้ในเรือนของคุณชายรองได้ดียิ่งขึ้น
นางเคยคิดว่าชะตาชีวิตของตนคงไม่ต่างจากอิ๋งเยว่และเสวี่ยอวี้ในเรือนข้างๆ แต่คุณชายรองก็ไม่ยอมรับนางเป็นคนของตัวเองเสียที พอฮูหยินรองแต่งเข้ามา นางก็กลัวว่าจะถูกขับไล่ไสส่ง จึงได้ร้อนรนหาทางรั้งอยู่ต่อ หากไม่ได้ปรนนิบัติอยู่ที่เรือนชิวสือแล้ว นางจะไปอยู่ที่ไหนได้อีก
คนเลี้ยงม้าในจวนผู้นั้นเวลาไม่ได้ดั่งใจก็ชอบตบตีเมียตัวเอง แถมยังใช้แส้ม้าฟาดเอาเสียด้วย หากนางต้องเจอเรื่องแบบนั้น นางคงทนไม่ได้แน่ๆ
"ขอฮูหยินรองโปรดเมตตาด้วยเจ้าค่ะ"
"ตอนที่ท่านแม่ส่งเจ้ามาปรนนิบัติคุณชายรอง ท่านสั่งไว้ว่ายังไง"
นานเฟิงโขกศีรษะลงกับพื้น
"ให้บ่าวปรนนิบัติคุณชายรองอย่างสุดความสามารถเจ้าค่ะ"
"นานเฟิง คำว่าปรนนิบัตินี่ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องขึ้นเตียงไปปรนนิบัติเสมอไปหรอกนะ เจ้าเข้าใจความหมายของท่านแม่ผิดไปเองหรือเปล่า"
นานเฟิงฟังแล้วถึงกับเหม่อลอย ซินอันจึงขยายความให้ฟังอย่างใจเย็น
"เจ้าหน้าตาสะสวยแถมยังหัวไว ข้าเห็นคนในเรือนก็เชื่อฟังเจ้า จัดการเรื่องราวต่างๆ ได้เป็นระเบียบเรียบร้อย เจ้ามีความสามารถพอจะเป็นผู้ดูแลได้เลยนะ การแบ่งเบาภาระให้คุณชายรองก็ถือเป็นการปรนนิบัติอย่างหนึ่ง ทำไมถึงต้องยึดติดกับการเป็นอนุด้วยเล่า"
"คุณชายรองของเจ้ายังไงก็เป็นถึงบุตรชายภรรยาเอกของจวนโหว อีกเดี๋ยวก็ต้องไปฝึกฝนในกองทัพฝั่งเหนือแล้ว ฐานะแบบนั้นอย่างมากเจ้าก็เป็นได้แค่สาวใช้อุ่นเตียงเหมือนอิ๋งเยว่กับเสวี่ยอวี้เรือนข้างๆ นั่นแหละ นี่คือชีวิตที่เจ้าต้องการงั้นหรือ"
ภายในใจของนานเฟิงสับสนวุ่นวายไปหมด แน่นอนว่านางไม่อยากเป็นแค่สาวใช้อุ่นเตียง แต่การจะได้เป็นอนุหรือไม่นั้นนางก็ไม่มีสิทธิ์เลือก เป็นแค่บ่าวไพร่จะเอาอะไรไปกำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้ ทว่าเมื่อบังเอิญสบเข้ากับแววตาของซินอัน นางก็รีบโขกศีรษะลงพื้นทันที
"บ่าวไม่อยากเป็นสาวใช้อุ่นเตียงเจ้าค่ะ บ่าวหน้ามืดตามัวไปเอง ขอฮูหยินรองโปรดชี้แนะด้วยเจ้าค่ะ"
ซินอันไม่คิดจะอ้อมค้อมให้เสียเวลา
"งั้นก็มาอยู่กับข้า ต่อไปก็ปรนนิบัติอยู่ในเรือนชิวสือตามเดิมนั่นแหละ เดี๋ยวข้าจะหาหน้าที่อื่นให้ทำเอง ส่วนเรื่องคุณชายรองข้าจะไปคุยให้"
นานเฟิงดีใจจนเนื้อเต้น รีบโขกศีรษะลงพื้นอีกครั้ง
"ขอบพระคุณฮูหยินรองเจ้าค่ะ ตั้งแต่วันนี้ไปบ่าวคือคนของฮูหยินรอง จะคอยแบ่งเบาภาระให้อย่างสุดความสามารถ หากมีความคิดทรยศ ขอให้ฟ้าผ่าตายเลยเจ้าค่ะ"
ซินอันหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
"ลุกขึ้นเถอะ"
"ขอแค่เจ้าตั้งใจทำงาน ข้าไม่ทอดทิ้งเจ้าแน่ รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าจะหาผู้ชายดีๆ ให้แต่งงานด้วย ให้เจ้าได้เป็นภรรยาเอกอย่างสมเกียรติ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี"
เมื่อครู่นี้ยังกลัวหัวหดว่าจะถูกจับแต่งงานกับคนเลี้ยงม้าอยู่เลย พริบตาเดียวสถานการณ์กลับพลิกผันไปในทางที่ดี นานเฟิงหลั่งน้ำตาออกมา ทว่าคราวนี้เป็นน้ำตาแห่งความปีติยินดี
"ขอบพระคุณฮูหยินรองเจ้าค่ะ"
ซินอันหันไปสั่งงานชุนหยาง
"ไปหาปิ่นปักผมกับต่างหูที่เข้ากับนางมาสักสองชิ้น แล้วก็เลือกผ้าพับหนึ่งไปตัดชุดให้นางด้วย ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนางจะมาคอยรับใช้ข้างกายข้า กฎระเบียบอะไรที่ควรเรียนรู้เจ้าก็ช่วยสอนนางหน่อยแล้วกัน"
ชุนหยางพยักหน้ารับคำ ซินอันจึงหันไปกำชับนานเฟิงต่อ
"พวกชุนหยางเพิ่งตามข้าเข้ามาอยู่ในจวนโหว ยังไม่ค่อยรู้เรื่องราวอะไรมากนัก เจ้าก็ช่วยอธิบายให้พวกนางฟังหน่อย"
"ต่อไปคนในเรือนทั้งหมดจะอยู่ใต้การดูแลของกูกูหวัง เจ้าก็คอยเป็นลูกมือช่วยนางจัดการเรื่องต่างๆ ก็แล้วกัน"
นานเฟิงรีบรับปากเป็นพัลวัน ก่อนจะเดินตามชุนหยางออกไปจากห้อง
กูกูหวังที่ยังรั้งอยู่ข้างในเอ่ยถามขึ้น
"นานเฟิงคนนี้ไว้ใจได้แน่หรือเจ้าคะ"
ซินอันเอนหลังพิงพนักเก้าอี้เพื่อผ่อนคลายอิริยาบถ
"นางก็แค่ผู้หญิงที่แทบไม่เคยย่างกรายออกไปนอกประตูจวนโหว คิดฝังหัวว่าการปรนนิบัตินายหน้าที่จะต้องจบลงบนเตียงเสมอ ที่นางกังวลก็แค่กลัวว่าจะไม่ได้ปรนนิบัติจนถูกทิ้ง หรือไม่ก็กลัวว่าข้าจะไม่ยอมรับนาง ก็เลยรีบร้อนอยากจะได้สถานะที่ชัดเจนก็เท่านั้น"
"อีกอย่าง นางเป็นคนที่ท่านแม่ส่งมา ก็ต้องผ่านการคัดเลือกมาอย่างดี แถมยังอุตส่าห์ส่งไปเรียนหนังสืออีก หลายวันมานี้ข้าดูแล้วนางก็เป็นคนฉลาดเฉลียว ไม่ทำตัวโดดเด่นแต่ทำงานคล่องแคล่วว่องไว ถ้าจะไล่ไปง่ายๆ มันก็น่าเสียดายไม่ใช่หรือไง แล้วจะตอบคำถามท่านแม่ยังไงล่ะ คนไม่รู้คงนึกว่าข้าเป็นพวกขี้หึงจนทนดูนางไม่ได้น่ะสิ"
"สถานการณ์ในจวนโหวตอนนี้กูกูกก็เห็นอยู่ ข้ามีสินเดิมติดตัวมาบ้างก็จริง แต่จะให้นอนกินไปเรื่อยๆ ก็คงไม่ได้ ข้าอยากจะหาช่องทางทำมาค้าขาย จำเป็นต้องมีคนออกไปจัดการเรื่องราวข้างนอก ข้าว่านางเหมาะสมดี"
กูกูหวังรู้สึกว่าซินอันประเมินนานเฟิงสูงเกินไป
"แค่เพราะนางอ่านออกเขียนได้นี่นะเจ้าคะ"
"รู้หนังสือก็ไม่ได้แปลว่าจะทำมาค้าขายเป็นเสียหน่อยเจ้าค่ะ"
"ใครบอกว่าจะให้นางไปทำมาค้าขายกันล่ะ"
ซินอันรู้สึกคอแห้งขึ้นมา
"ข้าอยากกินน้ำแกงเห็ดหูหนูขาวให้ชุ่มคอหน่อย"
"เดี๋ยวบ่าวไปสั่งคนให้ไปเตรียมมาให้เจ้าค่ะ"
ในสายตาของกูกูหวัง เรื่องกินเรื่องดื่มของซินอันถือเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด
กูกูหวังเพิ่งก้าวเท้าออกไป ชุนลวี่ก็เดินสวนเข้ามา ซินอันอ้าปากหาวหวอด สาวใช้คนสนิทจึงรีบเข้าไปพยุงผู้เป็นนายให้ไปนอนพักบนตั่งนุ่มๆ พร้อมกับถอดรองเท้าให้อย่างรู้ใจ
"เมื่อเช้าตื่นเช้าไปหน่อย นอนงีบสักพักเถอะเจ้าค่ะ"
พูดจบก็จัดการดึงปิ่นปักผมบนศีรษะของซินอันออกจนหมด เพื่อให้นางนอนหลับได้สบายตัวขึ้น
"บ่าวไม่ได้บีบนวดขาให้ฮูหยินรองมาตั้งนานแล้ว ลองดูไหมเจ้าคะว่าฝีมือบ่าวตกไปหรือยัง"
"เอาสิ ลำบากชุนลวี่ของข้าแล้ว"
ซินอันรู้สึกว่าชีวิตความเป็นอยู่แบบนี้ช่างทำให้คนหลงใหลมากขึ้นทุกวัน เมื่อก่อนตอนอยู่ต่อหน้าถังหรงต้องคอยระมัดระวังเรื่องกิริยามารยาทตลอดเวลา ทั้งชีวิตไม่เคยได้นั่งอย่างผ่อนคลายเลยสักครั้ง ไม่เหมือนตอนนี้ที่สุขสบายและเป็นอิสระ
ส่วนเรื่องที่ถังโม่จะรังเกียจหรือไม่น่ะหรือ เวลาเขาอยู่ในห้องก็ไม่ได้มีมาดคุณชายอะไรนักหรอก ชอบนั่งตัวเอียงกระเท่เร่ดูคล้ายผักกาดดองเปรี้ยว แล้วเขาจะเอาสิทธิ์อะไรมาทำเป็นรังเกียจนางกัน
ในเวลาเดียวกันนั้น ก้อนผักกาดดองเปรี้ยวที่ว่าก็เดินทางมาถึงจวนของถังหย่งแล้ว การปรากฏตัวของเขาทำให้ผู้เป็นอาประหลาดใจเป็นอย่างมาก ต้องรู้ก่อนว่าร้อยวันพันปีคนของจวนโหวแทบจะไม่เคยก้าวเท้ามาเหยียบที่นี่เลย
"เชิญคุณชายรองเข้ามาด้านในก่อน"
ถังโม่ส่งยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี
"ท่านอาเรียกว่าเจ้ารองก็ได้ หรือจะเรียกว่าเจ้าโม่ก็ได้เหมือนกัน อย่าเรียกซะห่างเหินขนาดนั้นเลยขอรับ"
ถังหย่งยิ่งเดาจุดประสงค์ของหลานชายคนนี้ไม่ออก คิดไปคิดมาสุดท้ายก็ตัดสินใจเรียกเขาว่าเสี่ยวโม่ เขาจำได้ว่าเมื่อก่อนเจ้าเด็กคนนี้มีชื่อเล่นว่าซุ่นซุ่น แต่พอโตขึ้นมาหน่อยก็ไม่ยอมให้ใครเรียกชื่อนี้อีกเลย
หลังจากเข้ามานั่งในห้องเรียบร้อยแล้ว ถังโม่ก็เป็นฝ่ายพูดทำลายบรรยากาศน่าอึดอัดนี้ก่อน
"เรื่องราวในจวนท่านอาก็คงพอรู้มาบ้าง วันที่ยกน้ำชาข้ามีเรื่องให้ต้องคิดก็เลยต้อนรับท่านอาได้ไม่ดีนัก ท่านอากับท่านอาสะใภ้ยังไม่ได้กินข้าวเลยก็ต้องรีบกลับไป ซ้ำท่านแม่ยังบ่นพึมพำเรื่องนี้อยู่หลายรอบ ช่างเสียมารยาทจริงๆ ขอรับ"
"วันนี้ที่ข้ามา อย่างแรกคืออยากจะมาขอโทษ อย่างที่สองก็คืออยากจะถามเรื่องของเย่าหมิงน้องรองเสียหน่อย ว่าเป็นยังไงบ้าง มีอะไรที่พอจะให้ข้าช่วยได้ไหมขอรับ"
ของขวัญแทนคำขอโทษที่เขานำติดตัวมาด้วยนั้นมีจำนวนไม่น้อย วางกองรวมกันบนโต๊ะจนดูเป็นภูเขาขนาดย่อมๆ
ถังหย่งรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน
"วันนั้นพวกหลานมีเรื่องต้องจัดการ อาเองก็ไม่สะดวกจะอยู่ต่อเหมือนกัน แค่กินข้าวมื้อเดียวจะกินวันไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ"
สาเหตุที่เขาไม่กล้าอยู่ต่อก็เป็นเพราะฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังไม่ชอบใจ นั่นเป็นเรื่องที่ใครๆ ต่างก็รู้กันดี เพียงแต่ไม่มีใครอยากจะพูดมันออกมาก็เท่านั้น
"หอบของมาซะเยอะแยะขนาดนี้ ประเดี๋ยวก็เอากลับไปด้วยล่ะ คนกันเองทั้งนั้นไม่ต้องเกรงใจไปหรอก"
[จบบท]