บทที่ 77 : ถังกังกดดันถังหรง
หวังซื่อรู้นิสัยสามีตัวเองเป็นอย่างดี นางเดาได้ทันทีว่าถังกังย่อมไม่มีทางยอมลดตัวลงมาเอ่ยปากขอของวิเศษจากนางตรงๆ เป็นแน่ คนหน้าบางอย่างเขาพออยากได้แต่ไม่อยากเสียหน้า ก็คงทำท่าทีอึกอักอมพะนำ รอให้นางเป็นฝ่ายทนไม่ไหวแล้วถามขึ้นมาก่อน
เมื่อนางถาม เขาถึงจะทำทีเป็นลำบากใจที่จะพูด แล้วก็ปล่อยให้นางไปจัดการหาของมาประเคนให้ถึงมืออย่างง่ายดาย
ย้อนกลับไปสมัยที่เพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ หรือตอนที่ถังโม่ยังเล็ก นางก็อาจจะยอมทำตามน้ำไปบ้าง เพื่อหวังลึกๆ ว่าเขาจะหันมามอบความรักความเมตตาให้ลูกชายของนางสักนิด แต่มาถึงตอนนี้หรือ ช่างหัวประไร อยากตายก็ตายไป
ส่วนซินอันยิ่งไม่มีทางเอาของไปประเคนให้ถึงที่ เด็กคนนั้นไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ ให้พ่อสามีเลยสักนิด ซ้ำร้ายในใจคงรู้ทันว่าสองพ่อลูกคู่นั้นจ้องจะเอาสินเดิมของนางไปปูทางให้อนาคตของถังหรง ชาตินี้อย่าหวังเลยว่าจะได้เงินจากนางแม้แต่อีแปะเดียว
พอตกเย็น หวังซื่อก็เตรียมตัวไปกินข้าวที่เรือนหน้า ทว่าเพิ่งจะก้าวพ้นประตูเรือนชิวสือออกมาได้ไม่กี่ก้าว ก็บังเอิญสวนทางกับกูกูหลิวจากเรือนชุนหัวที่กำลังเดินมาส่งหมอพอดี นางจึงเข้าไปถามไถ่อาการป่วยของเถาอี๋หรันสักหน่อย
ท่านหมอประสานมือรายงานว่าฮูหยินน้อยใหญ่มีอาการอ่อนแอมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ต้องคอยบำรุงดูแลรักษาให้ดี ห้ามเหน็ดเหนื่อยเด็ดขาด และที่สำคัญที่สุดคือต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
"ฮูหยินน้อยใหญ่มีอาการนอนไม่ค่อยหลับตอนกลางคืนมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วขอรับ ต้องคอยดื่มยาเพื่อช่วยให้หลับสบายขึ้น หากพักผ่อนน้อยเกินไป อาการป่วยก็จะยิ่งหายช้า"
หวังซื่อได้ฟังก็เข้าใจเจตนาทันที นางพยักหน้ารับเบาๆ
"รบกวนท่านหมอแล้ว"
คล้อยหลังท่านหมอเดินลับตาไป หวังซื่อก็พาสะใภ้รองอย่างซินอันหมุนตัวเดินตรงเข้าไปในเรือนชุนหัว ภาพที่เห็นคือเถาอี๋หรันกำลังนั่งพิงเบาะนุ่มอยู่บนตั่งนารีด้วยท่าทีอ่อนระโหยโรยแรง ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะขยับตัวลุกขึ้นมาทำความเคารพ แม่สามีก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน
"แม่ถามท่านหมอมาแล้วนะ อาการป่วยของเจ้าน่ะจะว่าหนักก็หนัก จะว่าเบาก็เบา แต่ที่แน่ๆ คือห้ามเหนื่อยเด็ดขาด ในเมื่อเป็นแบบนี้ ต่อไปก็ไม่ต้องไปทำความเคารพแม่ตอนเช้ากับตอนเย็นแล้วล่ะ เอาเวลาไปพักผ่อนเยอะๆ ร่างกายจะได้แข็งแรงไวๆ"
เถาอี๋หรันแสร้งทำสีหน้ารู้สึกผิด
"ธรรมเนียมปฏิบัติละทิ้งไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ลูกยังไหว"
พูดจบก็ทอดถอนใจออกมาเบาๆ
"ตั้งแต่แต่งเข้ามา ลูกก็เอาแต่ป่วย ไม่ค่อยได้ไปปรนนิบัติท่านแม่ถึงในเรือน แค่นี้ก็รู้สึกผิดมากแล้ว ถ้ายังให้งดทำความเคารพตอนเช้ากับตอนเย็นอีก ขืนเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป คนอื่นต้องนินทาว่าลูกเป็นคนอกตัญญูแน่ๆ เจ้าค่ะ"
ไม่อยากเหนื่อยแต่อยากได้ชื่อเสียงจอมปลอม หวังซื่อมองออกทะลุปรุโปร่ง นางเพียงแค่ยิ้มบางๆ
"แม่ไม่ใช่คนใจแคบอะไรขนาดนั้น การทักทายตอนเช้ากับตอนเย็นมันก็เป็นแค่พิธีการ เรื่องพวกนี้จะสำคัญไปกว่าสุขภาพของเจ้าได้ยังไง"
นางเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย
"ถ้าลูกรู้สึกไม่สบายใจ ตื่นเช้ามาก็แค่หันหน้าไปทางเรือนของแม่แล้วย่อตัวเคารพก็พอแล้ว แม่ก็แค่อยากให้เจ้าดูแลสุขภาพให้ดี จะได้รีบๆ ตั้งท้อง มีทายาทสืบสกุลให้จวนโหวเร็วๆ"
เถาอี๋หรันได้ยินประโยคนั้นก็รู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก รีบค้อมศีรษะลงทันที
"ท่านแม่เมตตานัก ลูกจะจำคำสอนไว้เจ้าค่ะ จะรีบดูแลตัวเองให้แข็งแรง ท่านแม่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง"
"ดีมาก แม่จะรอวันนั้นนะ"
สตรีทั้งสองต่างสวมหน้ากากแสดงละครฉากครอบครัวสุขสันต์เข้าหากันอย่างแนบเนียน ทว่าถังหรงที่ยืนมองอยู่ด้านข้างกลับต้องพยายามข่มอารมณ์คุกรุ่นในอก เขาเคยหลงคิดไปว่าภรรยาคนนี้จะร่วมหัวจมท้ายเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับเขา แต่สุดท้ายนางกลับจ้างหมอมาตรวจโรค เพื่อหาข้ออ้างให้ตัวเองหลุดพ้นจากการไปทำความเคารพแม่สามีอย่างชอบธรรม
เขาต้องทนดูถังโม่ค่อยๆ ลืมตาอ้าปากได้ด้วยความช่วยเหลือจากซินอันและมารดา โดยที่ตัวเองไม่อาจยื่นมือเข้าไปขัดขวางอะไรได้เลย
ซ้ำร้ายพอได้รู้ข่าวว่าวันนี้ซินอันเริ่มออกไปสานสัมพันธ์กับผู้คนข้างนอก แถมยังผูกมิตรกับภรรยาของซื่อจื่อแห่งจวนเฉิงจวิ้นอ๋องได้อีก ความรู้สึกเสียใจก็ยิ่งตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่คอ
ช่องว่างความห่างชั้นระหว่างซินอันกับเถาอี๋หรันกำลังหดสั้นลงเรื่อยๆ ถ้าภรรยาของเขายังเอาแต่หมกตัวทำตัวอ่อนแออยู่แต่ในเรือนแบบนี้ต่อไป วันข้างหน้าคนภายนอกก็คงจะรู้จักแค่ฮูหยินของคุณชายรอง ไม่มีใครเห็นหัวฮูหยินของซื่อจื่ออย่างนางเป็นแน่ ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลเสียต่อตัวเขาอย่างมหาศาล
"แม่รู้ว่าอีกไม่กี่วันเจ้าก็ต้องไปรับตำแหน่งที่กรมพิธีการแล้ว แต่งานยุ่งแค่ไหนก็ต้องแบ่งเวลามาใส่ใจเมียของตัวเองบ้าง อย่ามัวแต่สนใจงานจนลืมเรื่องในบ้าน"
หวังซื่อหันมาเตือนสติลูกเลี้ยงด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เจ้าเป็นลูกชายคนโตของจวนโหว วันข้างหน้าต้องสืบทอดจวนโหว แม่เข้าใจดีว่าภาระบนบ่ามันหนัก แต่เรื่องทายาทสืบสกุลเป็นเรื่องสำคัญมากเหมือนกัน จำไว้ให้ดี"
เจอคำพูดแทงใจดำเข้าไปแบบนี้ ถังหรงยิ่งรู้สึกอึดอัดจนแทบระเบิด แต่ทำได้เพียงประสานมือรับคำ หวังซื่อเห็นดังนั้นก็ยิ้มรับ ชวนให้ทุกคนไปกินข้าวที่เรือนหน้าด้วยกัน แต่เถาอี๋หรันกลับปฏิเสธ อ้างว่ายังไม่ค่อยสบาย
อันที่จริงถังหรงเองก็ไม่อยากไปเผชิญหน้ากับใครเหมือนกัน แต่ในฐานะซื่อจื่อ เขาไม่มีทางเลือก จึงต้องจำใจหันไปพูดจาปลอบประโลมภรรยาสองสามประโยค แล้วค่อยเดินตามหลังมารดาเลี้ยงออกไป
ระหว่างทางเดินไปยังเรือนหน้า ถังโม่จงใจเดินเบียดชิดติดกับซินอันตลอดทาง คอยหาเรื่องชวนคุยเจื้อยแจ้วไม่หยุด เดี๋ยวก็เล่าว่าตลาดนกและดอกไม้ในเมืองหลวงช่วงนี้มีดอกไม้แปลกตาสวยๆ มาลงเพียบ วันหลังต้องหาเวลาแวะไปดูสักหน่อย เดี๋ยวก็คุยฟุ้งเรื่องการแข่งขันชู่จวีที่จัดขึ้นหลายนัดติดกัน บรรยากาศคึกคักสนุกสนานน่าดู
สองสามีภรรยาพูดคุยหัวเราะต่อกระซิกกันอย่างมีความสุข ปล่อยให้ถังหรงเดินตามหลังมาด้วยความรู้สึกขมขื่นใจจนบอกไม่ถูก เห็นหน้าน้องชายเอาแต่ยิ้มแป้นระริกระรี้เขาก็ยิ่งหงุดหงิด
เมื่อมาถึงโต๊ะอาหาร พอถังกังรู้ว่าเถาอี๋หรันไม่ยอมมาร่วมโต๊ะ สีหน้าของเขาก็ยิ่งมืดครึ้มบึ้งตึงกว่าเดิม พอกินข้าวเสร็จ เขาก็หันไปซักถามเรื่องราวในกองทัพฝั่งเหนือจากถังโม่พอเป็นพิธี ก่อนจะโบกมือไล่ให้สองสามีภรรยากลับไปพักผ่อน เหลือทิ้งไว้เพียงถังหรงให้อยู่คุยกันต่อ
มะรืนนี้จะเป็นวันแรกที่ถังหรงต้องไปรายงานตัวเพื่อรับตำแหน่งที่กรมพิธีการ ถังกังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ถึงขนาดยื่นสมุดพกเล่มหนึ่งให้ลูกชาย ด้านในจดบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับความชอบและอุปนิสัยของบรรดาขุนนางในกรมพิธีการเอาไว้อย่างละเอียดยิบ
"จำรายละเอียดในนี้ให้ขึ้นใจ อะไรที่ต้องเตรียมตัวก็รีบจัดการให้เรียบร้อย"
ถังหรงยื่นมือออกไปรับสมุดเล่มนั้นมาอย่างนอบน้อม พอเตรียมตัวจะขอตัวกลับ ถังกังก็เอ่ยถึงลูกสะใภ้คนโตขึ้นมาเสียก่อน
"ที่พ่อเคยบอกไปก่อนหน้านี้ เจ้าไม่ได้เก็บไปใส่ใจเลยใช่ไหม ได้ข่าวว่าวันนี้ก็จ้างหมอมาตรวจอาการอีกแล้ว แถมยังบอกว่าจะต้องพักฟื้นร่างกายไปอีกยาว ทำไม ชาตินี้เมียเจ้าจะไม่โผล่หน้าออกไปเจอคนข้างนอกเลยหรือยังไง"
น้ำเสียงของถังกังเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"เจ้าจำเป็นต้องมีเมียที่เก่งกาจและมีอำนาจคอยช่วยวางแผนให้ ขืนนางยังเอาแต่ทำตัวอ่อนแอแบบนี้ต่อไป เจ้าจะทำยังไง"
ถังกังถอนหายใจยาวก่อนจะพูดต่อด้วยความหงุดหงิด
"ดูน้องสะใภ้ของเจ้าสิ ตื่นมาทำความเคารพเช้าเย็นไม่เคยขาด แต่งเข้ามายังไม่ทันพ้นเดือน ก็เริ่มออกไปผูกมิตรกับพวกสตรีชั้นสูงได้แล้ว เห็นไหมว่านางรุกหนักแค่ไหน สถานการณ์ในจวนโหวตอนนี้เจ้าก็น่าจะรู้ดี หากปล่อยให้น้องรองของเจ้าก้าวหน้าขึ้นมาเรื่อยๆ ขุมกำลังในบ้านก็คงไม่ตกเป็นของเจ้าเพียงคนเดียวแน่"
นี่คือการกดดันอย่างโจ่งแจ้ง ถังกังรักและคาดหวังในตัวลูกชายคนโตมากก็จริง แต่เขาก็ต้องมองการณ์ไกลเผื่ออนาคตของจวนโหวด้วยเช่นกัน
ถังหรงยืนนิ่งเงียบกริบ ทำได้เพียงก้มหน้ารับฟังคำตำหนิ ถังกังโบกมือไล่ให้เขาถอยออกไป ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมาเฮือกใหญ่ ก้าวผิดเพียงก้าวเดียว ก็พาให้ล้มเหลวไปเสียทุกก้าว ในฐานะคนเป็นพ่อ เขามองออกตั้งแต่แรกแล้วว่าสักวันหนึ่งถังหรงจะต้องมานั่งเสียใจทีหลัง
ลูกสะใภ้รองคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
หากวันนั้นไม่มีเรื่องผิดพลาดจนสลับตัวเจ้าสาว แล้วซินอันได้แต่งเข้ามาเป็นภรรยาของถังหรงตามกำหนดการเดิม มันจะดีแค่ไหน
เช้าวันรุ่งขึ้น ซินอันก็ยังคงมาทำความเคารพแม่สามีเพียงลำพังเหมือนเช่นเคย หวังซื่อดึงตัวลูกสะใภ้ให้ไปช่วยจัดระเบียบข้าวของในคลังสมบัติของจวนด้วยกัน หลังจากง่วนอยู่กับการจัดของมาครึ่งค่อนวัน หวังซื่อก็จงใจคัดเลือกเครื่องประดับตกแต่งชิ้นงามๆ หลายชิ้นยื่นให้ลูกสะใภ้
"เอาไปตั้งโชว์ไว้ดูเล่นในห้องก็ดี หรือจะเก็บไว้เป็นของขวัญเวลาต้องไปเยือนใครก็เอาตามที่เห็นสมควรเลยนะ"
ไม่เพียงเท่านั้น นางยังแอบยัดตั๋วเงินใส่มือซินอันอย่างลับๆ อีกด้วย
"พวกเจ้าเพิ่งแต่งงานกัน ยังมีเรื่องต้องใช้จ่ายอีกเยอะ ถ้าเงินไม่พอใช้ก็มาขอเพิ่มที่แม่ได้ตลอด"
ซินอันยิ้มกว้าง
"เมื่อวานตอนลูกกลับมาจากข้างนอก ท่านพี่ก็ให้ตั๋วเงินมาปึกหนึ่งแล้ว วันนี้ท่านแม่ยังจะให้อีก นับไปนับมา ลูกได้กำไรเยอะเลยเจ้าค่ะ"
"เจ้ารองยอมให้เงินด้วยรึ"
หวังซื่อเลิกคิ้วถามด้วยความแปลกใจระคนสนใจ
"ให้มาแล้วเจ้าค่ะ"
ซินอันเล่าต่อว่านอกจากเงินค่าใช้จ่ายในบ้านที่ให้มาก่อนหน้านี้แล้ว เขายังยกกุญแจห้องเก็บสมบัติส่วนตัวให้นางเก็บรักษาไว้อีกด้วย
"แถมยังเอาเงินเก็บส่วนตัวทั้งหมดมาซ่อนไว้ในลิ้นชักของลูกอีก คงไม่กลัวลูกแอบเอาไปใช้หมดหรอกเจ้าค่ะ"
หวังซื่อได้ฟังก็หัวเราะร่วนออกมาอย่างเบิกบานใจ
"เห็นแบบนี้ก็รู้แล้วว่าในใจเขามีเจ้าทีเดียว"
คนเป็นแม่ย่อมรู้นิสัยลูกชายตัวเองดีที่สุด ตั้งแต่รู้ตัวว่าพ่อไม่เคยรัก ถังโม่ก็มักจะคอยหาช่องทางกอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวอยู่เสมอ อุตส่าห์อดออมสะสมเงินทองมาตั้งหลายปีจนมีเงินเก็บเป็นกอบเป็นกำ พอแต่งงานก็ยอมควักเงินเก็บทั้งหมดออกมามอบให้ภรรยาดูแล แสดงว่าลูกสะใภ้คนนี้สามารถเข้าไปนั่งกลางใจของเขาได้แล้วจริงๆ
ซินอันเพียงแค่ส่งยิ้มรับโดยไม่ได้พูดอะไรต่อ สำหรับนางแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับถังโม่ในตอนนี้ ยังคงหยุดอยู่แค่สถานะของการเป็นหุ้นส่วนที่พึ่งพาอาศัยกันเท่านั้น แน่นอนว่านางไม่ได้ปิดกั้นโอกาสที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งขึ้นไปอีกขั้น แต่เรื่องแบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน
หลังจากอยู่กินมื้อเที่ยงด้วยกันเสร็จ ซินอันถึงได้หอบหิ้วเอาของประดับตกแต่งพวกนั้นกลับมายังเรือนชิวสือ และเพื่อเป็นการปิดปากไม่ให้คนภายนอกเอาไปนินทา หวังซื่อก็เลยส่งคนเอาของประดับทั่วไปสองสามชิ้นไปมอบให้เถาอี๋หรันด้วยเช่นกัน ส่วนลูกสะใภ้คนโตจะถูกใจของพวกนั้นหรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องที่คนเป็นแม่สามีจะต้องเก็บมาใส่ใจอีกต่อไป
[จบบท]