บทที่ 74 : เสพติดการแกล้งทำตัวไร้เดียงสา
วันนี้ซินอันจงใจเลือกใช้ลูกไม้ของเด็กสาวผู้ไร้เดียงสา ท่าทางและแววตาที่แสดงออกล้วนผ่านการซักซ้อมอยู่หน้ากระจกในห้องมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน นางตั้งใจอย่างยิ่งที่จะทำให้ตัวเองดูเหมือนคุณหนูผู้ไม่ประสีประสาเรื่องราวทางโลกให้ได้มากที่สุด
ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด เมื่อเหล่าฮูหยินได้เห็นท่าทีใสซื่อไร้เล่ห์เหลี่ยมของนาง อีกทั้งนางยังไม่แสดงความน้อยเนื้อต่ำใจในชาติกำเนิดของตนเองออกมาให้เห็นเลยสักนิด แถมตอนที่พูดถึงเรื่องถูกสลับตัวเจ้าบ่าวก็ไม่มีน้ำตาหลั่งไหลออกมาสักหยด ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็พากันหัวเราะชอบใจ
หลี่อวี้เยี่ยนที่นั่งเงียบมาตลอดก็ส่งยิ้มบางๆ แล้วถามขึ้นมา
"น้องซินเป็นคนตรงไปตรงมาจริงๆ เรื่องที่น่าแปลกใจก็คือคุณชายรองตระกูลถังนี่แหละ เขาดีเหมือนที่เจ้าเล่ามาจริงๆ หรือ?"
"ดีจริงๆ สิเจ้าคะ ท่าทางเขาดูเหมือนพวกน่าโดนจัดการ รังแกง่ายจะตายไป"
พูดจบซินอันก็หลุดหัวเราะออกมาก่อนใคร ทำเอาคนอื่นๆ พากันหัวเราะตามไปด้วย จังหวะนั้นเองเสียงเครื่องดนตรีจากชั้นล่างก็ดังแว่วขึ้นมา นักแสดงงิ้วที่ทำหน้าที่อุ่นเครื่องบนเวทีได้เดินลงไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่มีใครทันสังเกต นั่นหมายความว่างิ้วโรงใหญ่ประจำวันนี้กำลังจะเริ่มแสดงแล้ว
ชิวเวินยวนเปลี่ยนหัวข้อสนทนาหันมาวิจารณ์เรื่องงิ้ว นางให้ความเห็นเกี่ยวกับนักแสดงสองคนที่เพิ่งปรากฏตัวบนเวทีไปพักหนึ่ง ก่อนจะเหลือบไปเห็นตะกร้าดอกไม้หลายใบที่วางอยู่ด้านข้าง
"ตะกร้านี่ราคาตั้งสิบตำลึงเงินเชียวนะ น้องซินช่างร่ำรวยเหลือเกิน"
นางอดคิดในใจไม่ได้ว่าลูกสาวพ่อค้าเกลือนี่ช่างมีเงินทองมากมายจริงๆ แม้พวกนางจะดูเหมือนเป็นสตรีสูงศักดิ์ที่ใครๆ ก็ต้องเกรงใจ แต่เงินทองที่ได้จับจ่ายในแต่ละเดือนนั้นมีจำกัดจำเขี่ย หนำซ้ำรายรับยังมักจะสวนทางกับรายจ่ายอยู่เสมอ
ด้วยความที่ครอบครัวของพวกนางมีพี่น้องหลายคน สินเดิมที่ได้ติดตัวมาตอนแต่งงานก็ถูกกำหนดไว้ชัดเจน ต่อให้ได้มามากหน่อย ส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงข้าวของเครื่องใช้ที่ตั้งโชว์ไว้ให้ดูดีเท่านั้น ส่วนเงินสดที่นำมาใช้จ่ายได้จริงๆ กลับมีเพียงหยิบมือ
"ข้าก็มีแค่เรื่องนี้แหละที่พอจะเอามาอวดใครเขาได้"
ซินอันพูดติดตลกเพื่อลดความตึงเครียด
"ที่บ้านมีข้าเป็นลูกสาวแค่คนเดียว สินเดิมก็เลยเยอะกว่าคนอื่นหน่อย น่าเสียดายที่ข้ามีดีแค่ถุงเงินตุง แต่ในหัวกลับกลวงโบ๋ วันข้างหน้าพี่ชิวต้องคอยดูแลข้าด้วยนะเจ้าคะ"
"เรื่องเล็กน้อยน่า ในหัวของข้าน่ะ..."
ชิวเวินยวนเกือบจะหลุดปากโอ้อวดความฉลาดของตัวเองออกไปแล้ว แต่นางยั้งปากไว้ได้ทันแล้วหันไปทางอื่นแทน
"พี่อวี้เยี่ยนต่างหากที่มีสติปัญญาเป็นเลิศ พี่เขานี่แหละคือสตรีผู้มีความสามารถอันดับหนึ่งของเมืองหลวงตัวจริงเสียงจริง"
งิ้วที่แสดงในวันนี้คือเรื่องจิ้งจอกทดแทนคุณ เนื้อหาเล่าถึงบัณฑิตหนุ่มที่บังเอิญช่วยชีวิตสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งไว้ระหว่างเดินทางไปสอบจอหงวน ต่อมาเมื่อบัณฑิตผู้นั้นล้มป่วยจนใกล้ตาย เขาเป็นห่วงภรรยา ลูก และมารดาชราจนไม่อาจจากไปอย่างสงบได้ จิ้งจอกตัวนั้นจึงแปลงกายเป็นบัณฑิตเพื่อคอยดูแลครอบครัวแทนเขา
ทว่าในตอนท้าย จิ้งจอกกลับต้องเผชิญหน้ากับนักพรตที่มาปราบปีศาจ ในขณะที่จิ้งจอกกำลังจะถูกตีจนตาย มารดาชราของบัณฑิตก็เอาตัวเข้ามาขวางไว้ พร้อมกับร้องไห้คร่ำครวญว่าแท้จริงแล้วนางรู้ความจริงมาโดยตลอด
นักแสดงงิ้วล้วนมีฝีมือยอดเยี่ยม ทั้งการร้องและการร่ายรำ โดยเฉพาะฉากที่บัณฑิตกำลังจะสิ้นใจและพรรณนาถึงความอาลัยอาวรณ์ที่มีต่อครอบครัว ท่วงทำนองและการแสดงในฉากนั้นบีบคั้นอารมณ์จนทำให้ฮูหยินทุกคนในห้องต้องยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตา ชิวเวินยวนนั้นร้องไห้หนักกว่าใครเพื่อน
แม้แต่ซินอันเองก็ถูกอารมณ์ของตัวละครดึงเข้าไปในเนื้อเรื่องอย่างจัง ภาพตรงหน้าไปสะกิดความทรงจำอันเลวร้ายในชาติก่อนของนางให้หวนกลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะตอนที่นางได้รับรู้ข่าวร้ายว่าบิดามารดาประสบอุบัติเหตุระหว่างเดินทางมาหานางที่เมืองหลวง น้ำตาของนางไหลรินลงมาไม่ขาดสาย จนในที่สุดนางก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นหนักยิ่งกว่าชิวเวินยวนเสียอีก
"ตกรางวัล! ชุนหยาง เจ้ารีบเอาเงินไปตกรางวัลให้พวกเขา เอาดอกไม้เงินไปปักให้เต็มหัวนักแสดงสองคนนั้นเลยนะ ถ้าไม่พอก็ไปซื้อมาเพิ่ม!"
ชิวเวินยวนปาดน้ำตาออกจากหางตาพร้อมกับหันไปถาม
"น้องซิน ทำไมเจ้าร้องไห้หนักกว่าข้าอีก"
ซินอันที่ดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้ตอบกลับเสียงสะอื้น
"ข้าคิดถึงท่านพ่อท่านแม่ของข้าน่ะเจ้าค่ะ พวกเราอยู่ห่างกันตั้งไกล ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกทีเมื่อไหร่"
สตรีที่เหลือต่างพากันถอนหายใจด้วยความเห็นใจ พวกนางแต่งงานอยู่ในละแวกใกล้เคียง การกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมจึงเป็นเรื่องง่ายดายแค่ขยับเท้าก้าวเดิน พอคิดถึงซินอันที่ต้องแต่งงานจากบ้านเกิดมาไกลแสนไกล หนำซ้ำยังมาถูกคนบ้านสามีเล่นแง่ใส่ตั้งแต่คืนแรก พวกนางก็ยิ่งรู้สึกสงสารจับใจ
สิ่งที่พวกนางต่างรู้ดีอยู่เต็มอกแต่ไม่มีใครยอมพูดออกมาก็คือ ข้ออ้างเรื่องเมาเหล้าจนเข้าหอผิดห้องนั้นไม่มีใครเขาเชื่อกันหรอก อย่าว่าแต่ตระกูลขุนนางใหญ่โตเลย ขนาดชาวบ้านธรรมดาเวลาจัดงานแต่งงาน ก็ยังต้องหาญาติพี่น้องคอแข็งมาคอยรับหน้าช่วยดื่มเหล้าแทนเจ้าบ่าวเลย
แขกเหรื่อแม้อยากจะหยอกล้อบังคับให้ดื่มแค่ไหน ก็ย่อมรู้ลิมิตและไม่ทำเกินพอดี เพราะทุกคนต่างก็รู้ดีว่าเจ้าบ่าวต้องเก็บแรงไว้เข้าหอ แล้วระดับจวนโหวมีหรือที่จะไม่เตรียมการป้องกันเรื่องพวกนี้เอาไว้ล่วงหน้า
หรือต่อให้มองในแง่ร้ายที่สุดว่าถังหรงเมาจนไม่ได้สติจริงๆ แล้วเถาอี๋หรันจะเมาตามไปด้วยงั้นหรือ นางปรากฏตัวตามงานเลี้ยงในเมืองหลวงแทบทุกงาน เป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะไม่รู้จักหน้าค่าตาของถังหรง
เรื่องวุ่นวายทั้งหมดนี้สรุปได้ง่ายๆ ก็แค่ ฝ่ายชายไม่อยากแต่งงานกับลูกสาวพ่อค้า ส่วนฝ่ายหญิงก็ทะเยอทะยานอยากจะแต่งเข้าจวนโหวไปเป็นภรรยาของซื่อจื่อก็เท่านั้น คนที่น่าสงสารที่สุดก็คือคุณชายรองถังโม่กับซินอัน ที่ถูกจับมัดรวมกันเพื่อสนองความมักใหญ่ใฝ่สูงของคนเห็นแก่ตัวสองคนนั้น
เหยียนเหวินฮุ่ยรินน้ำชาส่งให้นาง
"รีบจิบน้ำชาเสียหน่อยเถิด นี่งิ้วเพิ่งจะเริ่มเจ้าก็ร้องไห้หนักขนาดนี้ แล้วฉากต่อไปเจ้าจะทนดูไหวหรือ"
"เห็นเขาว่าฉากหลังๆ จะยิ่งเศร้ากว่านี้อีกนะเจ้าคะ"
ซินอันรับถ้วยชามาจิบพร้อมกับซับน้ำตา นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อดึงสติกลับมา
"ตอนนี้ข้าร้องไห้จนพอใจแล้ว เดี๋ยวข้าก็ไม่ร้องแล้วล่ะเจ้าค่ะ"
ปกติแล้วซินอันก็เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้นัยน์ตาของนางเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใสๆ ก็ยิ่งดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจ เหยียนเหวินฮุ่ยเห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะพูดหยอกล้อ
"มิน่าล่ะเจ้าถึงบอกว่าคุณชายรองถังชอบหยอกล้อ พาเจ้าออกไปเที่ยวเล่น แล้วก็ดีกับเจ้าสารพัด ถ้าข้าเกิดเป็นผู้ชาย ข้าก็คงประคบประหงมเจ้าไว้กลางฝ่ามือเหมือนกันนั่นแหละ"
"เอ๊ะ?"
ซินอันช้อนตาขึ้นมองด้วยสีหน้างุนงงเล็กน้อย ชิวเวินยวนเห็นท่าทางใสซื่อนั้นก็หัวเราะร่วนออกมา
"ต้องเป็นเพราะท่าทางแบบนี้แน่ๆ ที่ทำเอาคุณชายรองถังถึงกับหลงรักจนโงหัวไม่ขึ้น ดูสิ ตอนนี้นางยังคิดจะมาโปรยเสน่ห์ใส่ข้าอีก"
ซินอันรู้ดีว่าสถานการณ์เช่นนี้หญิงสาวทั่วไปควรจะเขินอายจนหูแดง แต่นางบังคับได้แค่สีหน้าท่าทาง ไม่สามารถสั่งให้ใบหูแดงระเรื่อขึ้นมาได้ นางจึงแสร้งทำเป็นสะบัดหน้าหนีด้วยความงอน
"พวกพี่นี่ใจร้ายจริงๆ ข้าร้องไห้จนตาบวมขนาดนี้แล้ว ยังจะมาล้อข้าเล่นอยู่อีก"
แม้ภายนอกจะแสดงออกไปเช่นนั้น แต่ในใจของซินอันกลับรู้สึกขนลุกซู่กับจริตมารยาของตัวเอง นางชักจะเสพติดการแกล้งทำตัวเป็นเด็กสาวไร้เดียงสาเข้าเสียแล้ว
หลังจากได้ปลดปล่อยอารมณ์ด้วยการร้องไห้ ความอึดอัดในใจของนางก็มลายหายไปจนหมดสิ้น เมื่อหันกลับไปดูงิ้วบนเวทีอีกครั้ง แม้จะยังรู้สึกว่าสนุกอยู่ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอินจนต้องบีบน้ำตาออกมาอีก ผิดกับชิวเวินยวนที่ยังคงนั่งซับน้ำตาอยู่ข้างๆ
กระทั่งงิ้วดำเนินมาถึงฉากสุดท้าย ฉากที่มารดาชราโผเข้ากอดร่างสุนัขจิ้งจอกแล้วสารภาพกับนักพรตว่านางรู้ความจริงมาโดยตลอด ฉากนี้เรียกน้ำตาจากผู้ชมได้มหาศาล ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรีทั่วทั้งหอแสดงงิ้วต่างก็พากันเช็ดน้ำตาปอยๆ แม้แต่หลี่อวี้เยี่ยนผู้เยือกเย็นก็ยังมีดวงตาแดงเรื่อ
"งิ้วเรื่องนี้ดีเหลือเกิน บทก็เขียนมาดี นักแสดงก็เล่นดีเสียจนข้าร้องไห้เครื่องสำอางหลุดหมดแล้ว เดี๋ยวจะเดินออกไปข้างนอกยังไงล่ะเนี่ย"
ซินอันเป่าปากผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียด นางเพิ่งจะพูดจบ สาวใช้ของชิวเวินยวนก็รีบหยิบกล่องเครื่องทาหน้าเข้ามาเติมแป้งให้เจ้านายทันที สาวใช้ของเหยียนเหวินฮุ่ยและหลี่อวี้เยี่ยนเองก็ไม่รอช้า รีบขยับเข้ามาปรนนิบัติเจ้านายของตนเช่นกัน
ฮูหยินทั้งสามเพียงแค่นั่งนิ่งๆ ปล่อยให้สาวใช้จัดการกลบรอยน้ำตาบนใบหน้าจนกลับมางดงามผุดผ่องดังเดิม มีเพียงซินอันที่ไม่ได้เตรียมตัวมาพร้อมสรรพจึงได้แต่นั่งมองตาปริบๆ ทว่าในขณะที่นางกำลังจะอ้าปากพูด หนานเฟิงก็ประคองกล่องเครื่องทาหน้าเดินเข้ามา แล้วเริ่มลงมือเติมแป้งให้นางอย่างเบามือ
เหยียนเหวินฮุ่ยเห็นดังนั้นก็เอ่ยชม
"สาวใช้ของเจ้านี่หัวไวดีนะ"
แท้จริงแล้วหนานเฟิงสังเกตเห็นตั้งแต่ตอนที่ซินอันร้องไห้อย่างหนัก นางเกรงว่าเจ้านายจะหน้าตาเลอะเทอะ จึงแอบไปกระซิบถามสาวใช้ของเหยียนเหวินฮุ่ยว่าต้องใช้เครื่องทาหน้าแบบใด จากนั้นนางก็ไปขอเบิกเงินจากชุนหยาง แล้วรีบวิ่งออกไปซื้อที่ร้านข้างนอกหอแสดงงิ้ว โชคดีที่นางกลับมาได้ทันเวลาพอดี
"นี่คือคนที่แม่สามีส่งมาคอยรับใช้พวกข้าเจ้าค่ะ นางรู้หนังสือด้วยนะ"
ซินอันอธิบาย หวังซื่อส่งสาวใช้คนนี้มาให้ถังโม่ แต่ถังโม่ปฏิเสธไม่รับไว้ นางจึงรับช่วงต่อมาดูแลเอง หากจะคิดเข้าข้างตัวเองก็ถือเสียว่าแม่สามีส่งมาให้นางนั่นแหละ
หนานเฟิงลงน้ำหนักมือได้บางเบาและคล่องแคล่วยิ่งนัก เพียงชั่วครู่ซินอันก็กลับมาเป็นฮูหยินน้อยผู้สง่างามอีกครั้ง นางหยิบกระจกทองเหลืองบานเล็กที่หนานเฟิงเพิ่งซื้อมาขึ้นมาส่องซ้ายส่องขวา ชิวเวินยวนเห็นดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะกระเซ้า
"มัวแต่ส่องกระจกอยู่นั่นแหละ หลงเสน่ห์ตัวเองจนหน้ามืดไปแล้วหรือ"
ซินอันเล่นตามน้ำอย่างรู้งาน
"ทำไมข้าถึงได้สวยขนาดนี้เนี่ย"
สิ้นคำพูดของนาง เสียงหัวเราะครื้นเครงของเหล่าฮูหยินก็ดังประสานกันขึ้นมาอีกครั้ง
ทุกคนพากันลุกขึ้นยืนเตรียมตัวจะออกจากหอแสดงงิ้ว เวลานี้ใกล้จะถึงมื้อกลางวันแล้ว ซินอันจึงเอ่ยปากถามว่าพวกนางได้จองร้านอาหารเอาไว้หรือยัง เหยียนเหวินฮุ่ยหันมายิ้มกว้าง
"จองไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ปล่อยให้เจ้าต้องทนหิวหรอก ไปกันเถอะ"
แสงแดดด้านนอกค่อนข้างสว่างจ้าจนแสบตา แต่โชคดีที่พอเดินพ้นประตูหอแสดงงิ้ว พวกนางก็ก้าวขึ้นรถม้าได้ทันที เมื่อเดินทางมาถึงร้านอาหารและเข้าไปนั่งในห้องส่วนตัว บรรยากาศก็เงียบสงบปราศจากเสียงจอแจเหมือนในหอแสดงงิ้ว ทำให้พวกนางพูดคุยกันได้อย่างสนิทใจมากขึ้น
ซินอันนั่งกินอาหารไปพลาง รับฟังเรื่องราวที่สตรีเหล่านั้นสนทนากันไปพลาง สามีของฮูหยินแต่ละคนล้วนเป็นบุรุษที่เพียบพร้อมราวกับลูกรักของสวรรค์ ทุกคนล้วนโดดเด่นและมีความสามารถเหนือผู้คน หากนำเรื่องสติปัญญาและความรู้มาเทียบกันแล้ว ถังโม่คงถูกทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น
ชิวเวินยวนเป็นคนร่าเริงแจ่มใส นางเพิ่งแต่งงานได้เพียงปีเศษ พ่อแม่สามีก็ใจดีมีเมตตา ส่วนสามีก็คอยเอาอกเอาใจ ชีวิตของนางในตอนนี้จึงเต็มไปด้วยความสุขและไร้เดียงสา ทว่าในความทรงจำจากชาติก่อนของซินอัน ภาพลักษณ์ของชิวเวินยวนช่างแตกต่างจากตอนนี้ราวฟ้ากับเหว
เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี คำจำกัดความเดียวที่ซินอันนึกออกเมื่อนึกถึงชิวเวินยวนก็คือคำว่า 'ร้ายกาจ' นั่นก็เพราะในอนาคต พี่ใหญ่ตระกูลหานสามีของนางจะมีภรรยารองและอนุภรรยาเต็มบ้าน มีลูกอนุเกิดใหม่หลายคน ชีวิตในเรือนหลังของนางจึงมีแต่ความวุ่นวายไม่รู้จักจบสิ้น
[จบบท]