บทที่ 86 : ความในใจของฮูหยินผู้เฒ่า
ถังกังถูกฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังต่อว่าอย่างหนักจนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นมารดา ลึกๆ แล้วเขาเองก็รู้สึกนึกเสียใจกับสิ่งที่กระทำลงไป ทว่าเรื่องราวก็ลุกลามจนไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้แล้ว ในหัวจึงได้แต่คิดเข้าข้างตัวเองว่าหวังซื่อนั้นเป็นคนใจกว้างมาโดยตลอด รอให้เรื่องซาลงสักหน่อยค่อยส่งของกำนัลไปง้อ พูดจาหวานหูสักสองสามประโยคก็น่าจะผ่านพ้นไปได้
ท่าทีขี้ขลาดไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวของบุตรชายทำเอาฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังเห็นแล้วรู้สึกขัดหูลูกตาจนไฟโทสะตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่อก นางอดไม่ได้ที่จะระบายความอัดอั้นออกมา
"ท่านพ่อของเจ้าห้าวหาญชาญชัยมาทั้งชีวิต ตอนแก่เฒ่าก็ต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการป่วยเรื้อรัง หากเจ้าทำตัวให้มันได้เรื่องได้ราวสักนิด ตอนตายเขาคงไม่ต้องตายตาไม่หลับแบบนั้น!"
"ตอนที่เขายังมีชีวิตก็คอยกางปีกปกป้องจวนโหว พอตายไปแล้วก็ยังทิ้งบารมีคุ้มครองพวกเรามาได้ตั้งสิบปี แล้วหลังจากนี้อีกล่ะ ยี่สิบปี สามสิบปีข้างหน้าจะเป็นยังไง"
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังจ้องหน้าบุตรชายเขม็ง พลางถามย้ำเจตนา
"แล้วเจ้าล่ะ เจ้าเคยทำอะไรเพื่อจวนโหวบ้าง"
"บรรดาศักดิ์โหวไม่ใช่สิ่งที่จะสืบทอดไปได้ตลอดกาล หากลูกชายของเจ้าไม่สามารถสร้างผลงานหรือคุณงามความดีได้ ในอนาคตลูกของเจ้าก็จะไม่ได้เป็นโหวอีกต่อไป"
ย้อนกลับไปเมื่อตอนที่นายท่านผู้เฒ่าตระกูลถังเพิ่งจะจากไปได้เพียงสามเดือน ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังก็จับได้ว่าถังกังแอบไปลักลอบได้เสียกับสาวใช้ในจวน ตอนนั้นนางโกรธจัดจนเผลอหลุดปากพูดคำร้ายกาจทำร้ายจิตใจออกไป มาวันนี้เมื่อต้องหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอีกครั้ง หัวอกคนเป็นแม่ก็ยังคงเจ็บปวดอยู่ดี
ทางด้านถังกังนั้นทนนั่งฟังต่อไปไม่ไหวแล้ว เขาขยับตัวลงไปคุกเข่าอยู่แทบเท้าของผู้เป็นมารดาอย่างว่าง่าย ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังมองภาพนั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความร้าวรานใจ
"เจ้าเคยบ่นว่าข้าชอบเข้าไปก้าวก่ายเรื่องของเจ้า ข้าก็ยอมปล่อยมือให้เจ้าจัดการเอง แล้วพอข้าปล่อยมือ เจ้าทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันบ้างไหม"
"เวลาเจอเรื่องขัดข้องใจ นอกจากการเอาของไปยัดเยียดให้คนอื่นแล้ว เจ้าคิดหาวิธีอื่นไม่เป็นแล้วหรือยังไง"
หลายครั้งหลายคราที่ถังกังมักจะบ่นตัดพ้อกับตัวเองว่าเขามีทายาทน้อยเกินไป มีเพียงถังหรงกับถังโม่ที่เป็นบุตรชาย ส่วนบรรดาอนุภรรยาก็ไม่มีใครตั้งท้องให้เขาได้เลยสักคน เขามักจะคิดเสมอว่าหากมีลูกสาวสักหลายคนก็คงจะดี จะได้เอาไว้ใช้แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลอื่น พอโดนผู้เป็นมารดาด่าทอเช่นนี้ เขาก็ได้แต่ละล่ำละลักโชคดีอยู่ในใจที่มารดาไม่ล่วงรู้ถึงความคิดนี้ของตน
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังด่าทอพร่ำบ่นไปสักพักก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยหน่ายและหมดอารมณ์จะพูดต่อ นางตระหนักดีว่าหากการด่าทอสามารถทำให้คนคิดได้ ถังกังก็คงจะคิดได้ตั้งนานแล้ว
อันที่จริงในสายตาของนาง ถังกังก็ไม่ได้แย่จนหาดีไม่ได้ไปเสียหมด ถึงแม้จะหัวอ่อนและไร้ความสามารถไปบ้าง แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่เคยไปก่อเรื่องงามหน้าหรือสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายอยู่นอกบ้าน นางได้แต่ตั้งความหวังลึกๆ ว่าขอแค่เขาสามารถประคับประคองจวนโหวให้รอดฝั่ง และส่งมอบบรรดาศักดิ์ให้คนรุ่นต่อไปได้อย่างราบรื่นก็ถือเป็นความดีความชอบอันยิ่งใหญ่แล้ว เมื่อคิดเปรียบเทียบกับความคาดหวังที่ลดต่ำลงมาเรื่อยๆ ของตัวเอง นางก็อดรู้สึกสมเพชตัวเองไม่ได้
"ลุกขึ้นเถอะ อายุอานามก็ปูนนี้แล้ว จะทำอะไรก็หัดรู้จักคิดให้รอบคอบบ้าง"
ถังกังค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านข้าง เป็นจังหวะเดียวกับที่กานลู่เดินเข้ามารายงานว่าถังหรงกับถังโม่มารออยู่ด้านนอกแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังจึงพยักหน้าอนุญาตให้หลานชายทั้งสองเข้ามาด้านใน พร้อมกับบอกให้ถังกังกลับไปนั่งที่เดิม ถือเป็นการไว้หน้าบุตรชายต่อหน้าหลานๆ อย่างถึงที่สุด
"หลานคารวะท่านย่าขอรับ"
ถังหรงและถังโม่เดินเคียงคู่กันเข้ามาภายในห้อง สองพี่น้องตระกูลถังล้วนมีหน้าตาดีและมีบุคลิกสง่างามโดดเด่น เมื่อพวกเขาประสานมือโค้งคำนับพร้อมกัน ภาพตรงหน้าก็ดูเจริญหูเจริญตาจนทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังอารมณ์ดีขึ้นมาได้บ้าง
"อืม พอได้เข้าไปทำงานในราชสำนักแล้วก็ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ดูมีสง่าราศีขึ้นมากเชียว"
ถังหรงเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาก่อน
"ท่านย่ามาพักที่เรือนตากอากาศ สุขสบายดีไหมขอรับ"
"ก็ดี ถ้าอากาศไม่ร้อนขนาดนี้ก็จะยิ่งดีเข้าไปใหญ่"
เมื่อได้ยินดังนั้น ถังโม่จึงรีบพูดเสริมขึ้นมาทันที
"งั้นรอให้ถึงช่วงฤดูใบไม้ร่วงแล้วค่อยมาใหม่สิขอรับ ตอนนั้นอากาศคงไม่ร้อนแล้ว ผู้ดูแลหยางบอกว่าบนภูเขามีต้นเฟิงปลูกอยู่เยอะมาก รอให้ใบเฟิงเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อไหร่ ที่นี่ก็คงจะมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามไปอีกแบบ"
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังระบายยิ้มพร้อมกับพยักหน้าตอบรับ บอกว่าถึงตอนนั้นนางจะลองไปเดินชมดู ก่อนจะเปลี่ยนบทสนทนาเข้าสู่ประเด็นสำคัญ
"เมื่อวันก่อนย่าฝันเห็นท่านปู่ของพวกเจ้า เขาสวมชุดเกราะเต็มยศ มือถือทวนยาวดูน่าเกรงขามมาก แต่เขากลับเอาแต่ขมวดคิ้วมุ่น ไม่ยอมพูดจาอะไรเลย พอยื่นตื่นขึ้นมา ย่าก็เลยอดคิดไม่ได้ว่าท่านปู่ของพวกเจ้าคงจะมีเรื่องอะไรในใจเป็นแน่"
คำพูดประโยคนี้ค่อนข้างจะมีกลิ่นอายของความลี้ลับอยู่บ้าง แต่คนยุคนี้ล้วนให้ความเคารพยำเกรงต่อผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ไม่มีใครกล้าลบหลู่ ทุกคนในห้องจึงต่างพากันนิ่งเงียบและรอฟังว่าฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังจะพูดอะไรต่อไป
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังทอดถอนใจออกมาเบาๆ
"ย่ากลับมาคิดทบทวนดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ไม่เห็นว่าจะมีเรื่องอะไรที่ทำให้ท่านปู่ของพวกเจ้าต้องรู้สึกขัดเคืองใจ พ่อลูกทั้งสามคนต่างก็แข็งแรงดี หน้าที่การงานก็ก้าวหน้า ซ้ำในจวนก็เพิ่งจะรับคนใหม่เข้ามา ถือเป็นเรื่องมงคลที่กำลังจะมีสมาชิกครอบครัวเพิ่มขึ้น คิดไปคิดมา ก็คงจะมีแค่เรื่องเดียว... เขาคงจะกำลังเป็นห่วงบรรดาสหายร่วมรบเก่าๆ พวกนั้นกระมัง"
ว่าแล้วนางก็หันไปมองหน้าถังกัง
"ช่วงหลายปีมานี้ เจ้าได้คอยดูแลช่วยเหลือคนพวกนั้นบ้างไหม"
ถังกังพยักหน้ารับ
"พวกขุนพลเฒ่าที่เคยสนิทสนมกับท่านพ่อ ลูกก็คอยช่วยเหลือเกื้อกูลอยู่ตลอดขอรับ ในแต่ละปีจวนโหวของเราก็จะแบ่งเงินทองและเสบียงอาหารส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือพวกเขา แต่ท่านแม่ก็รู้ดีว่าสถานการณ์การเงินในจวนของเราเป็นยังไง เราคงไม่สามารถช่วยเหลือดูแลทุกคนได้หรอกขอรับ"
เขาอธิบายเหตุผลเพิ่มเติม
"ถ้าจะให้พวกทหารปลดประจำการเหล่านั้นมีที่พึ่งพิงอย่างแท้จริง เรื่องนี้ราชสำนักจะต้องเป็นผู้ออกหน้าจัดการถึงจะถูก แต่ถ้าจวนโหวของเราออกตัวแรงไปเสนอเรื่องนี้ ก็คงจะมีคนหาว่าพวกเรายอมคืนอำนาจทางการทหารไปแล้ว แต่ก็ยังคิดจะซื้อใจทหารอยู่อีก"
ในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ จวนโหวเว่ยหย่วนเคยยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้คนไว้มากมาย ด้วยเหตุนี้จึงมักจะมีคนแวะเวียนมาขอความช่วยเหลืออยู่เป็นประจำ หากจวนโหวมีภูเขาทองคำก็คงจะไม่เป็นไร แต่ความเป็นจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น พวกเขาจึงทำได้เพียงเลือกช่วยเหลือเฉพาะคนที่มีผลประโยชน์ต่อจวนโหวเท่านั้น ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ในจุดนี้ถังกังถือว่าไม่ได้โง่เขลาจนเกินไปนัก ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังเองก็เข้าใจเหตุผลข้อนี้ดี นางปรายตามองไปยังถังโม่แล้วเอ่ยขึ้น
"ตอนนี้เด็กสองคนนี้ก็โตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว แต่งงานมีครอบครัว แถมยังมีหน้าที่การงานทำแล้ว พวกเขาก็น่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้าได้บ้าง เจ้าใหญ่ทำงานอยู่ที่กรมพิธีการ งานคงจะยุ่งยากวุ่นวายไม่น้อย แถมยังเพิ่งเข้าไปทำงานได้ไม่นาน ฐานะก็ยังไม่มั่นคง เจ้าเป็นพ่อก็ต้องคอยช่วยเหลือสนับสนุนเขาให้มากหน่อย"
ถังกังรีบรับคำ
"เรื่องนั้นต่อให้ท่านแม่ไม่ได้สั่ง ลูกก็ต้องทำอยู่แล้วขอรับ ลูกมันคนไม่มีความสามารถอะไร ก็ได้แต่หวังว่าเขาจะได้ดีมีอนาคตที่สดใสกว่าลูก"
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังครางรับในลำคอ ก่อนจะพูดต่อ
"ส่วนเจ้ารองทำงานอยู่ในกองทัพฝั่งเหนือ ดูแล้วงานก็คงจะไม่ได้ยุ่งเหยิงเหมือนกรมพิธีการ การจะขอลางานก็คงจะง่ายกว่า ตามความเห็นของย่า เรื่องบางเรื่องก็ปล่อยให้เจ้ารองเป็นคนไปจัดการก็แล้วกัน"
ทุกคนต่างก็รู้ดีว่ากองทัพฝั่งเหนือนั้นเป็นสถานที่ที่บรรดาลูกหลานขุนนางเข้าไปชุบตัวเพื่อสร้างบารมีเท่านั้น หลายคนเข้าไปทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม พอถึงเวลาครอบครัวก็จะหาทางย้ายพวกเขาไปรับตำแหน่งในหน่วยงานที่ดีกว่า คำพูดของฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังจึงนับว่าถูกต้องทุกประการ
"เจ้ารอง เจ้าเองก็คงจะได้ยินที่พ่อของเจ้าพูดแล้ว ถึงแม้ว่าการเงินในจวนของเราจะไม่ค่อยสู้ดีนักจนไม่สามารถช่วยเหลือทุกคนได้ แต่ถ้ามีบ้านไหนที่เดือดร้อนลำบากจริงๆ เราก็ควรจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือสักหน่อย เจ้าพอจะมีเวลาว่างมากกว่าคนอื่น นอกจากรายชื่อคนที่ทางจวนคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ทุกปีแล้ว เจ้าก็ลองไปสืบดูซิว่ายังมีครอบครัวไหนที่ตกระกำลำบากอยู่อีกบ้าง เราจะนิ่งดูดายปล่อยให้พวกเขาต้องหมดกำลังใจไม่ได้ ถือซะว่าเป็นการทำเพื่อความสบายใจของท่านปู่ของเจ้าที่อยู่บนสวรรค์ก็แล้วกัน"
ยังไม่ทันที่ถังกังจะได้เอ่ยปากคัดค้าน ถังโม่ก็รีบชิงรับคำสั่งนี้มาไว้ในมือทันที
"เรื่องใหญ่ๆ ในจวนล้วนเป็นท่านพ่อกับพี่ใหญ่ที่คอยจัดการดูแล หลานเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เท่าไหร่นัก แต่หลานจะทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างสุดความสามารถ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของท่านพ่อ และทำให้ท่านปู่จากไปอย่างสงบขอรับ"
อันที่จริงถังกังไม่ได้คิดจะขัดขวางถังโม่เลยแม้แต่น้อย เพราะบรรดาอดีตนายทหารที่มีประโยชน์ต่อจวนโหว ล้วนถูกเขาดึงตัวมาให้ความช่วยเหลือจนหมดแล้ว ส่วนคนที่เหลือนั้น นอกเหนือจากจะคอยเป็นตัวถ่วงแล้วก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีก หากมีคนอาสาไปรับหน้าคอยจัดการดูแลคนเหล่านั้น เขาก็ยินดีที่จะปล่อยให้ทำ แถมยังใจป้ำเอ่ยปากว่าจะแบ่งเงินทองให้ถังโม่ไปใช้จ่ายสำหรับเรื่องนี้อีกด้วย
"แต่เจ้าต้องทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้ละเอียดด้วยนะ วันข้างหน้าจะได้ตรวจสอบได้ง่าย"
ถังหรงเองก็ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้เช่นกัน สำหรับเขาแล้ว ขอแค่เครือข่ายเส้นสายสำคัญๆ ไม่ตกไปอยู่ในมือของถังโม่ก็พอ เขาหันไปประสานมือให้ถังโม่พร้อมกับรอยยิ้ม
"หลังจากนี้คงต้องรบกวนน้องรองให้เหนื่อยหน่อยแล้ว"
"ได้ช่วยแบ่งเบาภาระให้ท่านพ่อกับพี่ใหญ่ จะนับว่าเหนื่อยอะไรกันขอรับ"
สองพี่น้องต่างฝ่ายต่างก็แสดงท่าทีเป็นพี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียวกันอย่างแนบเนียน ถังโม่เองก็แสดงให้เห็นว่าเขาเก่งเรื่องการสวมหน้ากากเข้าหากันไม่แพ้ผู้ใด
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังส่งสายตาให้กานลู่เป็นเชิงรู้กัน สาวใช้คนสนิทจึงรีบพาคนเดินตรงไปที่ห้องเก็บของ เพียงไม่นานพวกเขาก็ยกหีบไม้สามใบกลับมา เมื่อเปิดฝาหีบออก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือบรรดาของล้ำค่าและเครื่องหยกหายากมากมาย
ถังกังลอบยิ้มกริ่มอยู่ที่มุมปาก ในขณะที่ถังหรงพยายามอย่างหนักที่จะควบคุมสีหน้าให้ดูเรียบเฉยไม่ยินดียินร้าย ส่วนถังโม่นั้นแววตาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความดีใจ ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังกวาดสายตามองปฏิกิริยาของทั้งสามคนอย่างเงียบๆ
"ปกติแล้วย่าก็ไม่ค่อยได้เข้าไปก้าวก่ายเรื่องในจวนสักเท่าไหร่ ในเมื่อตอนนี้ลูกหลานก็โตๆ กันหมดแล้ว ย่าก็แค่อยากจะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข พวกเจ้าเองก็ต้องเหนื่อยกันหน่อยล่ะ"
"หีบสามใบนี้ พวกเจ้าเอาไปแบ่งกันคนละใบก็แล้วกัน ถึงแม้ย่าจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีการที่พอเจอเรื่องอะไรก็คิดแต่จะใช้ทางลัดด้วยการเอาของไปยัดเยียดให้คนอื่น แต่การไปมาหาสู่เพื่อรักษาน้ำใจและสร้างเส้นสายก็เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้ ท่านปู่ของพวกเจ้าทิ้งสมบัติพวกนี้เอาไว้ให้ รอให้ย่าตายไป ของพวกนี้ก็ต้องตกเป็นของพวกเจ้าอยู่ดี วันนี้ย่าก็เลยเอามาให้พวกเจ้าไว้ใช้สอยล่วงหน้า พวกเจ้าจะเอาไปทำอะไรก็เรื่องของพวกเจ้า ย่าจะไม่เข้าไปก้าวก่าย แต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือ ภายในระยะเวลาสามปีนี้ ย่าจะไม่มีวันให้อะไรพวกเจ้าอีกอย่างเด็ดขาด"
การใช้หีบสมบัติสามใบเพื่อซื้อความสงบสุขให้ตัวเองตลอดระยะเวลาสามปี ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังคิดว่ามันช่างเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าจริงๆ
[จบบท]