บทที่ 72 : แผนการของหวังซื่อ
เถาอี๋หรันมีสีหน้าอิดโรยไร้เรี่ยวแรง นางไม่อยากตื่นเช้ามาทำความเคารพผู้ใหญ่ ไม่อยากปั้นหน้าประจบประแจงใคร และเกลียดการฝืนใจทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ทว่าทั้งถังหรงและมารดาแท้ๆ กลับคอยบีบบังคับให้นางต้องทนทำสิ่งเหล่านี้อยู่ร่ำไป คิดแล้วก็พาให้อารมณ์ขุ่นมัว
เมื่อปรายตาไปเห็นซินอันที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กัน ภาพสตรีที่สวมอาภรณ์สีแดงสดสลับเขียว ประดับประดาเรือนร่างด้วยเครื่องประดับล้ำค่าราวกับกลัวคนอื่นจะไม่รู้ว่าตนเองร่ำรวย ก็ยิ่งทำให้เถาอี๋หรันรู้สึกขัดตา ร่างบางขยับถอยห่างออกมาอีกก้าวราวกับรังเกียจ เกรงว่ากลิ่นอายเหม็นสาบของพวกพ่อค้าหน้าเลือดจะลอยมาติดตัว
ซินอันเห็นกิริยานั้นก็ลอบกลอกตาเบาๆ ในใจ นางเองก็ขยับถอยห่างออกมาเช่นกัน ขืนยืนใกล้กว่านี้เกรงว่าจะเผลอลงไม้ลงมือกับอีกฝ่ายเข้า
เมื่อหวังซื่อเดินเข้ามาถึงด้านใน ถังหรงและคนอื่นๆ ก็รีบก้าวเข้าไปทำความเคารพทันที
หวังซื่อเพียงแค่ส่งเสียงรับรู้เบาๆ ในลำคอ ก่อนจะเบนสายตาไปหยุดอยู่ที่เถาอี๋หรัน
"พักผ่อนมาหลายวันแล้ว ร่างกายดีขึ้นบ้างหรือยัง"
เถาอี๋หรันขานรับในลำคอเบาๆ
"ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ"
หวังซื่อมองหน้าสะใภ้ใหญ่แล้วสั่งสอนด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
"เจ้าเป็นหลานสะใภ้คนโตของจวนโหว เป็นถึงภรรยาของซื่อจื่อ ภาระหน้าที่ในการสืบสกุลนั้นหนักหนานัก เรื่องตื่นเช้ามาทักทายข้านั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่เรื่องทายาทจะปล่อยให้ล่าช้าไม่ได้เด็ดขาด"
"หากรู้สึกไม่สบายตรงไหนก็รีบรักษาบำรุงให้ดี ต้องเห็นแก่สุขภาพของตนเองเป็นสำคัญ"
พูดจบก็ตวัดสายตาไปมองทางถังหรง
"ข้าดูแล้วภรรยาของเจ้าสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก ได้ยินมาว่าแต่กำเนิดก็มีร่างกายอ่อนแอ ในฐานะสามีเจ้าต้องใส่ใจนางให้มาก ยาบำรุงที่ควรต้มก็อย่าได้ขาด การตั้งครรภ์คลอดบุตรนั้นลำบากนัก หากร่างกายไม่แข็งแรงย่อมไม่ส่งผลดี เจ้าต้องตระหนักเรื่องนี้เอาไว้ให้จงหนัก"
คำบีบคั้นเรื่องทายาทจากผู้เป็นมารดานับว่าสร้างความกดดันได้ดีที่สุด ถังหรงรีบประสานมือค้อมศีรษะรับคำ
"ขอบพระคุณท่านแม่ที่ชี้แนะ ลูกเข้าใจแล้วขอรับ"
เถาอี๋หรันเองก็รีบย่อกายลงทำความเคารพเช่นกัน
"สะใภ้เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ"
หวังซื่อยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
"วันนี้มีธุระต้องจัดการอีกมาก ข้าจะไม่รั้งพวกเจ้าไว้อยู่กินข้าวด้วยหรอก เวลานี้ยังเช้าอยู่ กลับไปนอนพักผ่อนต่ออีกสักหน่อยเถิด"
ท่าทีห่วงใยเช่นนี้ ใครเล่าจะกล้าตำหนิว่านางไม่ใช่แม่เลี้ยงที่โอบอ้อมอารีและมีเมตตา?
เดิมทีถังหรงตั้งใจจะอยู่รอดูว่าเช้านี้มารดาจะจัดการธุระอันใด ทว่าเมื่อหวังซื่อเอ่ยปากไล่กลายๆ เช่นนั้น เขาจึงทำได้เพียงพาเถาอี๋หรันเดินกลับออกมา
พอก้าวพ้นประตู เถาอี๋หรันก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก นางหมายมั่นปั้นมือไว้ว่าพรุ่งนี้เช้า หากมาทำความเคารพอีก จะต้องหาทางทำให้หวังซื่อเอ่ยปากอนุญาตให้นางพักผ่อนมากๆ และไม่ต้องตื่นเช้ามาทักทายอีกให้จงได้
"ท่านแม่ช่างมีเมตตา พูดจามีเหตุผลทุกคำ ร่างกายของข้ามันอ่อนแอเกินไปจริงๆ วันนี้ข้าเชิญหมอมาตรวจชีพจรแล้ว ข้าอยากจะรีบบำรุงร่างกายให้แข็งแรง จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระของท่านพี่"
ถังหรงฟังแล้วก็แอบแปลกใจอยู่ลึกๆ ทว่านอกจากความยินดีแล้ว เขากลับรู้สึกว่าคำพูดโอนอ่อนเช่นนี้ไม่น่าจะหลุดออกมาจากปากคนที่มีนิสัยเย่อหยิ่งอย่างนางได้เลย
เถาอี๋หรันช้อนสายตามองสามีแล้วเอื้อนเอ่ยเสียงหวาน
"ในเมื่อข้าแต่งให้ท่านแล้ว ก็สมควรเป็นภรรยาที่ดีคอยสนับสนุนท่าน เรื่องเมื่อหลายวันก่อนถือเสียว่าข้าเลอะเลือนก็แล้วกัน ก็เลยไม่รู้ธรรมเนียมว่าควรทำตัวอย่างไร"
ก่อนหน้านี้ทั้งสองเพิ่งจะตบตีฝีปากกันมา ถังหรงยังมีตะกอนขุ่นข้องหมองใจอยู่บ้าง ทว่าพอได้ยินเถาอี๋หรันยอมอ่อนข้อให้เช่นนี้ ความขุ่นมัวก็มลายหายไปจนสิ้น เขารีบกุมมือภรรยาเอาไว้แน่น
"โทษข้าเองที่ไม่คอยดูแลเอาใจใส่เจ้าให้ดี ประเดี๋ยวข้าจะให้คนไปตามหมอมาตรวจ ร่างกายของเจ้าจะต้องกลับมาแข็งแรงแน่นอน"
เถาอี๋หรันบอกกล่าวว่าตนเองมีหมอประจำตัวอยู่แล้ว
"เขาตรวจดูอาการข้ามาหลายปี รู้จักโรคประจำตัวของข้าดี เวลาที่ข้าไม่สบาย พอได้กินยาของเขาก็จะดีขึ้นทันตาเห็น ประเดี๋ยวค่อยให้กูกูหลิวไปเชิญเขาก็แล้วกัน"
รักษามาตั้งหลายปีแต่กลับกลายเป็นสภาพร่อแร่พร้อมจะล้มหมอนหนอนเสื่อได้ทุกเมื่อ ทว่าในยามนี้ถังหรงกลับไม่รู้สึกถึงความผิดปกติอันใด เขายังคงพยักหน้ารับอย่างเอาใจ
"ถ้าต้องใช้ยาบำรุงราคาแพง ก็ไปขอเบิกจากคลังของท่านแม่ได้เลย ขอแค่ทำให้ร่างกายเจ้าดีขึ้น ต่อให้เป็นยาล้ำค่าแค่ไหนข้าก็จะหามาให้"
เถาอี๋หรันส่งสายตาหวานเชื่อม ใบหน้าแดงระเรื่อด้วยความเอียงอาย
"ท่านพี่ดีกับข้าที่สุดเชียว"
นางหารู้ไม่ว่า การลงทุนลงแรงปั้นหน้าเสแสร้งทั้งหมดนี้นั้นเปล่าประโยชน์สิ้นดี เพราะอันที่จริงแล้ว หวังซื่อเองก็ไม่อยากเห็นหน้านางเช่นกัน
นับจากวันนี้ไป หวังซื่อจะใช้ข้ออ้างเรื่องการบำรุงร่างกายเพื่อเตรียมตัวตั้งครรภ์ กักบริเวณนางไว้แต่ในเรือนชุนหัว สมดั่งใจปรารถนาของนางทุกประการ
ตัดกลับมาที่ภายในห้อง หวังซื่อกำลังนั่งฟังเหล่าพ่อบ้านแม่เรือนรายงานความเป็นไปในจวน ทั้งเรื่องการสับเปลี่ยนกำลังคน และงานต่างๆ ที่ต้องจัดการในวันข้างหน้า โดยมีซินอันนั่งฟังอยู่เงียบๆ
ภาพบรรยากาศเหล่านี้ทำให้ซินอันนึกย้อนไปถึงอดีตในชาติก่อนอยู่บ้าง
"วันนี้ ข้ามีเรื่องจะประกาศให้พวกเจ้าได้รับรู้ไว้"
หวังซื่อยกมือขึ้นเป็นเชิงเรียกให้ซินอันขยับเข้าไปหา ซินอันจึงลุกขึ้นเดินไปยืนอยู่เคียงข้างแม่สามี
"ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฮูหยินรองจะเข้ามาช่วยจัดการงานในบ้าน ถ้าวันไหนข้าไม่อยู่ หรือไม่มีเวลาดูแลความเรียบร้อย พวกเจ้าไปปรึกษาฮูหยินรองได้เลย คำพูดของนางก็เหมือนคำสั่งของข้า พวกเจ้าแค่ทำตามก็พอ"
บรรดาบ่าวไพร่ต่างค้อมกายรับคำสั่งโดยพร้อมเพรียงกัน
นับตั้งแต่วินาทีนี้ สถานะของซินอันภายในจวนโหวเว่ยหย่วนก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เมื่อบ่าวไพร่แยกย้ายกันไปหมดแล้ว หวังซื่อก็ลุกขึ้นและชวนซินอันไปกินข้าวด้วยกัน
"ออกไปข้างนอกก็เที่ยวเล่นให้สนุกเถิด ไม่ต้องรีบกลับมาหรอก"
ในสายตาของหวังซื่อ นี่เป็นครั้งแรกที่ซินอันจะได้ออกไปพบปะสมาคมกับเหล่าฮูหยินและคุณหนูในเมืองหลวง นางจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นห่วงและเอ่ยปากตักเตือนไปหลายประโยค
นางสอนตั้งแต่ธรรมเนียมการนั่งดื่มชา ไปจนถึงการเลือกหัวข้อสนทนาที่เหมาะสม ซินอันในชาติก่อนไม่เคยได้รับความใส่ใจเช่นนี้มาก่อนเลย
"ขอบพระคุณท่านแม่ที่ชี้แนะเจ้าค่ะ"
หวังซื่อแย้มยิ้มบางๆ
"จะเรียกว่าชี้แนะก็คงไม่ถูกนัก ตระกูลซินในเมืองหวยเจียงก็ถือเป็นคหบดีใหญ่ เรื่องมารยาทกิริยาของเจ้าย่อมไม่มีที่ติ การเข้าสังคมของเจ้าข้าก็เห็นว่าทำได้ดีทีเดียว แค่ธรรมเนียมประเพณีของแต่ละท้องถิ่นอาจจะต่างกันไปบ้าง เจ้าก็คอยสังเกตและระวังตัวสักหน่อยก็แล้วกัน"
แม่ผัวลูกสะใภ้นั่งคุยกันอยู่นาน จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลอยโด่งขึ้นสูง ซินอันที่กลับไปแต่งตัวใหม่อีกรอบ ก็พาชุนหยางและหนานเฟิงออกเดินทาง
แคว้นต้าเฉียนนั้นเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่ง ตามท้องถนนคลาคล่ำไปด้วยผู้คนเดินขวักไขว่ บางครั้งก็มีชาวต่างชาติหน้าตาแปลกประหลาดปะปนอยู่ด้วย ถนนหนทางสะอาดสะอ้าน บ่งบอกถึงความเป็นอยู่ที่ดีของชาวเมือง
ใช้เวลาเดินทางราวหนึ่งก้านธูป รถม้าของจวนโหวก็มาจอดเทียบที่หน้าหอป่าวอิน
ทันทีที่ก้าวลงจากรถ ซินอันก็เพิ่งรู้ว่าเหยียนเหวินฮุ่ยยังเดินทางมาไม่ถึง ทว่าห้องหับสำหรับดูงิ้วนั้นได้จองเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เสี่ยวเอ้อร์ของโรงงิ้วรีบกุลีกุจอเดินนำพวกนางขึ้นไปบนชั้นสอง ไม่นานนักน้ำชาและขนมของว่างก็ถูกยกมาจัดวางจนเต็มโต๊ะ
เวลานี้การแสดงหลักยังไม่เริ่ม มีเพียงนักแสดงฝึกหัดที่กำลังร้องงิ้วคั่นเวลาอยู่บนเวทีอย่างสุดความสามารถ นานๆ ครั้งถึงจะมีเสียงตะโกนชื่นชมดังลอยมาให้ได้ยิน
"คารวะฮูหยินขอรับ"
เสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งถือตะกร้าสานใบเล็กเดินยิ้มร่าเข้ามาหา
"ฮูหยิน วันนี้โรงงิ้วของเราจะแสดงงิ้วเรื่องใหม่ที่เพิ่งซักซ้อมกันไปเมื่อเดือนก่อน ชื่อเรื่อง 'จิ้งจอกทดแทนคุณ' เป็นการแสดงร่วมกันของเถ้าแก่ฟางและเถ้าแก่ฉิน สองยอดฝีมือประจำหอป่าวอิน ใครที่เคยดูแล้วล้วนชมว่าเยี่ยมยอดทีเดียว ท่านสนใจจะซื้อดอกไม้เงินเพื่อเป็นรางวัลและร่วมสนุกด้วยไหมขอรับ"
ภายในตะกร้านั้นเต็มไปด้วยกระดาษสีเงินที่พับเป็นรูปดอกไม้สามเหลี่ยม ตามธรรมเนียมแล้ว หากผู้ชมถูกใจการแสดงของนักแสดงคนใด ก็สามารถนำดอกไม้เงินเหล่านี้ไปเสียบไว้ที่ตัวนักแสดง เพื่อเป็นรางวัลส่วนตัวได้เลย
"ในเมื่อเจ้านำมาแล้ว ก็วางทิ้งไว้ทั้งหมดนี่แหละ"
เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มกว้างจนตาหยี รีบวางตะกร้าลงทันที
ชุนหยางสอบถามราคาและนับจำนวนดอกไม้เงิน เมื่อเสี่ยวเอ้อร์เดินคล้อยหลังไป นางก็อดไม่ได้ที่จะบ่นอุบอิบ
"คนในเมืองหลวงนี่ช่างหาวิธีได้เงินเก่งเสียจริง แค่ตะกร้าใบแค่นี้ยังตั้งสิบตำลึงเงิน"
หนานเฟิงรีบเอ่ยแย้ง
"คนที่มานั่งในห้องส่วนตัวได้ มีใครหน้าไหนที่จะเสียดายเงินแค่สิบตำลึงเงิน พวกเสี่ยวเอ้อร์เขามองออกทะลุปรุโปร่ง รู้ว่าควรจะเอาของมาเสนอขายเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม เจ้าลองดูสิ เขาไม่เห็นเดินลงไปขายดอกไม้เงินพวกนี้ที่โถงชั้นล่างเลย"
ซินอันหัวเราะเบาๆ
"ชุนหยาง เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าโรงงิ้วที่เมืองหวยเจียงน่ะหาเงินเก่งกว่านี้ตั้งเยอะ"
ชุนหยางทำท่านึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา
"เมืองหลวงนี่ช่างมีระเบียบแบบแผนดีจริงๆ"
หนานเฟิงรู้สึกสงสัยใคร่รู้ ชุนหยางจึงเล่าเรื่องราวเพื่อคลายความสงสัยให้ฟัง นางเล่าว่าคณะงิ้วในเมืองหวยเจียงมีมากมายก่ายกอง พวกเศรษฐีที่ชอบดูงิ้วก็มีเยอะ เวลาจะให้รางวัลทีก็ให้เป็นตั๋วเงินกันตรงๆ เลย
"นักแสดงบางคนที่ร้องดีๆ พอแสดงจบนะ บนหัวมีแต่ตั๋วเงินเสียบไว้เต็มไปหมด"
"บางคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังหน่อย ตามสายคาดเอวก็ยังมีตั๋วเงินยัดไว้จนแน่นทีเดียว"
หนานเฟิงเอียงคอมอง จินตนาการถึงภาพบรรยากาศที่ชุนหยางเล่ามา พลันรู้สึกว่าตะกร้าดอกไม้เงินราคาสิบตำลึงเงินตรงหน้านี้กลายเป็นของจำนวนไม่มากไปถนัดตา
จากมุมมองของห้องส่วนตัวบนชั้นสอง สามารถมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างได้อย่างชัดเจน ซินอันทอดสายตามองลงไป ก็เห็นเหยียนเหวินฮุ่ยกำลังเดินขึ้นบันไดมา โดยมีสตรีอายุน้อยในชุดกระโปรงสีเขียวเดินนำหน้า และมีสตรีอีกคนเดินตามหลังมาติดๆ คาดว่าน่าจะเป็นสหายที่นางเคยเล่าให้ฟัง
"คนที่ใส่ชุดสีเขียวเดินอยู่ตรงกลางนั่นคือคุณนายเหยียน พวกเจ้าจำหน้าเอาไว้ให้ดี"
ชุนหยางและหนานเฟิงรับคำด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ โดยเฉพาะหนานเฟิงที่รู้สึกละอายใจยิ่งนัก นางตามมาเพื่อรับใช้และคอยช่วยเหลือผู้เป็นนาย ทว่ากลับกลายเป็นว่าซินอันต้องมาคอยชี้แนะและแนะนำผู้คนให้นางรู้จักเสียเอง ช่างน่าขายหน้ายิ่งนัก
[จบบท]