บทที่ 62 : สั่งสอนเถาอี๋หรันให้รู้สำนึก
ถังหรงรู้สึกเหนื่อยหน่ายใจอย่างบอกไม่ถูก หลังจากใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาหลายวัน ใต้ชายคาเดียวกันนี้เองที่ทำให้เขาเริ่มมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของภรรยา เขาพบว่าเถาอี๋หรันนั้นค่อนข้างรักความสบายและเกียจคร้าน ซ้ำยังมีนิสัยตระหนี่ถี่เหนียวหยุมหยิมจนน่าอึดอัด
จนถึงตอนนี้ นอกจากคนในเรือนชุนหัวแล้ว ไม่มีใครในจวนโหวรู้สึกว่านางดีเลยแม้แต่คนเดียว หากแม้แต่บ่าวไพร่ในเรือนยังซื้อใจไม่ได้ แล้วจะไปหวังพึ่งให้นางช่วยดึงดูดผู้คนภายนอกมาเป็นพวกได้อย่างไร
"ชิงม่อต้องออกไปสืบข่าวสารต่างๆ ในมือเขาจะขาดเงินไม่ได้ พวกผู้ดูแลในเรือนส่วนหน้าก็ต้องหาโอกาสตกรางวัลซื้อใจเอาไว้บ้าง เรื่องพวกนี้มีแต่จะเป็นผลดีกับพวกเราทั้งนั้น"
ถังหรงพยายามอธิบายอย่างละเอียดถี่ถ้วน หวังให้ภรรยารับรู้ถึงหน้าที่ที่ควรต้องจัดการดูแล ทว่าอีกฝ่ายกลับแสดงสีหน้ารำคาญใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
"เรื่องจุกจิกพวกนี้มอบให้กูกูไช่จัดการก็สิ้นเรื่อง กูกูไช่อยู่ที่นี่มานาน ย่อมคุ้นเคยกับบ่าวไพร่พวกนั้นดี"
"ให้กูกูหลิวคอยช่วยดูแลอยู่ห่างๆ ก็พอแล้ว"
ไม่พูดเปล่า นางยังร้องเรียกกูกูไช่และกูกูหลิวให้เข้ามาด้านใน ซ้ำยังบอกให้ถังหรงทวนคำพูดเมื่อครู่อีกรอบ เพื่อให้หญิงรับใช้อาวุโสทั้งสองรับหน้าที่นี้ไปจัดการแทน
การกระทำนั้นทำให้ถังหรงถึงกับเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตะลึง ความคุกรุ่นก่อตัวขึ้นในอกอย่างเงียบเชียบ เขาอยากจะต่อว่านางเหลือเกินว่า การเป็นภรรยาของถังหรงไม่ใช่แค่นั่งชมดอกไม้แต่งกลอนไปวันๆ หน้าที่หลายอย่างที่เขาไม่สะดวกออกหน้าล้วนต้องพึ่งพาให้หลังบ้านเป็นผู้จัดการ ทว่าพอมองเห็นท่าทีไม่ยี่หระของภรรยา ความโกรธก็ยิ่งทวีคูณ
"ถ้าอย่างนั้นก็ให้กูกูไช่จัดการ"
"กูกูไช่ ตามข้ามาที่ห้องหนังสือ"
ถังหรงรู้ดีว่าฐานะของกูกูไช่นั้นไม่เหมาะสม ซ้ำยังขาดวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล แต่ในเมื่อเขาไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ เขาจึงตั้งใจจะใช้หญิงรับใช้อาวุโสผู้นี้เป็นเครื่องมือเพื่อสั่งสอนให้เถาอี๋หรันได้รู้สำนึกเสียบ้าง
"กูกูไช่ อี๋หรันเพิ่งแต่งเข้ามา หลายเรื่องนางยังไม่ประสีประสา รบกวนเจ้าคอยชี้แนะนางด้วย"
"ซื่อจื่อวางใจเถิดเจ้าค่ะ ฮูหยินน้อยใหญ่เคยชินกับการถูกตามใจตอนอยู่บ้านเดิม คงต้องใช้เวลาปรับตัวอีกสักพัก ข้าน้อยจะคอยตักเตือนนางเองเจ้าค่ะ"
"อืม เจ้าอยู่รับใช้ข้างกายข้ามาตลอด ข้าไว้ใจเจ้าที่สุด มีหลายเรื่องที่เจ้าต้องช่วยข้าจัดการ"
หญิงรับใช้อาวุโสได้ยินดังนั้นก็หูผึ่ง ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที นางคิดเอาไว้ไม่มีผิดว่าซื่อจื่อขาดนางไม่ได้ ภรรยาเอกที่เอาแต่นั่งเสวยสุขไปวันๆ เช่นนั้นจะไปช่วยงานอันใดซื่อจื่อได้
"ซื่อจื่อมีเรื่องอันใด สั่งข้าน้อยมาได้เลยเจ้าค่ะ"
เหตุการณ์กลับกลายเป็นว่าอำนาจการดูแลเรือนชุนหัวตกไปอยู่ในมือของกูกูไช่ทั้งหมด ทางด้านกูกูหลิวได้แต่มองตาปริบๆ ด้วยความเจ็บใจ ทว่าเถาอี๋หรันกลับรู้สึกเบาสบายและพึงพอใจอย่างยิ่ง
ในสายตาของหญิงสาว บ่าวไพร่ก็คือสิ่งของที่นายท่านมอบให้ มีหน้าที่ตกระกำลำบากแทนผู้เป็นนาย หากทำผลงานได้ไม่ดีก็แค่ไล่ตะเพิดออกไป ต่อให้กูกูไช่จะเก่งกาจสักเพียงใด ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงแค่ข้าทาสคนหนึ่งเท่านั้น
ส่วนกูกูหลิวที่ทนดูสภาพน่าอึดอัดนี้ไม่ไหว นางหาข้ออ้างหลบเลี่ยงออกจากจวน ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปยังตระกูลเถาทันที
ในช่วงที่ถังโม่ออกไปทำธุระข้างนอก บ่าวรับใช้ที่คอยสืบข่าวได้นำเรื่องราวความวุ่นวายในเรือนชุนหัวมารายงานให้ซินอันรับรู้
เวลานั้นซินอันกำลังง่วนอยู่กับการเลือกพับผ้าไหมสำหรับตัดชุดใหม่ เมื่อได้ฟังรายงาน นางก็ชะงักมือไปชั่วครู่ ก่อนจะระบายยิ้มบางเบาออกมา
ในชีวิตที่แล้ว ถังหรงมักจะพร่ำเพ้อเชิดชูความบริสุทธิ์ผุดผ่องของเถาอี๋หรันอยู่เสมอ เขามองว่านางช่างสง่างามและไร้กิเลสทางโลก ยามที่ความปรารถนาของเขาไม่ถูกเติมเต็ม เขาก็พร้อมจะทำตัวราวกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ต่อให้ไม่ได้ครอบครองเรือนร่าง ขอเพียงได้ครอบครองหัวใจก็ยังดี
ทว่าในชีวิตนี้ เมื่อเขาสมปรารถนาได้แต่งนางเข้ามาเป็นภรรยา ความน่าเบื่อหน่ายก็ตามมาติดๆ ซ้ำยังก่อกำเนิดกิเลสและความต้องการใหม่ๆ ขึ้นมาอย่างไม่จบสิ้น นางนึกสงสัยอยู่ลึกๆ ว่าเถาอี๋หรันจะสามารถตอบสนองความคาดหวังอันไร้ที่สิ้นสุดของสามีไปได้อีกนานแค่ไหน
กูกูหวังจัดการยกพับผ้าที่นายหญิงเลือกเอาไว้ไปวางกองรวมกันด้านข้าง ก่อนจะแสดงความคิดเห็นออกมา
"หลายวันมานี้ข้าน้อยได้ยินบ่าวไพร่ซุบซิบกัน ว่ากันว่าตอนที่ฮูหยินน้อยใหญ่อยู่บ้านเดิม นางก็ไม่เคยหยิบจับงานบ้านงานเรือนเลย เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการแต่งกลอนและวาดภาพ แล้วกูกูไช่ผู้นั้น..."
หญิงรับใช้อาวุโสจงใจทิ้งท้ายประโยคเอาไว้ นางแค่อยากจะสื่อให้เห็นว่า การที่นายหญิงของเรือนไม่ยอมกุมอำนาจจัดการสิ่งใด ซ้ำยังปล่อยปละละเลยให้หญิงรับใช้แก่ๆ คนหนึ่งขึ้นมาชี้นิ้วสั่งการแทน ย่อมไม่ใช่ลางดีอย่างแน่นอน
ซินอันหมุนตัวเดินไปนั่งพักที่เก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างอารมณ์ดี
"เพราะอย่างนี้ข้าถึงต้องขอบคุณสวรรค์ ที่ท้ายที่สุดแล้วคนที่ข้าแต่งด้วยไม่ใช่ถังหรง"
กูกูหวังพยักหน้ารับพร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนหน้านี้นางอาจจะเคยรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ ที่นายหญิงพลาดตำแหน่งฮูหยินซื่อจื่อ ทว่ามาตอนนี้นางกลับรู้สึกพึงพอใจในตัวถังโม่อย่างหาที่สุดไม่ได้ ต่อให้เขาจะไม่ได้สืบทอดบรรดาศักดิ์แล้วอย่างไร ขอเพียงเขาคอยปกป้องทะนุถนอมคุณหนูของนาง ซ้ำยังดีต่อตระกูลซิน เท่านี้ก็ประเสริฐกว่าสิ่งใดแล้ว
ไม่นานนักหนานเฟิงก็เดินเข้ามารายงานว่าพ่อบ้านจางมาขอเข้าพบ
"พ่อบ้านจางแจ้งว่ามีเทียบเชิญมาส่งถึงฮูหยินรองเจ้าค่ะ"
"เชิญเขาไปรอที่โถงรับรอง"
พูดจบซินอันก็ลุกขึ้นยืนจัดระเบียบเสื้อผ้า ทางด้านกูกูหวังก็รู้หน้าที่ รีบหมุนตัวเดินไปที่ตู้เก็บเงิน นางใช้กรรไกรตัดก้อนเงินออกมาขนาดพอเหมาะแล้วเก็บใส่แขนเสื้อ จากนั้นก็เลือกหยิบกำไลเงินเกลียวคู่ที่มีน้ำหนักไม่เบาพร้อมกับพับผ้าไหมเนื้อดีอีกหนึ่งพับ วางจัดเรียงลงบนถาดไม้และคลุมทับด้วยผ้าสีแดงอย่างประณีต เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จสรรพจึงเดินตามนายหญิงออกไป
"เรียนฮูหยินรอง ฮูหยินน้อยใหญ่ตระกูลหลิวส่งเทียบเชิญมา เชิญท่านไปฟังงิ้วที่หอป่าวอินในวันมะรืนขอรับ"
กูกูหวังก้าวเข้ามารับเทียบเชิญจากมือพ่อบ้านจางแล้วส่งต่อให้ซินอัน เมื่อหญิงสาวกวาดสายตาอ่านข้อความบนกระดาษจบ นางก็คลี่ตัวยิ้มออกมาบางๆ
"รบกวนพ่อบ้านจางช่วยส่งคนไปตอบกลับที บอกว่าข้าจะไปตามนัดหมาย"
พ่อบ้านจางประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม พร้อมกับเอ่ยปากรับคำอย่างว่าง่าย ซ้ำยังกล่าวเสริมว่าในภายภาคหน้า หากมีเทียบเชิญส่งมาถึงนางอีก เขาจะสั่งให้คนนำมาส่งมอบใส่มือของกูกูหวังโดยตรง
"ฮูหยินรองมีเรื่องอันใดจะเรียกใช้ สั่งผ่านกูกูหวังมาได้เลยขอรับ"
ซินอันพยักหน้ารับด้วยความพอใจ
"ข้าได้ยินมาว่าพ่อบ้านจางเป็นเสมือนแขนซ้ายแขนขวาของท่านพ่อ เรื่องน้อยใหญ่ในจวนโหวล้วนต้องพึ่งพาท่านให้ช่วยจัดการดูแล วันนี้ยังต้องลำบากท่านเดินมาส่งเทียบเชิญด้วยตัวเองอีก ลำบากท่านแล้ว"
"ได้แบ่งเบาภาระของเจ้านาย จะถือเป็นความลำบากได้อย่างไรขอรับ"
พ่อบ้านจางมีรูปร่างค่อนข้างท้วม ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มแย้มอยู่เป็นนิจ ทำให้ผู้คนรอบข้างมักจะเผลอลดเกราะป้องกันลงโดยไม่รู้ตัว ทว่าซินอันกลับไม่กล้าประเมินชายผู้นี้ต่ำเกินไป นางรู้ดีว่าเขาคือคนที่นายท่านผู้เฒ่าตระกูลถังคัดเลือกมาด้วยตัวเองตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อให้มาคอยรับใช้ข้างกายถังกัง เขาเป็นคนที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของบิดาสามีอย่างมาก ซ้ำที่สำคัญที่สุด ชายผู้นี้ไม่ใช่บ่าวไพร่ที่เซ็นสัญญาซื้อขายทาสกับจวนโหว
"ได้ยินพวกบ่าวไพร่ในจวนคุยกันว่าอีกสองวันจะเป็นวันครบรอบวันเกิดมารดาของท่าน ท่านตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงสักกี่โต๊ะหรือ"
พ่อบ้านจางประสานมือโค้งกายด้วยความซาบซึ้งใจ
"ขอบพระคุณฮูหยินรองที่ใส่ใจขอรับ ข้าน้อยเองก็อยากจะจัดงานให้สมเกียรติ ทว่าท่านแม่บอกว่าเป็นเพียงแค่วันเกิดธรรมดาเท่านั้น ถึงวันนั้นข้าน้อยตั้งใจจะขอความกรุณาจากนายท่านโหวเพื่อลางานสักหนึ่งวัน จะได้พาครอบครัวมารวมตัวกินข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตาก็ถือว่าเป็นการฉลองแล้วขอรับ"
กูกูหวังอาศัยจังหวะนี้เดินถือถาดไม้ก้าวออกไปด้านหน้า
"ฮูหยินรองของพวกเราใส่ใจผู้อื่นเสมอเจ้าค่ะ นางบอกว่าการที่ผู้หลักผู้ใหญ่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงถือเป็นพรประเสริฐของลูกหลาน จึงหวังให้มารดาของท่านอายุยืนยาวเป็นร้อยปี นี่เจ้าค่ะ ฮูหยินรองอุตส่าห์เลือกของขวัญสองชิ้นนี้ด้วยตัวเอง หวังว่าจะได้มีส่วนร่วมรับความสิริมงคลด้วย หวังว่าพ่อบ้านจางจะไม่รังเกียจนะเจ้าคะ"
ผ้าพับนั้นไม่ใช่ผ้าไหมหรูหราล้ำค่าอันใด ทว่าลวดลายและเนื้อผ้ากลับเหมาะสมกับฐานะมารดาของผู้ดูแลจวนเป็นอย่างยิ่ง ส่วนกำไลเงินก็มีลวดลายประณีตบรรจง มองปราดเดียวก็รู้ว่าค่าแรงช่างฝีมือนั้นมีมูลค่าสูงกว่าตัวเนื้อเงินเสียอีก ของขวัญชิ้นนี้ไม่ได้ดูยิ่งใหญ่จนเกินงาม แต่ก็ไม่ได้ด้อยค่าจนน่าเกลียด
พ่อบ้านจางลอบชื่นชมในใจ ซินอันสมกับเป็นบุตรสาวที่เติบโตมาจากจวนพ่อค้าเกลือโดยแท้ การมอบของขวัญเช่นนี้ทำให้เขาสามารถรับไว้ได้โดยไม่ต้องรู้สึกตะขิดตะขวงใจ ซ้ำยังเป็นของที่นำไปใช้งานได้จริง ทั้งหมดนี้ล้วนแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจอย่างลึกซึ้งของนาง เขาจึงรีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
"ขอบพระคุณฮูหยินรองที่เมตตาขอรับ หากท่านแม่ของข้าน้อยทราบเรื่อง คงจะดีใจจนเอาแต่พูดถึงเรื่องนี้ไปทั้งวัน"
"พ่อบ้านจางเกรงใจเกินไปแล้ว ขอเพียงมารดาของท่านมีความสุข ข้าก็พอใจแล้ว"
เมื่อการสนทนาจบลง กูกูหวังก็เป็นฝ่ายเดินไปส่งพ่อบ้านจางที่หน้าประตูด้วยตัวเอง เมื่อถึงหน้าประตู นางก็จัดการยื่นถาดของขวัญส่งให้เขา พร้อมกับแอบยัดก้อนเงินที่เตรียมไว้ยัดใส่มืออีกฝ่ายอย่างแนบเนียน
"พ่อบ้านจาง ฮูหยินรองของพวกเราเพิ่งจะแต่งเข้ามาอยู่ในจวนได้ไม่นาน กฎระเบียบหลายอย่างก็ยังไม่ค่อยรู้ความนัก ภายหน้าคงต้องรบกวนพ่อบ้านจางคอยชี้แนะและดูแลนางด้วยนะเจ้าคะ"
พ่อบ้านจางระบายยิ้มกว้าง
"ฮูหยินรองเป็นคนเฉลียวฉลาด ข้าน้อยเชื่อว่าชี้แนะเพียงเล็กน้อยนางก็คงเข้าใจได้ไม่ยาก รบกวนท่านฝากไปบอกฮูหยินรองให้วางใจเถิดขอรับ คนในจวนโหวมีไม่มาก กฎระเบียบก็ไม่ได้จุกจิก เจ้านายแต่ละท่านล้วนนิสัยดีพูดคุยง่ายทั้งนั้น"
กูกูหวังพยักหน้ารับคำ
"เจ้าค่ะ ฮูหยินรองของข้าก็ซาบซึ้งในความเมตตาของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังและฮูหยินใหญ่เช่นกัน นางมักจะบอกเสมอว่านายท่านโหวต้องแบกรับภาระในจวนโหวไว้มากมายนัก จึงพยายามคอยกระตุ้นให้คุณชายรองช่วยแบ่งเบาภาระของบิดาอยู่เสมอ"
"เพียงแต่ฮูหยินรองกับคุณชายรองอายุยังน้อย หลายสิ่งหลายอย่างอาจจะยังคิดอ่านไม่รอบคอบนัก วันข้างหน้าคงต้องพึ่งพาพ่อบ้านจางให้คอยช่วยชี้แนะให้พวกเขาทำงานได้รัดกุมขึ้นแล้วเจ้าค่ะ"
พ่อบ้านจางพยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจ
"เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้ว"
หลังจากก้าวเดินออกจากเรือนชิวสือ พ่อบ้านจางก็ประคองพับผ้าไหมในมือเอาไว้อย่างเปิดเผย ไม่คิดจะซุกซ่อนหลบสายตาผู้ใดแม้แต่น้อย การได้รับของกำนัลจากผู้เป็นนายถือเป็นเรื่องน่าภาคภูมิใจ ตกบ่ายวันเดียวกันนั้น เขาจึงนำเรื่องที่ซินอันมอบของขวัญให้มารดาของตนไปรายงานให้ถังกังได้รับรู้
แน่นอนว่าเรื่องก้อนเงินสินน้ำใจที่แอบซุกซ่อนไว้ในแขนเสื้อนั้น เขาไม่ปริปากบอกผู้ใดแม้แต่ครึ่งคำ
[จบบท]