บทที่ 73 : สนทนาเรื่องถังม่อก่อนชมมหรสพ
ซินอันเดินทางมาถึงสถานที่จัดแสดงมหรสพล่วงหน้าก่อนเวลา ทว่าเพิ่งจะก้าวเท้าลงจากรถม้าได้ไม่นาน เสียงทักทายอย่างอารมณ์ดีของเหยียนเหวินฮุ่ยก็ดังแว่วมาให้ได้ยิน หญิงสาวเดินอมยิ้มตรงเข้ามาหาพร้อมกับเอ่ยแซวอย่างเป็นกันเอง
"น้องสะใภ้มาเร็วทีเดียว พี่ว่าพี่ออกจากเรือนมาเร็วแล้วเชียว คิดว่าจะมาถึงเป็นคนแรกเสียอีก ที่ไหนได้นอกจากจะลงรถม้าทีหลังพี่อวี้เยี่ยนกับน้องเวินยวนแล้ว ยังมาถึงช้ากว่าเจ้าอีกรึ"
แท้จริงแล้วซินอันตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อมารอพบปะทุกคน เมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินเข้ามาทักทาย นางจึงคลี่ยิ้มกว้างรับคำด้วยท่าทีเป็นธรรมชาติ
"ตั้งแต่แยกกับพี่เหวินฮุ่ยที่ตลาดกลางคืนคราวก่อน ข้าก็ตั้งตารอเทียบเชิญของพี่มาตลอด พอคิดว่าวันนี้จะได้มาดูงิ้วด้วยกันก็เลยตื่นเร็วกว่าปกติ แทบจะอยากติดปีกบินมาหาพี่เดี๋ยวนี้เลย"
คำพูดฉอเลาะนั้นเรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงจากกลุ่มสตรีได้เป็นอย่างดี เหยียนเหวินฮุ่ยหันไปเลิกคิ้วกับสหายสตรีอีกสองคนที่ยืนอยู่ด้านข้างราวกับจะยืนยันคำพูดของตนเอง
"เห็นหรือไม่ พี่บอกแล้วว่านางเป็นคนน่ารักช่างเจรจา พี่พูดผิดที่ไหนกัน"
สตรีทั้งสองพากันแย้มยิ้มขบขัน ชิวเวินยวนซึ่งมีท่าทีร่าเริงรีบเร่งเร้าให้สหายแนะนำตัวทันที
"มัวชักช้าอยู่ทำไม รีบแนะนำพวกข้าให้นางรู้จักสิ"
เหยียนเหวินฮุ่ยผายมือไปยังสตรีผู้มีท่วงทีสง่างามเบื้องหน้า พร้อมกับอธิบายที่มาที่ไปให้ซินอันฟังอย่างละเอียด
"พี่สาวท่านนี้แซ่หลี่ บิดาของนางคือเจิ้นกั๋วกงที่ไปประจำการอยู่ชายแดนอยู่เป็นประจำ ส่วนตระกูลฝั่งสามีคือจวนเฉิงจวิ้นอ๋อง ตอนนี้นางรั้งตำแหน่งพระชายาซื่อจื่อแห่งจวนจวิ้นอ๋อง"
ซินอันได้ยินดังนั้นก็รีบย่อกายคารวะอย่างนอบน้อม หลี่อวี้เยี่ยนเพียงพยักหน้ารับเบาๆ ด้วยท่าทีไว้ตัวเล็กน้อย
"ไม่ต้องมากพิธีหรอก"
จากนั้นเหยียนเหวินฮุ่ยจึงหันไปทางสตรีอีกคนที่ดูร่าเริงสดใส บิดาของนางคือเสนาบดีกรมฮู่ปู้ ส่วนตระกูลฝั่งสามีคือจวนราชบัณฑิตหาน
"คนภายนอกเรียกนางว่าฮูหยินน้อยหาน แต่เจ้าไม่ต้องทำแบบนั้นหรอก เรียกนางว่าพี่เวินยวนก็พอ"
"สวัสดีเจ้าค่ะพี่เวินยวน"
"สวัสดีจ้ะน้องซินอัน"
ชิวเวินยวนเป็นคนที่มีนิสัยเปิดเผยตรงไปตรงมา นางพิจารณารูปร่างหน้าตาของซินอันอย่างเปิดเผย ก่อนจะเอ่ยปากชม
"ก่อนมาพี่เหวินฮุ่ยบอกว่าเจ้าสวยมาก หน้าตาก็น่ารัก เวลายิ้มก็ดูมีเสน่ห์ดึงดูดสายตา พอมาเห็นตัวจริงแล้ว พี่เหวินฮุ่ยไม่ได้โกหกเชียว"
สตรีทั้งสี่พากันหัวเราะร่วนอย่างเบิกบานใจ ก่อนที่เหยียนเหวินฮุ่ยจะเชื้อเชิญให้ทุกคนเข้าไปนั่งประจำที่ หลี่อวี้เยี่ยนกับเหยียนเหวินฮุ่ยเลือกนั่งขนาบข้างกันในตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับชมการแสดง ชิวเวินยวนขยับไปนั่งเยื้องทางขวาของหลี่อวี้เยี่ยน ส่วนซินอันเลือกนั่งเยื้องมาทางซ้ายของเหยียนเหวินฮุ่ย การจัดที่นั่งเช่นนี้ทำให้ทุกคนมองเห็นเวทีชัดเจนและยังพูดคุยกันได้สะดวก
เสียงรินน้ำชาดังขึ้นเบาๆ ซินอันมองภาพสตรีตรงหน้าแล้วลอบสะท้อนใจอยู่ในลึกๆ เมื่อชาติที่แล้วนางจำได้ดีว่าพระชายาซื่อจื่อแห่งจวนเฉิงจวิ้นอ๋องผู้นี้ ต่อมาจะได้เลื่อนขั้นเป็นพระชายาจวิ้นอ๋อง เนื่องจากเฉิงจวิ้นอ๋องทรงเป็นพระปิตุลาของฮ่องเต้ ถังหรงในอดีตต้องการความก้าวหน้าทางการทศ นางจึงต้องยอมทุ่มเทแรงกายแรงใจประจบประแจงสตรีผู้นี้สารพัด คอยปรนนิบัติพัดวีรินน้ำชาให้อย่างนอบน้อม แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่เคยได้รับความเมตตาเอ็นดูเลยสักครั้ง
ทว่าในชาตินี้ทุกอย่างกลับพลิกผัน นางได้มานั่งร่วมโต๊ะดื่มชาชมมหรสพเคียงบ่าเคียงไหล่กับอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย ช่างเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกเหลือเชื่อจริงๆ ส่วนชิวเวินยวนผู้นี้ นางก็พอจะรู้จักกิตติศัพท์อยู่บ้างว่าฮูหยินแห่งจวนราชบัณฑิตหานไม่ใช่คนที่จะรับมือได้ง่ายๆ
ระหว่างที่ความคิดกำลังล่องลอย ซินอันก็สังเกตเห็นว่าชิวเวินยวนเอาแต่จ้องมองนางอยู่ตลอดเวลา สีหน้าของอีกฝ่ายดูเหมือนมีเรื่องอยากจะถามแต่ก็อึกอักไม่กล้าพูดออกมา ซินอันจึงเป็นฝ่ายส่งยิ้มเปิดบทสนทนาเสียเอง
"พี่เวินยวนมีอะไรอยากจะพูดกับข้าหรือเปล่าเจ้าคะ"
ชิวเวินยวนหัวเราะแห้งๆ ออกมาด้วยความกระอักกระอ่วนใจ
"ก็อยากถามอยู่หรอก แต่กลัวน้องซินอันจะไม่พอใจ"
เมื่อเห็นอาการลังเล ซินอันก็พอจะเดาทางได้ทันที นางจึงชิงถามกลับไปอย่างตรงไปตรงมา
"พี่อยากรู้เรื่องที่ข้าควรจะได้แต่งกับซื่อจื่อจวนโหว แต่ไหงกลายมาเป็นฮูหยินรองใช่หรือไม่เจ้าคะ"
เรื่องซุบซิบในจวนโหวก็คงมีแต่เรื่องนี้เท่านั้นที่ชวนให้ผู้คนสงสัย ชิวเวินยวนรีบพยักหน้ารัวๆ ราวกับไก่จิกข้าวสาร
"พี่ถามละลาบละล้วงเกินไปหรือเปล่า"
ซินอันส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ บนริมฝีปาก
"ถ้าเป็นข้า ข้าก็ต้องอยากรู้เหมือนกันเจ้าค่ะ"
พอได้ยินประโยคเปิดทาง ชิวเวินยวนก็ขยับตัวเตรียมพร้อมรอฟังเรื่องสนุกอย่างเต็มที่ แม้กระทั่งหลี่อวี้เยี่ยนที่วางตัวนิ่งสงบมาตลอดยังอดไม่ได้ที่จะปรายตามองมาทางซินอัน แสดงให้เห็นว่าสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้ก็มีความอยากรู้อยากเห็นไม่ต่างกัน
ซินอันแสร้งถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง ทิ้งช่วงจังหวะให้คนฟังลุ้นระทึก
"เรื่องนี้ถ้าจะให้พูดละก็..."
"โอ๊ย รีบเล่ามาเถอะ ข้าใจร้อนจะแย่อยู่แล้ว"
ชิวเวินยวนในเวลานี้ยังเป็นเพียงสตรีวัยใสที่ยังไม่ถูกความโหดร้ายของชีวิตคู่กลืนกินจนด้านชา นางจึงแสดงความใจร้อนออกมาอย่างชัดเจน ซินอันเห็นดังนั้นก็ไม่คิดจะอิดออดอีกต่อไป
"ก็คือจวนโหวจัดเรือนหอให้พวกเราสองคู่อยู่ติดกันเลยเจ้าค่ะ มีแค่กำแพงกั้นกลางเท่านั้น วันแต่งงานคนก็เยอะแยะวุ่นวายไปหมด สุดท้ายก็เลยเดินเข้าเรือนหอสลับกันแบบงงๆ นั่นแหละเจ้าค่ะ"
คำอธิบายที่แสนจะเรียบง่ายทำเอาชิวเวินยวนเบิกตาโตด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"แค่นี้เองรึ คนตั้งเยอะตั้งแยะไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติเลยหรือไง เจ้าบ่าวเข้าห้องหอไปเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวแล้วก็ยังไม่รู้อีกรึ"
ซินอันส่ายหน้าช้าๆ ทำทีเป็นยอมรับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ
"มันก็น่าแปลกแบบนี้แหละเจ้าค่ะ ถังม่อน่ะรู้ตัวว่าเข้าผิดห้อง แต่ถังหรงเขาดีใจจัดก็เลยดื่มจนเมาแอ๋ไปเลย"
ชิวเวินยวนรีบลดเสียงให้เบาลง กระซิบถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นขั้นสุด
"แล้วเถาอี๋หรันก็เมาไปด้วยรึไง"
"ก็คงจะอย่างนั้นแหละเจ้าค่ะ"
ซินอันตัดบทดื้อๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่านางไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจอีกแล้ว
"ตอนแรกข้าก็เสียใจมาก แต่แม่ข้าบอกว่านี่คงเป็นฟ้าลิขิตมาให้เป็นแบบนี้ ข้าก็เลยมานั่งคิดดู ถังม่อเขาก็เป็นคนดีทีเดียว นิสัยใจคอก็เข้ากับข้าได้ดี"
หญิงสาวเล่าเรื่องราวทั้งหมดด้วยน้ำเสียงสบายๆ ยามที่เอ่ยถึงผู้เป็นสามี รอยยิ้มก็ประดับอยู่บนใบหน้างามไม่คลาย นางหันไปสาธยายสรรพคุณของถังม่อให้ทุกคนฟังอย่างภูมิใจ
"เขาเป็นคนชอบพูดจาหยอกล้อ หน้าตาก็หล่อเหลา ตัวก็สูง แถมยังอารมณ์ดีชอบยิ้มบ่อยๆ พ่อกับแม่ข้าเห็นแล้วยังถูกอกถูกใจเขามากเชียว"
สีหน้าของชิวเวินยวนตอนที่มองซินอันนั้น ไม่ต่างจากการมองคนโง่งมที่ถูกหลอกขายฝัน
"เจ้านี่ช่างปล่อยวางเก่งเสียจริง ถังหรงเขาเป็นซื่อจื่อจวนโหวเชียวนะ วันข้างหน้าสมบัติทุกอย่างในจวนก็ต้องตกเป็นของเขา ส่วนถังม่อน่ะ..."
ชิวเวินยวนเกือบจะหลุดปากวิจารณ์ถังม่อออกมาเสียแล้ว แต่นางยั้งปากไว้ได้ทัน เพราะคิดว่าหากพูดจาบั่นทอนจิตใจออกไป คงจะทำให้ซินอันรู้สึกแย่เปล่าๆ
ซินอันยังคงมีท่าทีทองไม่รู้ร้อน นางเอื้อมมือไปรินน้ำชาเติมให้สหายใหม่ด้วยรอยยิ้มสดใส
"มันสำคัญตรงไหนกันเจ้าคะ พ่อข้าเป็นแค่พ่อค้าเกลือ ตัวข้าก็ไม่ได้มีความรู้ความสามารถอะไรมากมาย ตอนอยู่บ้านก็เอาแต่ขี้เกียจ วันๆ คิดแต่เรื่องกินเที่ยวเล่นสนุก ขนาดวิชาดูบัญชีคิดเลข ข้ายังเพิ่งจะมาหัดเรียนเอาตอนจวนตัวเลย ดูยังไงข้าก็ไม่มีสง่าราศีพอจะเป็นฮูหยินของจวนโหวได้หรอกเจ้าค่ะ"
หญิงสาวอธิบายเหตุผลของตนเองเป็นฉากๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความพึงพอใจในชีวิตที่เป็นอยู่
"ถังม่อสิดี ไม่ต้องมานั่งแบกรับภาระเชิดหน้าชูตาตระกูล ไม่ต้องมีเรื่องปวดหัวให้หนักบ่า ส่วนเรื่องทรัพย์สมบัติในจวนข้าก็ไม่ได้สนใจหรอก ข้ามีสินสอดติดตัวมาตั้งเยอะแยะ ที่สำคัญคือถังม่อชอบพาข้าออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกบ่อยๆ ด้วย"
ซินอันพูดไปก็ยิ้มหน้าบานไปด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะอวดอ้างสรรพคุณสามีให้กลุ่มสตรีฟังต่ออย่างเมามัน
"เขาพาข้าไปเดินตลาดกลางคืนตั้งสองรอบแล้ว พาไปตระเวนเที่ยวรอบเมืองหลวง ไปดูเตะชู่จวี เมื่อไม่กี่วันก่อนก็เพิ่งพาข้าไปพักผ่อนที่เรือนพักตากอากาศแถวชานเมืองมา เสียดายก็แต่ตอนนี้เขาต้องเข้าไปรับราชการในกองทัพฝั่งเหนือแล้ว ไม่เช่นนั้นเขายังรับปากว่าจะพาข้าไปดูการแสดงกายกรรมอีกนะ"
เหยียนเหวินฮุ่ยรับฟังด้วยรอยยิ้มละมุน
"สามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกันยังไม่พ้นเดือน แต่พากันออกไปเที่ยวเล่นบ่อยขนาดนี้หาได้ยากนัก แสดงว่านิสัยใจคอของคุณชายรองถังต้องเป็นคนเปิดเผยเข้าถึงง่าย มิน่าเล่าเวลาเจ้าพูดถึงเขาทีไร แววตาถึงได้ดูมีความสุขขนาดนี้"
ชิวเวินยวนนิ่งคิดตามคำพูดของซินอันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยอย่างว่าง่าย
"ฟังดูแล้วก็เป็นชีวิตที่ดีทีเดียว เมื่อก่อนข้าไม่ค่อยได้คุยกับคุณชายรองตระกูลถังเท่าไร เลยไม่รู้มาก่อนว่าเขาจะเป็นคนมีชีวิตชีวาแบบนี้"
ภาพลักษณ์ของถังม่อที่ถ่ายทอดผ่านคำบอกเล่าของซินอันนั้น ช่างแตกต่างจากสิ่งที่พวกนางเคยรับรู้มาโดยสิ้นเชิง อย่างเช่นในความคิดของชิวเวินยวน ถังม่อก็ไม่ต่างอะไรกับตัวน่ารังเกียจที่คอยสร้างความรำคาญใจ เขามักจะทำตัวโดดเด่นแข่งกับถังหรงอยู่เสมอ ชอบเรียกร้องความสนใจและไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว ทำให้ผู้คนที่พบเห็นรู้สึกไม่ชอบใจนัก
หลี่อวี้เยี่ยนที่นั่งเงียบฟังอยู่นานอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามในสิ่งที่ตนเองสงสัยบ้าง
"แล้วเถาอี๋หรันเป็นอย่างไรบ้าง"
ซินอันทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะให้คำตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้
"จะว่าดีก็คงดีแหละเจ้าค่ะ แต่ถ้าจะว่าไม่ดีมันก็มีส่วนที่ไม่ค่อยดีอยู่เหมือนกัน"
"หมายความว่ายังไง"
ยังไม่ทันที่ซินอันจะอธิบายขยายความ เด็กรับใช้ที่เดินเร่ขายดอกไม้เงินก็โผล่มาขัดจังหวะพอดี ซินอันเพียงแค่ปรายตามอง ชุนหยางที่รู้หน้าที่ก็รีบควักเงินกว้านซื้อดอกไม้เงินทั้งหมดมาถือไว้ พร้อมกับกำชับไม่ให้เด็กรับใช้คนนั้นเข้ามารบกวนเจ้านายอีก
เมื่อบรรยากาศกลับมาสงบอีกครั้ง ซินอันจึงเริ่มเล่าความเป็นไปในเรือนของอดีตสามีให้สหายกลุ่มใหม่ฟัง
"พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่เพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ พวกเขาก็รักใคร่กลมเกลียวตัวติดกันเป็นตังเมนั่นแหละเจ้าค่ะ เพียงแต่ร่างกายของพี่สะใภ้ใหญ่ไม่ค่อยจะแข็งแรงนัก นางมักจะเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ อยู่ตลอด เลยไม่ค่อยได้ออกจากเรือนไปไหน บางทีสองสามวันข้ายังไม่เห็นหน้านางเลยด้วยซ้ำ"
ถ้อยคำที่ดูเหมือนจะราบเรียบ แต่หากตั้งใจฟังให้ดีกลับแฝงนัยยะความหมายบางอย่างเอาไว้มากมาย ชิวเวินยวนผู้มีนิสัยอยากรู้อยากเห็นเป็นทุนเดิมรีบซักไซ้ไล่เลียงต่อทันที
"ตอนนั้นเจ้าไม่คิดอยากจะตามไปฉีกอกนางบ้างรึ"
ซินอันพยักหน้ารับอย่างตรงไปตรงมา
"ก็เกือบไปแล้วเหมือนกัน วันนั้นข้าโมโหแทบคลั่ง อยากจะรื้อจวนโหวให้ราบเป็นหน้ากลอง อยากจะขึ้นไปคร่อมตัวเถาอี๋หรันแล้วข่วนหน้าให้เสียโฉม จากนั้นก็สับถังหรงเป็นชิ้นๆ แล้วเอาไปโยนให้หมากินซะ"
ชิวเวินยวนกะพริบตาปริบๆ ด้วยความตื่นเต้น
"แล้วเจ้าได้ลงมือทำหรือเปล่า"
ซินอันหัวเราะร่วนพลางส่ายหน้าปฏิเสธ
"ไม่ได้ทำหรอกเจ้าค่ะ เพราะท่านย่าใจดีกับข้ามาก แม่สามีก็แสนดี ที่สำคัญที่สุดคือถังม่อเขาดีกับข้ามาก"
หญิงสาวเล่าเรื่องผลประโยชน์ที่ตนเองได้รับด้วยท่าทีเบิกบานใจ
"จวนโหวยังยกเรือนพักตากอากาศชานเมืองให้ข้ากับถังม่อด้วยนะ ที่นั่นบรรยากาศดีมาก ท่านย่าก็มอบของมีค่าให้ข้าตั้งหลายอย่าง ท่านแม่ก็ด้วย บ้านข้าเป็นพ่อค้า พอข้าลองมานั่งคำนวณดูบวกลบคูณหารเสร็จสรรพ ข้าก็ว่ามันคุ้มค่าอยู่นะ ทิ้งถังหรงไปคนเดียว แต่ได้ถังม่อมาแทน แถมยังได้ทรัพย์สมบัติพวกนั้นมาอีก คิดยังไงข้าก็กำไรเห็นๆ"
[จบบท]