บทที่ 48 : ถังโม่ในฐานะนายท่านแห่งเรือนพักตากอากาศ
แสงตะวันยามเช้าเริ่มสาดส่องทอประกาย เปลี่ยนสีสันของท้องฟ้าไปอย่างช้าๆ ไอเย็นสบายที่มักจะปรากฏให้สัมผัสเพียงแค่ช่วงรุ่งสางกำลังค่อยๆ จางหายไป
บนคันนาเล็กๆ ถังโม่และซินอันยังคงยืนมองพวกเด็กน้อยจับปลาตัวจิ๋วกันอย่างสนุกสนาน ท่าทางของคนทั้งสองยังคงเต็มไปด้วยความเสียดายที่ต้องผละจากภาพตรงหน้า ทว่าเวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้ว พวกเขาจึงต้องเดินกลับไปยังเรือนพักตากอากาศ ซึ่งป่านนี้ผู้ดูแลหยางคงจะพาคนงานมารอพบเจ้านายคนใหม่แล้ว
"ฮูหยินน้อยเจ้าจะรับปลาพวกนี้ไหมขอรับ แม่ข้าบอกว่าถ้าเอาไปชุบไข่แล้วทอดน้ำมันมันจะหอมอร่อยมากเชียว"
เด็กหนุ่มตัวโตที่เพิ่งก้าวพ้นวัยเด็กมาได้ไม่นาน ชูถังไม้ซอมซ่อในมือขึ้นมา ด้านในมีปลาตัวจิ๋วขนาดเท่านิ้วมืออยู่ครึ่งถัง ดวงตาของเขาเบิกกว้างจ้องมองซินอันด้วยความคาดหวัง
ซินอันเห็นท่าทีซื่อตรงนั้นก็อดอมยิ้มไม่ได้
"เจ้าชื่อเอ้อร์ซานใช่หรือไม่ เอาสิ ข้าเอาปลาพวกนี้ รบกวนเจ้าหิ้วไปส่งให้ที่โรงครัวในเรือนหน่อยนะ เดี๋ยวช่วงมื้อเที่ยงข้าจะให้คนครัวเอาไปชุบไข่ทอดให้กรอบเลย แล้วพวกเจ้าก็มาร่วมกินด้วยกัน ดีหรือไม่"
พอได้ยินคำชักชวน บรรดาเด็กน้อยที่กำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ก็ตาเป็นประกายวาววับ โดยเฉพาะเด็กหนุ่มที่ชื่อเอ้อร์ซานผู้นี้ อันที่จริงตัวเขาเองก็ไม่เคยลิ้มรสชาติปลาชุบไข่ทอดที่ว่านั่นเลยสักครั้ง ชีวิตลูกชาวไร่ชาวนาอย่างพวกเขาจะไปหาไข่ไก่หรือน้ำมันพืชมากมายมาจากที่ใด
มารดาของเขาเพียงแค่เคยเห็นพวกเศรษฐีทำกินกัน จึงนำมาเล่าให้ลูกชายฟังก็เท่านั้น
ทว่าเมื่อครู่ เอ้อร์ซานเห็นว่าฮูหยินน้อยผู้นี้มีใบหน้างดงาม ทั้งยังดูใจดีมีเมตตา จึงลองรวบรวมความกล้าเอ่ยปากเสนอไป หวังเพียงว่าจะหาของอร่อยตกถึงท้องให้พวกน้องๆ ที่วิ่งตามหลังมาได้บ้าง
เมื่อได้ยินคำตอบรับ เด็กหนุ่มก็รีบวางถังไม้ในมือลง แล้วคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้นดินอย่างรวดเร็ว
"ขอบพระคุณฮูหยินน้อยที่เมตตาขอรับ"
ตัวเองคุกเข่าไม่พอ เขายังหันไปกวักมือเรียกพวกน้องๆ ให้รีบทำตาม บรรดาเด็กน้อยวัยกำลังกินกำลังนอนต่างพากันคุกเข่าหมอบกราบลงกับพื้นเรียงกันเป็นแถว เพียงเพื่อแลกกับของอร่อยมื้อหนึ่ง
ซินอันเห็นภาพนั้นแล้วก็รู้สึกเอ็นดูปนเวทนา จึงรีบเอ่ยปากให้พวกเขาลุกขึ้น
"นี่เพิ่งจะเช้าตรู่ พวกเจ้าจับปลาเพิ่มอีกสักหน่อยเถิด จะได้เอาไปทอดกินกันให้จุใจ"
ทันใดนั้น ที่ปลายหางตาของซินอันก็เหลือบไปเห็นสุนัขฝูงใหญ่กำลังวิ่งตรงมาจากที่ไกลๆ นางจำได้ทันทีว่าเป็นฝูงเดียวกับที่เห็นเมื่อช่วงเย็นเมื่อวาน
เอ้อร์ซานที่เพิ่งปัดฝุ่นลุกขึ้นยืน เห็นเจ้านายมีสีหน้ากังวลจึงรีบเสนอตัว
"ข้าเดินไปส่งคุณชายกับฮูหยินน้อยเองขอรับ หมาพวกนี้มันไม่กัดคนหรอก"
ถังโม่เลิกคิ้วมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความประหลาดใจระคนชื่นชม
"เจ้านี่รู้จักสังเกตดีนี่"
เอ้อร์ซานได้แต่ยิ้มซื่อๆ แบมือเกาหัวแก้เก้อ จากนั้นก็หันไปสั่งความพวกน้องๆ ให้รีบลงมือจับปลาต่อ ส่วนตัวเขาก็ย่ำเท้าเปล่าเปื้อนโคลน เดินนำหน้าคอยคุ้มกันเจ้านายทั้งสองกลับไปยังเรือนพักอย่างแข็งขัน
ระหว่างทาง ถังโม่ลองเอ่ยปากถามไถ่เรื่องราวต่างๆ ภายในพื้นที่ เด็กหนุ่มก็ตอบฉะฉานไม่มีอิดออด ทำให้ซินอันได้รู้เบื้องลึกเบื้องหลังว่า คนที่อาศัยอยู่ที่นี่ไม่ใช่ชาวนาเช่าที่ดินทั่วไป
พื้นที่ของเรือนพักตากอากาศแห่งนี้มีขนาดเพียงหกสิบหมู่ จึงไม่จำเป็นต้องจ้างคนมาทำนาเพิ่ม ทุกคนที่ทำงานอยู่ที่นี่ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับจวนของจิ่นอ๋องไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เคราะห์ดีที่ตอนจิ่นอ๋องต้องพระราชอาญา คนงานต๊อกต๋อยในเรือนพักแห่งนี้ไม่ได้ถูกร่างแหไปด้วย พวกเขาจึงยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ที่เดิมเรื่อยมา
"เมื่อก่อนจิ่นอ๋องมาที่นี่บ่อยหรือ"
ถังโม่ถามขึ้นมาลอยๆ
"ตอนที่ดอกอวี้เซียงบาน ท่านอ๋องจะมาทุกปีขอรับ มาทีไรก็พักอยู่เป็นครึ่งค่อนเดือน"
แม้อายุจะเพิ่งแตะสิบสามสิบสี่ปี แต่เอ้อร์ซานกลับรู้เรื่องราวความเป็นไปในเรือนพักแห่งนี้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เมื่อได้ฟังดังนั้น ถังโม่ก็เริ่มประติดประต่อเรื่องราวในหัว เขาจำได้ว่าดอกอวี้เซียงของที่นี่บานสะพรั่งงดงามตระการตาเพียงใด แผนการบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจเงียบๆ
พอเดินมาถึงหน้าประตูใหญ่ เอ้อร์ซานก็หยุดฝีเท้าลง เขาโค้งคำนับให้ผู้ดูแลหยางที่ยืนรออยู่อย่างนอบน้อม ก่อนจะหันหลังวิ่งตื๋อหลับไปทางคันนา
ผู้ดูแลหยางรีบสาวเท้าเข้ามาต้อนรับ ผายมือเชิญให้ถังโม่ก้าวเข้าไปด้านใน
"เรือนพักของเราไม่ได้ใหญ่โตนักขอรับ มีที่ดินราวๆ หกสิบหมู่ แบ่งผู้ดูแลออกเป็นสามคน คอยดูแลนาข้าว ไร่บนที่ดอน และแปลงผักผลไม้ ทั้งสามคนล้วนเป็นคนเก่าคนแก่ที่อยู่ที่นี่มานานขอรับ"
ผู้ดูแลหยางรายงานสถานการณ์อย่างคล่องแคล่ว พลางเดินนำเจ้านายเข้าไปยังลานกว้าง
"สมัยก่อนตอนที่จิ่นอ๋องยังดูแลที่นี่อยู่ ผลผลิตที่ได้ทั้งหมดจะถูกส่งเข้าจวนท่านอ๋องขอรับ แต่พอท่านอ๋องเกิดเรื่อง ของพวกนี้ก็ต้องส่งเข้าวังหลวงแทน ส่วนพวกผลไม้ที่ในวังไม่ต้องการ พวกเราก็จะคัดไปขาย เอาเงินมารวมกันเป็นค่าแรงประทังชีวิต"
สิ่งเดียวที่ผู้ดูแลหยางเก็บเงียบไว้ในใจคือ ตั้งแต่จิ่นอ๋องล้มอำนาจลง คนงานที่นี่ก็ไม่เคยได้เบี้ยหวัดอีกเลย ทางวังหลวงก็ไม่เคยเหลียวแล พวกเขาต้องดิ้นรนหาทางรอดกันเอาเอง
ดังนั้น ทันทีที่รู้ว่าเรือนพักแห่งนี้ตกเป็นของจวนโหวเว่ยหย่วน เขาจึงรีบรุดไปรายงานตัวถึงที่หมายจะให้เจ้านายคนใหม่ช่วยต่อลมหายใจ จ่ายค่าจ้างให้พวกเขาสามารถประทังชีวิตต่อไปได้
ภายในลานกว้างขณะนี้ มีชายหญิงราวสิบกว่าคนยืนรออยู่อย่างสงบเสงี่ยม ผู้ดูแลหยางก้าวออกไปข้างหน้า ก่อนจะแนะนำถังโม่ให้ทุกคนรู้จักอย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำให้ชัดเจนว่านับแต่นี้ไป ชายหนุ่มตรงหน้าคือผู้เป็นนายเหนือหัวของพื้นที่แห่งนี้
สิ้นเสียงประกาศ บรรดาคนงานทั้งหลายก็พร้อมใจกันคุกเข่าโขกศีรษะทำความเคารพ
ถังโม่พยักหน้ารับ โบกมือเบาๆ เป็นเชิงอนุญาตให้ทุกคนลุกขึ้น เขาไม่ได้เดินไปนั่งบนเก้าอี้ไท่ซือหยี่ที่จัดเตรียมไว้อย่างโอ่อ่า แต่กลับยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น
"เรือนพักแห่งนี้อยู่ห่างจากเมืองหลวงพอสมควร แม้จะไม่ไกลมากแต่ก็เดินทางไม่สะดวกนัก ต่อไปนี้หากมีผลไม้ตามฤดูกาลสุกงอม ก็ให้คัดส่วนหนึ่งส่งไปที่จวนโหวบ้างประปราย ไม่จำเป็นต้องขนไปส่งตลอดเวลา"
น้ำเสียงของเขาเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ
"ข้าดูรายชื่อแล้ว พวกเจ้าล้วนเป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี่ ในเมื่อจิ่นอ๋องยังไว้ใจพวกเจ้า ข้าก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องระแวง"
เขาปรายตามองผู้คนตรงหน้าทีละคน
"ดังนั้น ต่อจากนี้พวกเจ้าเคยทำงานอะไร ก็ให้ทำต่อไปตามเดิม มีเพียงเรื่องเดียวที่ข้าขอกำชับ เรือนพักนี้มีขนาดเล็ก คนก็มีอยู่แค่นี้ ข้าไม่อยากได้ยินเรื่องรังแกชาวบ้านหรือข่มเหงผู้หญิงเกิดขึ้นที่นี่ หากข้าจับได้ ข้าจะไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น"
บรรดาคนงานต่างรีบก้มหน้ารับคำสั่งอย่างแข็งขัน
สิ่งที่ถังโม่ไม่เคยรู้มาก่อนคือ จิ่นอ๋องนั้นเข้มงวดกับบ่าวไพร่ยิ่งกว่าอะไรดี ในอดีตเคยมีผู้ดูแลคนหนึ่งยักยอกเงินค่าจ้างของคนงาน พอท่านอ๋องจับได้ก็สั่งโบยจนปางตายแล้วโยนทิ้งออกไปนอกเรือนทันที
ดังนั้น คนที่ยังเหลือรอดอยู่ที่นี่จึงล้วนเป็นคนซื่อสัตย์ รู้ไส้รู้พุงกันดี บรรยากาศการอยู่ร่วมกันจึงค่อนข้างสงบสุขและถ้อยทีถ้อยอาศัย
ถังโม่เห็นท่าทีโอนอ่อนของคนงานก็เอ่ยต่อ
"ข้าเห็นว่าที่นี่ปลูกต้นไม้น้อยไปหน่อย ข้าตั้งใจจะแบ่งพื้นที่สักแปลง จัดสรรเป็นสวนพักผ่อนให้ดูดีมีราคา เอาไว้ต้อนรับเพื่อนฝูงเวลามาสังสรรค์ ภายในสองวันนี้ พวกเจ้าไปช่วยกันคิดรูปแบบมาให้ข้าดู"
เขาหันไปมองซินอันที่ยืนอยู่เคียงข้าง ก่อนจะเอ่ยเสริม
"อีกอย่าง ฮูหยินของข้าชอบดอกอวี้เซียงที่นี่มาก พวกเจ้าต้องดูแลให้ดี ปลูกเพิ่มให้เยอะหน่อย คนสวนจงใส่ใจเรื่องนี้ให้มาก"
อดีตคนสวนที่ตอนนี้ต้องผันตัวมาปลูกผักประทังชีวิต พอได้ยินว่าวิชาความรู้ของตนจะได้นำมาใช้อีกครั้ง ก็ฉีกยิ้มกว้างรีบรับคำสั่งแทบไม่ทัน
คนงานคนอื่นๆ เห็นเจ้านายคนใหม่พูดคุยง่ายดาย ไม่ถือตัว ก็พลอยโล่งใจไปด้วย หัวอกคนเป็นบ่าว สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการเปลี่ยนเจ้านายแล้วต้องมารื้อกฎเกณฑ์ใหม่ทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น เจ้านายเก่าอย่างจิ่นอ๋องก็ดูแลพวกตนเป็นอย่างดี แม้ตอนนี้จะสิ้นวาสนาไปแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงผูกพันลึกซึ้ง โดยเฉพาะต้นอวี้เซียงเหล่านั้น พระชายาจิ่นอ๋องโปรดปรานเป็นที่สุด ทั้งยังเมตตาต่อบ่าวไพร่เสมอ การได้ดูแลดอกไม้พวกนี้ต่อไป ก็เหมือนได้รักษาสิ่งแทนใจให้คลายความคิดถึง
ทันใดนั้น สายตาทุกคู่ก็จับจ้องไปยังเด็กรับใช้ชื่อไหลไหล ที่กำลังประคองถาดไม้ออกมาด้วยท่าทีระมัดระวัง ความตื่นเต้นพุ่งทะยานขึ้นในใจของคนงานทุกคน พวกเขารอคอยเวลาที่เจ้านายคนใหม่จะตบรางวัลมานานแสนนาน
ถังโม่กล่าวยกย่องการทำงานของทุกคนพอเป็นพิธี ก่อนจะประกาศลั่นว่าคนงานทั้งเรือนพักจะได้รับเงินรางวัลถ้วนหน้า
ระดับผู้ดูแลรับไปคนละสองตำลึงเงิน ส่วนคนงานทั่วไปไม่ว่าชายหญิง คนแก่ หรือเด็กน้อย รับไปคนละหนึ่งพวงอีแปะ แม้แต่ทารกแรกเกิดที่ยังแบเบาะก็ได้ส่วนแบ่งด้วย
ชั่วพริบตานั้น ลานกว้างก็อบอวลไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแห่งความปีติยินดี
เมื่อฝูงชนแยกย้ายกันไปทำงานตามหน้าที่ ถังโม่ก็รั้งตัวผู้ดูแลหยางเอาไว้ ผู้ชายคนนี้คือหัวหน้าผู้ดูแลสูงสุด ต่อไปภายหน้าหากมีธุระปะปังใดๆ ก็คงหนีไม่พ้นต้องพึ่งพาฝีมือ
เพื่อซื้อใจคน ถังโม่จึงล้วงก้อนเงินห้าตำลึงมอบให้อีกฝ่ายไปอย่างใจป้ำ
"เจ้าจัดการดูแลเรือนพักแห่งนี้ได้ดีมาก ต่อไปก็ขอให้ตั้งใจทำงานให้ละเอียดรอบคอบยิ่งขึ้น ปีนี้ผลผลิตไม่ต้องส่งไปที่จวนหรอก ข้ามีแผนอื่นเตรียมไว้แล้ว"
ผู้ดูแลหยางรับก้อนเงินมาด้วยมือที่สั่นระริก รอยยิ้มกว้างจนแทบจะปิดไม่มิด
ถังโม่เริ่มอธิบายแผนการที่คิดไว้
"หลังจากนี้ข้าอาจจะพาคนมาที่นี่บ้างเป็นครั้งคราว สวนที่ข้าสั่งให้ไปจัดการต้องทำให้มีเอกลักษณ์ มีเรื่องราวที่น่าสนใจ ต้องดึงดูดให้คนที่มาอยากอยู่ต่อให้ได้"
ผู้ดูแลหยางเก็บเงินเข้าพกเข้าห่ออย่างรวดเร็ว ก่อนจะเริ่มนำเสนอความคิดของตน
"พื้นที่ของเราอาจจะไม่กว้างขวางนักขอรับ แต่ทิวทัศน์งดงามเหลือทิศ น้ำที่ใช้ก็ไหลลงมาจากยอดเขาใกล้ๆ บนเขายังมีของป่าหายากเอาไว้ต้อนรับแขกเหรื่อได้สบายขอรับ"
เขาชี้มือไปยังทิศทางหนึ่ง
"ในพื้นที่เรามีสระบัวอยู่ด้วย อยู่มานานหลายปี รากบัวที่ขุดได้ก็รสชาติดีเยี่ยม สวนที่นายท่านต้องการ เราก็สร้างไว้ริมสระบัวนั่นแหละขอรับ พอถึงเวลา มีทั้งดอกไม้ประดับ มีผลไม้ให้เด็ดกิน แถมยังนั่งตกปลาได้อีก แค่สร้างศาลาริมน้ำเพิ่มเข้าไปก็สมบูรณ์แบบแล้ว"
ผู้ดูแลหยางเล่าต่ออย่างออกรส
"ฝั่งตรงข้ามสระบัวก็เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่เอาไว้ การได้เดินเก็บไข่สดๆ ก็ถือเป็นความสนุกอย่างหนึ่งนะขอรับ เมื่อเช้าฮูหยินผู้เฒ่ากับฮูหยินน้อยยังไปเก็บมาตั้งหลายฟอง"
"แล้วเราก็เลี้ยงกระต่ายเพิ่มอีกสักหน่อย กระต่ายมันน่ารักมองเพลิน มูลของมันก็เอาไปทำปุ๋ยบำรุงดินได้อีก"
ภาพสวนพักผ่อนอันสมบูรณ์แบบถูกวาดขึ้นในหัวของผู้ดูแลหยางอย่างเป็นฉากๆ
สำหรับคนระดับเขา การรับรองบรรดาคุณชายที่เติบโตมาบนกองเงินกองทองไม่ใช่เรื่องยาก ของวิเศษล้ำค่าพวกเขาย่อมเคยเห็นมาหมดแล้ว พอมาถึงชนบทก็ต้องเน้นให้เห็นวิถีชีวิตที่แตกต่างและแปลกใหม่ถึงจะสร้างความประทับใจได้
แค่ดอกอวี้เซียงนั่นก็กินขาดแล้ว เมื่อก่อนจวนจิ่นอ๋องทุ่มเงินมหาศาลจ้างคนมาดูแลอย่างดี พระชายาถึงกับต้องดั้นด้นมาชมด้วยตัวเองทุกปี แม้จะเป็นดอกไม้ชนิดเดียวกัน แต่พอมันเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไป ความรู้สึกที่ได้รับก็ย่อมไม่เหมือนกัน
ถังโม่ฟังแล้วก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ รู้สึกว่าเงินห้าตำลึงที่จ่ายไปเมื่อครู่คุ้มค่าทุกอีแปะ
"เรื่องนี้ข้ามอบหมายให้เจ้าไปจัดการก็แล้วกัน รีบไปลงมือเถอะ"
ก่อนที่ผู้ดูแลหยางจะเดินจากไป ถังโม่ก็นึกอะไรขึ้นมาได้
"อ้อ จริงสิ เมื่อเช้าข้าเจอเด็กหนุ่มคนหนึ่งชื่อเอ้อร์ซาน ดูท่าทางหัวไวใช้ได้ สองวันนี้ให้เขามาคอยรับใช้เดินตามข้าไปก่อนก็แล้วกัน"
อันที่จริง ถังโม่คิดสะระตะในใจแล้วว่า การจะเรียกใช้ผู้ดูแลที่มีความเก๋าเกมตลอดเวลานั้นไม่ค่อยสะดวกนัก สู้หาเด็กวัยรุ่นซื่อๆ มาหลอกใช้ดมกลิ่นหาข้อมูลยังจะเข้าท่ากว่าเป็นไหนๆ
[จบบท]