บทที่ 39 : ถังหรงถูกซ้อมจนหน้าบวมปูด
วันนี้ถังกังพาถังหรงเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงรับรองรองเสนาบดีกรมพิธีการแซ่หวัง บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยการกินดื่มอย่างครื้นเครงรื่นเริง พอสุราเข้าปากจนได้ที่ อาหารคาวหวานพร่องไปมาก ก็เริ่มมีขุนนางบางคนเสนอให้ไปหาความสำราญผ่อนคลายกล้ามเนื้อกันต่อที่อื่น
รอยยิ้มกรุ้มกริ่มแฝงความหมายลึกซึ้งปรากฏบนใบหน้าของผู้ร่วมโต๊ะอย่างรู้กัน มีเพียงถังหรงที่เป็นผู้น้อยและเพิ่งแต่งงานใหม่ ชายหนุ่มจึงเอ่ยปากขอตัวกลับก่อนอย่างมีมารยาท ท่ามกลางเสียงหยอกล้อของบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ที่ดังไล่หลังมา
ทว่ารถม้าของถังหรงเพิ่งจะเคลื่อนตัวออกจากหน้าประตูไปได้ไม่ทันไร จู่ๆ ก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์ปริศนาโผล่มาขวางทางเอาไว้
"บนถนนไม่มีคนเดินผ่านไปมาแล้วขอรับ พวกมันพุ่งพรวดเข้ามาทุบตีทำลายข้าวของ แล้วก็ลากซื่อจื่อลงจากรถม้าไปรุมซ้อมเลยขอรับ"
ชิงม่อบ่าวรับใช้คนสนิทของถังหรงเล่าเหตุการณ์ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาข้างหนึ่งของเขาบวมเป่งจนปิดสนิท บนแก้มมีรอยช้ำเลือดช้ำหนอง มุมปากแตกจนเลือดไหลซึม แค่ขยับปากพูดก็เจ็บจนต้องสูดปาก
"พวกมันรุมซ้อมพวกเราอยู่พักหนึ่ง จู่ๆ ก็มีคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาว่าตีผิดคน ไม่ใช่คนนี้ แล้วพวกที่กำลังลงไม้ลงมือกับข้าและซื่อจื่อก็พากันหยุดมือ แถมยังโยนเศษเงินก้อนหนึ่งทิ้งไว้ให้ บอกว่าเป็นค่าทำขวัญขอรับ"
ถังกังที่ถูกตามตัวกลับมาอย่างเร่งด่วนมีสีหน้าดำทะมึนราวกับก้นหม้อ พอเห็นสภาพบุตรชายคนโตที่เคยหล่อเหลาสง่างาม บัดนี้กลับถูกรุมซ้อมจนหน้าบวมปูดดูไม่ได้ โทสะในอกก็พลุ่งพล่านจนแทบจะระเบิดออกมา เขากวาดสายตาเกรี้ยวกราดหันไปตวาดใส่ถังโม่ทันที
"นี่มันเรื่องอะไรกัน!"
ถังโม่หดคอทำท่าทางหวาดกลัวราวกับลูกนกตัวน้อย
"ตอนนั้นลูกเพิ่งเดินออกมาจากเรือนของท่านย่า มองไปแต่ไกลเห็นคนสองคนเดินกะเผลกเข้ามาในจวน ท่าทางลับๆ ล่อๆ ดูน่าสงสัย ลูกก็เลยคิดว่าเป็นหัวขโมย จึงรีบตะโกนเรียกยามรักษาการณ์ให้เข้ามาจับตัวขอรับ"
"ใครจะไปเดาออกว่าเป็นพี่ใหญ่เล่าขอรับ ฟ้าก็มืดจนมองอะไรไม่เห็น ปกติพี่ใหญ่วางตัวดีเดินเหินสง่างามยืดอกพึ่งผาย จะมาทำท่าทางลับๆ ล่อๆ แบบนั้นได้อย่างไร ลูกไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ขอรับ"
สายตาทุกคู่ภายในห้องล้วนจับจ้องไปที่ถังหรงเป็นจุดเดียว สภาพของเขาดูน่าเวทนาที่สุด ดวงตาทั้งสองข้างบวมเป่งจนลืมไม่ขึ้น สันจมูกโด่งบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย มวยผมที่เคยเกล้าไว้อย่างประณีตหลุดลุ่ยรุ่ยร่าย เสื้อผ้าไหมชั้นดีราคาแพงยับยู่ยี่ ซ้ำยังมีรอยฝ่าเท้าประทับอยู่หลายจุด
เถาอี๋หรันเห็นสภาพสามีก็ร้องไห้น้ำตาอาบแก้มราวกับสายฝน ถังหรงพยายามจะขยับมุมปากปลอบโยน แต่กลับเจ็บแปลบจนใบหน้าบิดเบี้ยว ขยับปากพูดไม่ได้แม้แต่ครึ่งคำ ชิงม่อเห็นดังนั้นจึงรีบออกรับหน้าแทน
"ซื่อจื่อบอกว่าเป็นแค่บาดแผลภายนอก ไม่ต้องทำให้ทุกคนตื่นตกใจ รีบกลับไปทำแผลที่เรือนชุนหัวก็พอขอรับ ตอนที่เดินเข้าประตูจวนมาก็เลยตั้งใจหลบเลี่ยงเวรยาม ไม่ได้ทำตัวลับๆ ล่อๆ นะขอรับ"
ถังกังยังคงจ้องจับผิดถังโม่ไม่วางตา
"เจ้ากล้าพูดหรือไม่ ว่าเรื่องนี้เจ้าไม่ได้จงใจ"
ถังโม่ทรุดตัวลงคุกเข่าดังตุบ ร้องตะโกนขอความเป็นธรรมเสียงหลง
"หลายปีมานี้ลูกเคยทำเรื่องแบบนั้นเสียที่ไหนขอรับ ต่อให้บางครั้งจะมีเรื่องขัดใจกับพี่ใหญ่บ้าง ลูกก็พูดออกไปตรงๆ ตอนนั้นเลย ยิ่งถ้าออกไปนอกประตูจวนโหวแล้วเจอกัน ลูกก็ให้เกียรติพี่ใหญ่มาตลอด"
"ลูกจำคำสอนของท่านพ่อได้ขึ้นใจเสมอ ว่าต่อให้อยู่ในบ้านจะขุ่นเคืองใจกันมากแค่ไหน พอออกไปข้างนอกก็ห้ามทำตัวให้คนอื่นหัวเราะเยาะเอาได้"
"อีกอย่างลูกกับพี่ใหญ่ก็ไม่ได้มีความแค้นฝังลึกอะไรกันขนาดนั้น ที่ลูกเรียกยามรักษาการณ์มามันเป็นความเข้าใจผิดล้วนๆ ขอรับ"
เพลิงโทสะในอกของถังกังยังคงลุกโชน ประการแรกคือเห็นลูกชายสุดที่รักถูกซ้อมจนหน้าบวมปูดขนาดนี้ คนเป็นพ่อย่อมปวดใจ ประการที่สองคือพรุ่งนี้เช้าถังหรงต้องไปรายงานตัวเข้ารับตำแหน่งที่กรมพิธีการเป็นวันแรก สภาพดูไม่จืดเช่นนี้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
หากต้องบากหน้าไปอธิบายเรื่องนี้กับรองเสนาบดีกรมพิธีการแซ่หวังด้วยตัวเอง ข่าวแพร่ออกไปคงกลายเป็นเรื่องตลกขบขันไปทั่วเมืองหลวง ซื่อจื่อแห่งจวนโหวผู้สูงศักดิ์กลับถูกอันธพาลข้างถนนรุมซ้อมจนสะบักสะบอม อำนาจบารมีของจวนโหวจะไปเหลืออะไร
หวังซื่อรีบก้าวเท้าเข้ามาพูดไกล่เกลี่ย
"ท่านพี่อารมณ์เย็นลงหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ตอนนี้เรื่องสำคัญที่สุดคือต้องรีบพยุงซื่อจื่อกลับไปพักผ่อนที่เรือนชุนหัวก่อน เดี๋ยวท่านหมอก็คงจะมาถึงแล้ว บาดแผลบนตัวซื่อจื่อปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะบาดแผลที่ใบหน้า"
"เรื่องอื่นใดก็ไม่สำคัญเท่าอาการบาดเจ็บของซื่อจื่อนะเจ้าคะ"
ถังกังพยักหน้าเห็นด้วย
"พวกเจ้าถอยออกไปให้หมด ยามรักษาการณ์ที่ลงมือกับซื่อจื่อในวันนี้ ให้นำตัวไปโบยคนละยี่สิบไม้ แล้วงดเบี้ยหวัดสามเดือน ส่วนเจ้าคนรองอยู่ก่อน"
หวังซื่อทำท่าจะอ้าปากเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง แต่ถังกังตวัดสายตาเตือนอย่างดุดัน นางได้แต่เก็บความกังวลไว้ในใจ ถังโม่ส่ายหน้าเบาๆ เป็นสัญญาณให้นางรีบออกไปก่อน
เมื่อภายในห้องเหลือเพียงสองพ่อลูก ถังโม่ยังคงคุกเข่าอยู่ที่พื้นนิ่งเงียบ ถังกังเองก็ไม่ได้ปริปากพูดอะไร ในใจของเขากลัดกลุ้มไปด้วยความโกรธและความสับสนระคนกัน
เสียงหนึ่งในหัวคอยเตือนสติว่านี่ก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา เป็นบุตรชายสายตรง ควรจะทำดีด้วยสักหน่อย แต่อีกเสียงหนึ่งก็คอยแย้งว่าบุตรชายคนนี้เอาแต่ก่อเรื่องวุ่นวายมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยมุ่งมั่นเอาดีทางใด หวังพึ่งพาอะไรไม่ได้ ทุ่มเทความใส่ใจไปก็สูญเปล่า
"เรื่องสลับตัวเจ้าสาว... ในใจเจ้ามีความแค้นเคืองหรือไม่"
"ไม่มีขอรับ"
"พูดความจริง"
"มีขอรับ"
ถังโม่รู้สึกว่าเรื่องพรรค์นี้พูดออกไปตรงๆ เลยจะดีกว่า
"ลูกไม่ใช่พระอิฐพระปูนนะขอรับ จะให้ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อย่างไร เรื่องนี้พี่ใหญ่ทำตัวต่ำช้า เขาตั้งใจทำแบบนั้นชัดๆ"
"เจ้าก็เลยส่งคนไปรุมซ้อมเขาเพื่อระบายแค้นอย่างนั้นหรือ"
"ไม่ใช่ฝีมือลูกจริงๆ ขอรับ"
"ลูกไม่พอใจเขาก็จริง แต่ลูกก็ได้ผลประโยชน์จากเรื่องนี้เหมือนกัน ลูกมองว่าซินอันก็เป็นคนดี ไม่แน่ว่าลูกอาจจะใช้ชีวิตอยู่กับนางได้เป็นอย่างดี สองวันมานี้ลูกก็พยายามปรับตัวเข้าหานางอยู่ ในเมื่อเรื่องมันบานปลายมาถึงขั้นนี้แล้ว ลูกจะไปทำอะไรได้อีกเล่าขอรับ"
"ใช่ว่าลูกจะดูไม่ออกเสียหน่อย ว่าเถาอี๋หรันมีใจให้พี่ใหญ่ ในเมื่อนางไม่ได้ชอบลูก ลูกจะไปฝืนใจนางได้อย่างไร หากท่านพ่อต้องการให้ลูกยอมรับความจริงให้ได้สักเรื่องล่ะก็ เรื่องนั้นก็คือ... เมื่อครู่นี้ตอนที่เห็นพี่ใหญ่ถูกรุมซ้อมจนหน้าตาบวมปูด ลูกสะใจมากขอรับ ลูกอยากจะขอบคุณคนที่มาช่วยผดุงความยุติธรรมให้ลูกด้วยซ้ำ"
คำพูดตรงไปตรงมาของเขาทำเอาเพลิงโทสะในอกของถังกังมอดดับลงไปหลายส่วน เขารู้สึกว่านี่สิถึงจะเป็นปฏิกิริยาของคนปกติ หากเอาแต่พูดว่าไม่โกรธเคืองอะไรเลยสิถึงจะดูผิดปกติ
"สองวันมานี้เจ้าไปขลุกอยู่ที่เรือนท่านย่าของเจ้าบ่อยเหลือเกินนะ"
ถังโม่เชิดหน้าขึ้นตอบอย่างไม่ยี่หระ
"ก็ท่านพ่อไม่ชอบลูก ลูกจะไปประจบเอาใจอย่างไรท่านพ่อก็ไม่เคยเห็นหัว ในเมื่อท่านย่าเอ็นดูลูก ลูกก็ต้องไปหาท่านย่าสิขอรับ"
ถังกังขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปม นึกหาคำพูดมาโต้ตอบไม่ออก ประจวบเหมาะกับที่กานลู่ สาวใช้คนสนิทข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังเดินเข้ามาพอดี
เมื่อก้าวเข้ามาในห้อง นางก็ย่อตัวทำความเคารพอย่างนอบน้อม ก่อนจะถ่ายทอดคำสั่งของฮูหยินผู้เฒ่า
"ฮูหยินผู้เฒ่าทราบเรื่องของซื่อจื่อแล้วเจ้าค่ะ สั่งให้คนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนคุณชายรอง วันนี้อุตส่าห์อยู่คอยปรนนิบัติรับใช้ฮูหยินผู้เฒ่ามาทั้งวัน ฮูหยินผู้เฒ่าฝากมาบอกนายท่านว่า หากนายท่านยังอารมณ์ไม่ดี อยากจะโบยคุณชายรองสักสองสามแส้ ก็ขอให้ลงมือเบาหน่อยนะเจ้าคะ พรุ่งนี้คุณชายรองยังต้องไปกินข้าวเป็นเพื่อนฮูหยินผู้เฒ่า แถมยังต้องเตรียมตัวเดินทางไปพักผ่อนที่เรือนพักตากอากาศอีกเจ้าค่ะ"
ถังกังยกมือขึ้นคลึงขมับด้วยความปวดหัว
"รู้แล้ว บอกท่านแม่ให้รีบเข้านอนเถิด เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก"
กานลู่ได้ยินดังนั้นก็รีบขอตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ถังโม่งัดท่าทีที่บ่งบอกว่า 'ข้ามีท่านย่าคอยหนุนหลัง' ออกมาใช้ ท่าทางอวดดีนั้นทำเอาถังกังเห็นแล้วอยากจะพ่นไฟ
"ไสหัวกลับไปซะ!"
ถังโม่ลุกขึ้นยืนแล้วเดินสะบัดก้นออกไปโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองแม้แต่น้อย ถังกังได้แต่ยืนเท้าสะเอวถอนหายใจ
"ไอ้ลูกเวรเอ๊ย"
ระหว่างทางเดินกลับเรือนชิวสือ ถังโม่ยังคงแสร้งทำหน้าง้ำหน้างอ สั่งให้บ่าวรับใช้รีบปิดประตูเรือน ทำตัวราวกับคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรด้วย พอเดินพ้นประตูเข้ามาก็ยังบ่นกระปอดกระแปดว่าตาแก่ลำเอียง ทว่าทันทีที่บ่าวไพร่ถอยฉากออกไปจนหมด สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือ
เขารีบวิ่งหน้าตั้งเข้าไปหาซินอันด้วยรอยยิ้มกว้างจนปากแทบฉีก
"เรื่องที่เจ้าฝากฝัง ข้าจัดการให้เรียบร้อยแล้ว พอใจหรือไม่เล่า"
"ฝีมือท่านจริงๆ หรือ"
"แน่นอน" ถังโม่ยืดอกรับอย่างภาคภูมิใจ
"ข้ากะไว้แล้วเชียว คนดีๆ ที่ไหนจะมาโดนรุมซ้อมเอาดื้อๆ แถมยังบอกว่าตีผิดคนอีก บนรถม้าคันนั้นก็มีตราสัญลักษณ์ของจวนโหวติดอยู่ทนโท่ ท่านนี่ก็ฉลาดแหลมคมไม่เบาเชียว... จะว่าไป พอข้าเห็นหน้าบวมปูดเป็นหมูของเขาแล้ว ในใจข้าโล่งสบายสุดๆ ไปเลย"
"เรื่องนี้ข้าแอบวางแผนไว้ตั้งนานแล้ว นึกว่าจะต้องรออีกหลายวันเสียอีก ไม่คิดเลยว่าผลกรรมจะตามทันรวดเร็วปานนี้"
"ผลกรรมหรือ?"
"ถูกต้อง ข้านี่แหละคือผลกรรมของเขา!" ถังโม่เชิดหน้าขึ้น
"ความจริงคืนนี้ข้ามองแวบเดียวก็จำได้แล้วว่าเป็นเขา จู่ๆ สมองก็คิดอะไรดีๆ ขึ้นมาได้ อยากจะเข้าไปกระทืบซ้ำอีกสักรอบ ตอนนั้นข้าคันไม้คันมืออยากจะกระโดดเข้าไปเตะก้านคอเขาสักสองที น่าเสียดายที่ฐานะคุณชายอย่างข้ามันค้ำคออยู่ จะลงมือเองก็คงไม่งาม"
ซินอันรินน้ำชาส่งให้เขาด้วยตัวเอง
"คุณชายรองช่างปราดเปรื่อง มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ข้าน้อยขอคารวะ"
"พรุ่งนี้เช้า ท่านอย่าลืมเอาเงินไปมอบให้ยามรักษาการณ์ที่ถูกหางเลขรับโทษเพราะท่านด้วยเล่า นี่เป็นโอกาสทองในการซื้อใจพวกเขาทีเดียวนะ"
ถังโม่รับถ้วยชามาจิบอึกหนึ่ง
"จะรอให้ถึงพรุ่งนี้ทำไมเล่า เดี๋ยวข้าให้ไหลไหลเอาไปส่งให้เดี๋ยวนี้แหละ"
[จบบท]