บทที่ 97 : ซินอันปะทะเถาอี๋หรัน
เถาอี๋หรันจงใจโอ้อวดให้เห็นว่าตนเองเป็นที่รักใคร่และสำคัญต่อจวนโหวมากเพียงใด หญิงสาวปรายตามองซินอันเล็กน้อยขณะพูดจาอวดอ้าง
"ท่านแม่กับท่านพี่ห่วงสุขภาพข้าเกินไป ข้าบอกแล้วว่าไม่เป็นไร ร่างกายตัวเองทำไมข้าจะไม่รู้เล่า แต่ท่านพี่ก็ยังกังวล บังคับให้ข้าพักผ่อนต่ออีกหลายวัน"
"ท่านแม่ใจกว้าง ท่านพี่ก็คอยดูแล ข้าจะไม่รับน้ำใจก็คงไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นคนไม่รู้บุญคุณไป"
ซินอันได้ยินดังนั้นก็ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากกลั้นขำ นางขยับเข้าไปใกล้แล้วจงใจลดเสียงให้เบาลงเพื่อหยอกเย้า
"พี่ใหญ่เป็นคนดีจริงๆ วันก่อนตอนเดินไปหาท่านแม่ด้วยกัน เขายังบอกว่าถ้าข้ามีปัญหาอะไรให้ไปหาเขาได้ตลอด ขอแค่ข้าเอ่ยปาก เขาก็จะไม่ปฏิเสธ ดูเป็นพี่ชายที่พึ่งพาได้มากทีเดียว"
น้ำเสียงของนางถูกกดให้ต่ำลงไปอีก แววตาแฝงความประชดประชันอย่างแนบเนียน
"จะว่าไปพี่สะใภ้ก็โชคดีมากเชียว มองไปทั่วทั้งแผ่นดิน วันแต่งงานเจ้าบ่าวเข้าเรือนหอผิดก็ว่าหายากแล้ว เข้าผิดแล้วไม่ออกมายิ่งแทบไม่มี พี่สะใภ้ได้เจอเรื่องแบบนี้ โชคดีมากจริงๆ"
คำพูดแทงใจดำนั้นทำให้สีหน้าของเถาอี๋หรันแข็งค้างทันที ซินอันเห็นดังนั้นก็ยิ่งแย้มยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม แววตาเต็มไปด้วยความขบขัน
"พี่ใหญ่วางตัวดี มีความเป็นผู้นำ ได้ยินเขาพูดแบบนี้ข้าก็อุ่นใจ วันหน้าคงต้องไปรบกวนเขาบ่อยๆ แล้ว"
จังหวะนั้นเอง ประตูเรือนชุนหรงก็ถูกเปิดออก กานลู่เดินออกมาเชิญสะใภ้ทั้งสองเข้าไปด้านใน ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังเห็นพวกนางเดินคู่กันมาก็เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
"สะใภ้ทั้งสองคุยอะไรกันอยู่ตรงลานเรือนรึ"
ซินอันยอบกายคารวะอย่างงดงามก่อนจะตอบกลับด้วยใบหน้าเบิกบาน
"ท่านย่าเจ้าคะ พวกเรากำลังคุยกันว่าพี่ใหญ่เอาใจใส่พี่สะใภ้มาก เป็นห่วงกลัวว่านางจะไม่สบาย ก็เลยกำชับให้พักผ่อนเยอะๆ เจ้าค่ะ"
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังหันไปมองเถาอี๋หรันด้วยความเอ็นดู
"ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้วจะลำบากมาทำไมกัน ย่ารู้ว่าพวกเจ้ากตัญญู แค่อยากให้พวกเจ้าสุขภาพแข็งแรงก็พอแล้ว"
เถาอี๋หรันที่ถูกซินอันปั่นหัวจนเกือบเสียอาการรีบยอบกายทำความเคารพเพื่อดึงสติกลับมา
"ท่านย่าเมตตาเป็นบุญของหลานสะใภ้เจ้าค่ะ แต่ตอนนี้ข้าค่อยยังชั่วแล้ว ก็ควรมาคอยปรนนิบัติท่านย่า จะปล่อยให้น้องสะใภ้เหนื่อยอยู่คนเดียวได้ยังไงเจ้าคะ"
หญิงชราพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันไปสั่งบ่าวรับใช้ให้ยกอาหารเช้าเข้ามา เช้านี้ตอนลุกขึ้นมาส่องกระจก นางเห็นว่าสีหน้าและผิวพรรณของตนดูมีน้ำมีนวลขึ้นมาก อารมณ์จึงเบิกบานเป็นพิเศษ
"เป็นเด็กกตัญญูจริงๆ พวกเจ้าก็มานั่งกินด้วยกันสิ กินให้เยอะๆ หน่อย"
ซินอันรีบเข้าไปประคองฮูหยินผู้เฒ่าให้นั่งลงอย่างรู้หน้าที่ ปากก็พร่ำชื่นชมอาหารของเรือนนี้ไม่ขาดปาก
"ตอนที่ท่านย่าไปพักที่เรือนพักตากอากาศ ข้ากับท่านพี่คิดถึงอาหารของท่านย่ามากเลยเจ้าค่ะ"
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี
"ที่แท้มาหาย่าทุกวัน ก็แค่อยากมากินข้าวเช้าที่นี่เองรึ"
ซินอันขยับไปนั่งเก้าอี้ด้านข้างพลางหัวเราะเสียงใส แววตาเต็มไปด้วยความประจบประแจงอย่างเป็นธรรมชาติ
"มาเคารพท่านย่าเป็นเรื่องจริง อยากมากินข้าวเช้าก็เป็นเรื่องจริงเจ้าค่ะ อาหารที่นี่อร่อยกว่าที่อื่นตั้งเยอะ"
คำหวานเหล่านั้นทำเอาหญิงชราเบิกบานใจจนหุบยิ้มไม่ลง นางคีบเผือกม้วนชิ้นหนึ่งใส่ชามให้หลานสะใภ้ด้วยความเอ็นดู
"ชอบก็กินเยอะๆ ย่าก็อยากให้เจ้ามากินด้วยทุกวันนั่นแหละ"
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะพูดคุย พวกนางโยนกฎระเบียบเรื่องเวลากินห้ามพูดทิ้งไปจนหมดสิ้น สองย่าหลานต่างปรึกษากันอย่างออกรสว่าอาหารจานไหนอร่อยเป็นพิเศษ แถมยังลามไปถึงเรื่องร้านขนมชื่อดังในเมืองหลวง นัดแนะกันว่าพรุ่งนี้จะสั่งให้บ่าวรับใช้ไปซื้อมาลองชิม
ภาพความสนิทสนมนั้นทำเอาเถาอี๋หรันที่นั่งอยู่ข้างๆ กลืนข้าวไม่ลง หญิงสาวรู้สึกเหมือนมีเสียงผึ้งบินวนอยู่ในหัว ความหงุดหงิดที่มีต่อซินอันพุ่งสูงปรี๊ด นางรู้สึกขัดหูขัดตากับท่าทางประจบสอพลอหน้าตายของอีกฝ่ายจนแทบทนไม่ไหว
เมื่อมื้อเช้าจบลง ซินอันก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะขยับไปไหน นางคิดว่ากลับเรือนไปก็ไม่มีอะไรทำ สู้รั้งอยู่คุยเล่นเป็นเพื่อนหญิงชราต่อดีกว่า ผิดกับเถาอี๋หรันที่ไม่อยากทนอุดอู้อยู่ที่นี่แม้แต่วินาทีเดียว แค่เห็นหน้าซินอันนางก็แทบจะอาเจียนออกมาอยู่แล้ว ยิ่งมองไปรอบห้องก็ยิ่งรู้สึกว่าข้าวของเครื่องใช้ในเรือนนี้ช่างดูจืดชืดและไร้รสนิยม โดยเฉพาะฉากกั้นห้องอันใหม่ที่ฮูหยินผู้เฒ่าเพิ่งเปลี่ยน ลวดลายดอกไม้ที่ปักด้วยดิ้นทองและดิ้นเงินสลับกันนั้นดูหรูหราอลังการจนแสบตา ขัดกับความชอบส่วนตัวของนางอย่างสิ้นเชิง
ซินอันสังเกตเห็นสีหน้าอมทุกข์ของอีกฝ่าย จึงแสร้งทำเป็นเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
"หน้าตาพี่สะใภ้ดูไม่ค่อยดีเลย รู้สึกไม่สบายอีกแล้วหรือเจ้าคะ ช่วงนี้ท่านแม่ยุ่งอยู่ ไม่ต้องไปเคารพหรอก ถ้าพี่ไม่สบายก็รีบกลับไปพักผ่อนเถิด"
เถาอี๋หรันฝืนยิ้มแหย ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังจึงช้อนตาขึ้นมองหลานสะใภ้คนโต
"วันหลังถ้าไม่สบายก็ไม่ต้องมาหรอก ดูแลตัวเองให้ดีสำคัญกว่า ย่าเข้าใจความกตัญญูของเจ้า"
คำพูดเรียบๆ นั้นทำให้เถาอี๋หรันรู้สึกระแวงแปลกๆ เหมือนหญิงชรากำลังประชดประชันนางอยู่ลึกๆ แต่พอคิดอีกที นางก็เหยียดหยามรสนิยมของฮูหยินผู้เฒ่าอยู่ในใจ คนที่หลงคารมคนสอพลออย่างซินอันได้ จะมีรสนิยมสูงส่งสักแค่ไหนเชียว สุดท้ายก็เป็นแค่พวกชาติกำเนิดต่ำต้อยเหมือนกันทั้งคู่นั่นแหละ
ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังปรายตามองเถาอี๋หรันแวบหนึ่งก่อนจะหลุบตาลงจิบชาอย่างเชื่องช้า หญิงชราผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ย่อมมองออกว่าสะใภ้ทั้งสองคนนี้ไม่มีทางญาติดีกันได้ นางจึงขี้เกียจจะพูดจาหว่านล้อมให้พวกนางปรองดองกัน ขอแค่ต่อหน้าคนนอกรู้จักปั้นหน้ายิ้มเข้าหากัน ไม่ฉีกหน้ากันเองจนจวนโหวต้องกลายเป็นตัวตลกก็พอแล้ว ลับหลังใครจะฟาดฟันกันยังไงนางก็ไม่สน
เมื่อวางถ้วยชาลง หญิงชราก็เอ่ยถึงงานสำคัญที่กำลังจะมาถึงด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
"งานเลี้ยงสุ่ยฮวาใกล้เข้ามาแล้ว ผู้หญิงในจวนเราต้องไปกันหมด ถึงตอนนั้นคงโดนคนมองกันตาเป็นมัน พวกเจ้าคงรู้ใช่ไหมว่าต้องวางตัวยังไง"
เถาอี๋หรันที่กำลังจะลุกขึ้นขอตัวกลับถึงกับชะงัก มือบางขยำผ้าเช็ดหน้าเอาไว้แน่น งานเลี้ยงสุ่ยฮวาครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งใหญ่สำหรับนางและซินอัน แม้ว่าช่วงนี้ชาวบ้านจะเลิกนินทาเรื่องสลับตัวเจ้าบ่าวไปบ้างแล้ว แต่ถ้านางสองคนโผล่หน้าไปในงานพร้อมกันเมื่อไหร่ รับรองว่าพวกคุณหญิงคุณนายหัวสูงพวกนั้นต้องหูผึ่งรีบขุดเรื่องนี้ขึ้นมานินทาสนุกปากแน่ๆ สิ่งที่นางกลัวที่สุดคือกลัวว่าซินอันจะปากพล่อย พูดจาอะไรไม่คิดจนทำให้นางต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง
ในฐานะพี่สะใภ้ เถาอี๋หรันควรจะเป็นฝ่ายตอบคำถามนี้ก่อน แต่นางกลับนึกคำพูดไม่ออกจนต้องนั่งเงียบ ฮูหยินผู้เฒ่าตระกูลถังจึงเบนสายตาไปทางซินอันแทน หญิงสาวเห็นดังนั้นก็คลี่ยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยขึ้นอย่างฉะฉาน
"พี่ใหญ่มีความรู้ความสามารถ เป็นสุภาพบุรุษ ก็สมควรคู่กับคนเก่งๆ อย่างพี่สะใภ้อยู่แล้ว มันก็เป็นแค่บุพเพสันนิวาสนั่นแหละเจ้าค่ะ ส่วนข้ากับท่านพี่ ถึงจะเข้าหอผิด แต่ก็ถือว่าเจอคนที่ใช่"
ซินอันเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"คนอื่นจะอยากรู้ก็ไม่แปลกหรอก ขอแค่พวกเราเผชิญหน้าอย่างสง่าผ่าเผย เดี๋ยวพวกเขาก็เลิกสนใจไปเองเจ้าค่ะ"
ท่าทีปล่อยวางและมีเหตุผลของซินอันคือสิ่งที่ฮูหยินผู้เฒ่าต้องการเห็นมากที่สุด เพราะในสายตาคนนอก ซินอันคือคนที่ต้องแต่งกับคุณชายรองที่ไม่เอาไหน จึงดูเหมือนเป็นฝ่ายเสียเปรียบที่สุด หากนางไม่โวยวาย เรื่องทุกอย่างก็จบ หญิงชราจึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
"พูดได้ดี มันก็แค่บุพเพที่ฟ้าลิขิตมาเท่านั้นแหละ"
เถาอี๋หรันแอบลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางกลัวแทบแย่ว่าซินอันจะไม่รู้กาลเทศะแล้วไปพูดจาเหลวไหลข้างนอก ซินอันเป็นแค่ลูกพ่อค้า แถมไม่ได้เป็นสะใภ้คนโต จะโดนคนนินทายังไงก็ช่างประไร แต่นางนี่สิ... นางคือหลานสะใภ้คนโตของจวนโหวเว่ยหย่วน เป็นถึงฮูหยินของซื่อจื่อ ชื่อเสียงและหน้าตาของนางสำคัญกว่าชีวิตเสียอีก
เวลาผ่านไปจนแดดเริ่มออก บ่าวรับใช้ที่มีหน้าที่ปรนนิบัติเรื่องความงามก็เข้ามาในเรือนพอดี ซินอันกับเถาอี๋หรันจึงถือโอกาสขอตัวลากลับ ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเรือน เถาอี๋หรันที่ตอนแรกตั้งใจจะรีบเดินหนีกลับเปลี่ยนใจกะทันหัน นางลดฝีเท้าลงมาเดินเคียงข้างซินอัน สายตาจดจ่ออยู่กับทางเดินเบื้องหน้า แต่ปากกลับเอ่ยถ้อยคำทิ่มแทงออกมาอย่างจงใจ
"เรื่องมันก็จบไปแล้ว น้องสะใภ้จะเก็บมาใส่ใจทำไมอีกเล่า ถ้าท่านน้องรองรู้ว่าในใจเจ้ายังไม่สงบ เขาคงเสียใจทีเดียว"
ซินอันไม่ได้หันไปมองหน้าอีกฝ่ายเช่นกัน นางเพียงแค่เหยียดยิ้มมุมปากเบาๆ แล้วสวนกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
"พี่สะใภ้อาจจะไม่รู้ คนที่ยึดติดไม่ใช่ข้าหรอก พี่แย่งคนไปได้แล้วก็จริง แต่จะรั้งเขาไว้ได้หรือไม่ก็พูดยากอยู่นัก แล้วอีกอย่าง..."
ซินอันจงใจลากเสียงยาว ก่อนจะใช้คำพูดที่เถาอี๋หรันเคยใช้ตอกหน้าตัวเองในอดีต ย้อนกลับไปฟาดอีกฝ่ายอย่างเจ็บแสบ
"พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน มีปัญหาอะไรก็ต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้ว ยิ่งพี่ใหญ่เป็นผู้สืบทอดจวนโหว จะมาดูแลข้าสักหน่อยมันก็สมเหตุสมผล ถึงเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป คนอื่นเขาก็มีแต่จะชมว่าพี่ใหญ่เป็นคนมีน้ำใจและมีความรับผิดชอบ"
ถ้อยคำเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เถาอี๋หรันเคยพูดกรอกหูนางเอาไว้ทั้งสิ้น วันนี้นางจึงขอยกคำพูดเหล่านั้นมาคืนให้เจ้าของเดิม เพื่อให้อีกฝ่ายได้ลิ้มรสชาติของการถูกแทงใจดำดูบ้าง
เถาอี๋หรันโกรธจนตัวสั่น นางหยุดเดินแล้วหันขวับมาจ้องหน้าซินอันเขม็ง ซินอันไม่หลบสายตา ซ้ำยังแจกยิ้มหวานหยดย้อยกลับไปให้ พร้อมกับพ่นประโยคเด็ดที่ทำเอาอีกฝ่ายแทบกระอักเลือด
"พี่สะใภ้เปรียบเหมือนแม่ พี่สะใภ้ไม่ควรคิดเล็กคิดน้อยนะ ถ้ามัวแต่คิดเล็กคิดน้อยก็เท่ากับขัดขวางอนาคตของพี่ใหญ่ ต้องใจกว้างสมกับที่เป็นว่าที่นายหญิงของจวนหน่อยถึงจะถูก"
ประโยคนี้ก็เป็นสิ่งที่เถาอี๋หรันเคยพ่นใส่นางเช่นกัน ซินอันยิ้มแย้มแจ่มใสราวกับดอกไม้บานรับแสงอรุณ ก่อนจะปิดท้ายด้วยประโยคที่ฝังกลบความหยิ่งยโสของอีกฝ่ายจนมิด
"พี่ใหญ่เป็นคนที่จะต้องทำการใหญ่ พี่สะใภ้อย่าไปจู้จี้กับเขาให้มากนัก เดี๋ยวคนข้างนอกรู้เข้าจะหาว่าพี่เป็นพวกขี้หึง ใจแคบเอาได้"
[จบบท]