บทที่ 105: อินหู่น้อยของเขา
เขาดั้นด้นมาถึงเมืองหลวงก็เพื่อตามหา ‘อินหู่น้อย’ ส่วนความเป็นตายร้ายดีของผู้อื่นนั้นจะมีอันใดให้ต้องใส่ใจเล่า?
ปัญหาอยู่ที่ว่า เจ้าอินหู่น้อยตัวนั้นซุกซ่อนอยู่แห่งหนใดกันแน่?
เสบียงกรังในห่อผ้านี้ ไม่รู้ว่าจะประทังชีวิตไปได้จนถึงวันที่หาตัวเจ้าอินหู่น้อยพบหรือไม่
บุรุษผมขาวในอาภรณ์สีนิลทมิฬ เลิกให้ความสนใจต่อความเคลื่อนไหวแปลกปลอมบนหลังคาเรือน เขายืนสงบนิ่ง สองมือประสานกันไว้ที่หน้าท้อง ก่อนจะหลับตาลงเข้าสู่ห้วงนิทราด้วยท่วงท่าที่สง่างามราวกับรูปสลัก
ภายในเรือน เมิ่งเชียนเชียนและถานเอ๋อร์ต่างเมามายไม่ได้สติ จมดิ่งอยู่ในห้วงฝันหวานโดยไม่รู้ร้อนรู้หนาวต่ออันตรายที่คืบคลานเข้ามาเหนือศีรษะแม้แต่น้อย
ทว่าสำหรับลู่หยวนนั้นต่างออกไป ใบหูของเขากระดิกไหวเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบฉายประกายอำมหิตวาบผ่าน
“จื่อชวน!”
สิ้นเสียงเรียกขาน จื่อชวนที่เดิมทีนอนขดตัวกอดคันธนูอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ก็ลืมตาโพลง นัยน์ตาคู่นั้นตื่นตัวเต็มที่ เขาเหนี่ยวสายธนูยิงฝ่าความมืดออกไปสองดอกซ้อน!
ฝีมือการยิงธนูของเด็กหนุ่มผู้นี้รุดหน้าไปกว่าแต่ก่อนมาก ลูกธนูแหวกอากาศหวีดหวิวประดุจดาวตกที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้า พุ่งเข้าใส่เป้าหมายที่เป็นชายชุดดำสองคนอย่างแม่นยำราวจับวาง
ผู้บุกรุกในชุดดำทั้งสองรู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง สัญชาตญาณเตือนถึงภัยมรณะที่พุ่งตรงมายังจุดตาย หนึ่งในนั้นไหวตัวทัน ใช้มือข้างหนึ่งชักดาบออกปัดป้องลูกธนู ส่วนมืออีกข้างคว้าตัวสหายที่ชื่อ ‘เจ้าสี่’ ให้หลบฉากออกไป
“น้องสี่ ระวัง!”
เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่น เขาปัดลูกธนูดอกแรกทิ้งไปได้ แต่ลูกธนูอีกดอกกลับเฉียดผ่านท่อนแขนของเจ้าสี่ไป คมลูกศรบาดลึกจนผิวหนังฉีกขาด เลือดสีสดสาดกระเซ็นทันที
เจ้าสามคำรามด้วยความเดือดดาล “ผู้ใดทำตัวลับๆ ล่อๆ! แน่จริงก็โผล่หัวออกมาหาบิดาเจ้าสิ!”
เงาร่างหนึ่งกระโดดขึ้นมายืนเด่นเป็นสง่าอยู่บนสันหลังคาอย่างเปิดเผย
เมื่อผู้บุกรุกทั้งสองเพ่งมองฝ่าความมืด ก็ต้องร้องอุทานออกมาพร้อมกันด้วยความตื่นตะลึง “เป็นเจ้า?”
จื่อชวนหาใช่องครักษ์เงาที่ต้องซ่อนเร้นกายเช่นชิงซวง เขาเป็นผู้ติดตามที่รับใช้ลู่หยวนอย่างเปิดเผย คนของหอว่านฮวาต่างคุ้นหน้าคุ้นตาเขาเป็นอย่างดี
“ข้าเอง” จื่อชวนตอบรับสั้นๆ
เจ้าสามขมวดคิ้วมุ่น กล่าวเสียงเครียด “น้องเล็กสกุลอวี้ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า พวกเราไม่อยากมีข้อพิพาทกับเจ้า จงถอยไปเสียเถอะ”
จื่อชวนยังคงยืนนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน
สีหน้าของเจ้าสามดำทะมึนลง “ดูท่าเจ้าคงอยากดื่มเหล้าปรับโทษมากกว่าเหล้ามงคลสินะ?”
จื่อชวนถอนหายใจ กล่าวด้วยน้ำเสียงติดจะรำคาญใจ “ท่านตูกูพักผ่อนอยู่ข้างใน หากพวกเจ้าส่งเสียงเอะอะรบกวนเขา เขาจะโมโห และพอเขาโมโห เขาก็จะมาลงที่ข้า... น่ารำคาญจะตายชัก”
สองนักฆ่าถึงกับพูดไม่ออก “...”
เจ้าสี่กระซิบเสียงสั่น “พี่สาม ท่านบอกว่าท่านตูกูเสด็จกลับไปแล้วมิใช่หรือ?”
เจ้าสามขบกรามแน่น “ใครจะไปตรัสรู้ได้ว่าเวลาป่านนี้แล้ว เขาจะยังค้างอ้างแรมในห้องของนังเด็กนั่น! หอว่านฮวาของพวกเรามีฮวาขุยงามเลิศตั้งมากมาย ก็ไม่เห็นมีแม่นางคนใดรั้งตัวเขาไว้ได้สักคน!”
เจ้าสี่ลอบกลืนน้ำลาย “หากท่านตูกูอยู่ที่นี่ การจะลงมือคงยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา”
สายตาของเจ้าสามฉายแววอำมหิตขึ้นวูบหนึ่ง เขาประสานมือตะโกนลงไปยังเรือนเบื้องล่าง “ท่านตูกู เรื่องนี้เป็นความแค้นส่วนตัวระหว่างพี่น้องข้ากับแม่นางผู้นั้น ขอท่านตูกูโปรดเห็นแก่หน้าหอว่านฮวา ภายหน้าทางเราจะจัดหาฮวาขุยที่งดงามที่สุดมาปรนนิบัติรับใช้ท่านตูกูอย่างดี”
เสียงเย็นเยียบของลู่หยวนดังสวนขึ้นมา “เปิ่นตูกูไม่ชอบให้ใครมายืนค้ำหัวพูด จื่อชวน... ฆ่ามัน!”
สิ้นคำสั่งประหาร จื่อชวนก็ดีดตัวพุ่งออกไปดุจลูกธนูที่หลุดจากแหล่ง เขาชักกระบี่ยาวที่ซ่อนอยู่ในคันธนูใหญ่ออกมา โยนคันธนูทิ้ง แล้วเหินร่างฟาดฟันกระบี่ลงมากลางอากาศ!
เจ้าสามรีบยกดาบขึ้นรับ คมกระบี่ปะทะดาบจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว อาวุธคู่กายของนักฆ่าผู้นั้นถูกแรงปะทะจากจื่อชวนฟันจนขาดสะบั้นเป็นสองท่อน!
“พี่สาม!” เจ้าสี่หน้าซีดเผือด
เพลงกระบี่ของจื่อชวนรวดเร็วและรุนแรงปานพายุโหมกระหน่ำ ทั้งสองคนแทบจะตั้งรับไม่ทัน
เจ้าสี่กัดฟันกรอด “พี่สาม! เจ้าเด็กนี่มันเป็นแค่นักธนูไม่ใช่หรือ? ไฉนเพลงกระบี่ถึงได้ร้ายกาจปานนี้?”
เจ้าสามปาดเลือดที่ข้างแก้ม “ดูท่าพวกเราจะเจอเสือซ่อนเล็บเข้าแล้ว น้องสี่... อย่าได้ยั้งมือ!”
เดิมทีพวกเขาไม่คิดจะแลกชีวิตกับจื่อชวน แต่เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มเอาจริงหมายจะปลิดชีพ พวกเขาจึงจำต้องทุ่มสุดตัวเพื่อเอาตัวรอด
แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสองต้องตระหนกคือ วรยุทธ์ของจื่อชวนนั้นล้ำลึกเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มากโข
“พี่สาม เพลงกระบี่ของเจ้าเด็กนี่มันพิสดารนัก ไม่เหมือนวิชาของชาวจงหยวน... อ้าก!”
คำพูดยังไม่ทันจบประโยค คมกระบี่ของจื่อชวนก็ฝากรอยแผลลึกไว้บนร่าง
เจ้าสามประเมินสถานการณ์แล้วเห็นท่าไม่ดี “วันนี้คงไม่อาจทำการสำเร็จ กลับไปรายงานพี่ใหญ่พี่รองก่อน... ถอย!”
ทั้งสองคนซัดผงยาสลบใส่หน้าจื่อชวนเพื่อเปิดทางหนี แล้วหันหลังวิ่งเตลิดไปคนละทิศละทาง
ทว่าจื่อชวนแม้หลับตาก็ยังรับรู้ตำแหน่งศัตรู เขาตวัดกระบี่ส่งปราณสังหารไล่หลังไป ปราณกระบี่กระแทกร่างเจ้าสี่จนกระเด็นร่วงตกลงไปในลานบ้านข้างเคียง
จื่อชวนไม่รอช้า รีบไล่ตามไปติดๆ
เจ้าสี่ตื่นตระหนกสุดขีด วิ่งลนลานเข้าไปในตัวเรือนหวังจะใช้ประตูหลังเป็นทางหนีทีไล่
จื่อชวนกำลังจะพุ่งตามเข้าไป ก็เห็นเงาร่างหนึ่งถูกเหวี่ยงออกมาประหนึ่งกระสอบทรายเก่าๆ
ตุบ!
ร่างนั้นกระแทกพื้นแทบเท้าจื่อชวนอย่างรุนแรง ร่างกายกระตุกเกร็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกระอักเลือดออกมาคำโต แล้วแน่นิ่งสิ้นใจไปในที่สุด
จื่อชวนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
เพียงกระบวนท่าเดียว... ช่างเป็นกำลังภายในที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!
“เจ้าหนู เอาซากศพออกไป ข้าไม่ชอบให้ใครมาทำลานบ้านสกปรก” เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังลอดออกมาจากในเรือน
“ขอรับ ผู้อาวุโส”
จื่อชวนประเมินแล้วว่าคนข้างในนั้นมีฝีมือเหนือกว่าตนมาก เขาจึงลากศพนั้นแล้วโยนออกไปนอกกำแพงอย่างว่าง่าย
ทางด้านเจ้าสาม เมื่อเห็นเจ้าสี่จบชีวิตลง ความโศกเศร้าก็ถูกแทนที่ด้วยความหวาดผวา ตรอกเล็กๆ ที่ควรจะมีแต่บ้านร้าง ไฉนจู่ๆ ถึงมียอดฝีมือระดับปีศาจโผล่มาซ่อนตัวอยู่ได้?
เวลานี้เขาไม่กล้าแม้แต่จะเหยียบย่างผ่านหลังคาบ้านนั้น จึงรีบหันหลังกลับเพื่อหนีไปอีกทาง
ทว่าจื่อชวนก็ไล่ตามมาทันท่วงที
ทั้งสองปะทะกันหนึ่งกระบวนท่า แรงอัดกระแทกทำให้กระเบื้องหลังคาแตกกระจายเป็นวงกว้าง จนเกิดรูโหว่ขนาดใหญ่ เจ้าสามเสียหลักพลัดตกลงไปในช่องว่างนั้น
เบื้องล่าง หญิงชรานางหนึ่งกำลังนั่งแช่น้ำยาต้มสมุนไพรอยู่ในถังไม้ เมื่อจู่ๆ มีบุรุษร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า นางก็กรีดร้องเสียงหลงพร้อมกับยกมือกอดอกแน่น
“ว้าย! โจรราคะ! ลวนลาม! ช่วยด้วย!”
จื่อชวนที่กำลังจะตามลงไป ต้องรีบยั้งตัวโก่งตัวหยุดอยู่บนปากปล่องหลังคาแทบไม่ทัน!
ปัง!
ประตูเรือนถูกกระแทกเปิดออก เจ้าสามวิ่งหนีตายออกมาในสภาพกุมหัวทุลักทุเล
ตอนตกลงไปเขายังดูเหมือนมนุษย์มนา แต่ยามวิ่งออกมากลับถูกทุบตีจนใบหน้าบวมเป่งประหนึ่งหัวสุกร วิ่งไปได้เพียงไม่กี่ก้าว เข่าก็ทรุดฮวบ ล้มคว่ำหน้ากระแทกพื้นแน่นิ่งไป
จื่อชวนกระโดดลงมา นั่งยองๆ ใช้นิ้วอังจมูกดู ก็พบว่ายังมีลมหายใจรวยริน แต่ทว่ากระดูกสันหลังหักสะบั้นหมดแล้ว สภาพเช่นนี้คงไม่มีทางรอด
ดรรชนีช่างร้ายกาจอำมหิตนัก!
จื่อชวนกลับมารายงานผลให้ลู่หยวนทราบที่เรือนของเมิ่งเชียนเชียน
ลู่หยวนกระตุกมุมปากยิ้มหยัน “น่าสนใจ”
จื่อชวนอดเป็นห่วงไม่ได้ “แม่นางเมิ่งพักอยู่ที่นี่ จะไม่อันตรายเกินไปหรือขอรับ?”
ลู่หยวนแค่นหัวเราะในลำคอ “ตัวนางน่ะอันตราย แต่คนที่คิดจะมาฆ่านางก็ต้องเจอดีเช่นกัน ก็ต้องมาวัดดวงกันดูว่าชะตาใครจะแข็งกว่า”
จื่อชวนแย้งขึ้น “แล้วถ้าแม่นางเมิ่งถูกสองคนประหลาดข้างบ้านฆ่าตายก่อนจะทำอย่างไร?”
ลู่หยวนปรายตามอง “ปากเจ้าพูดจาที่เป็นมงคลไม่เป็นหรือไร?”
จื่อชวนทำหน้ามุ่ย หันมาถามต่อ “แล้วจะให้จัดการกับสองคนจากหอว่านฮวาอย่างไรดีขอรับ?”
ลู่หยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำ “ส่งกลับไปที่หอว่านฮวา บอกเยี่ยนเหนียงจื่อให้คุมคนของนางให้ดี อย่าให้มากัดใครสุ่มสี่สุ่มห้า”
จื่อชวนท้วง “แต่มีคนเป็นแค่คนเดียวนะขอรับ คนตายก็ต้องส่งกลับหรือ?”
นัยน์ตาของลู่หยวนฉายแววเย็นชา “ศพไม่ต้องจัดการหรือไร? ส่งมันกลับไปทั้งคู่นั่นแหละ”
จื่อชวนรับคำเสียงอ่อย “อ้อ”
คราวหน้าใช้งานซ่างกวนหลิงเถอะ ข้าล่ะเหนื่อยใจจริงๆ
...
เมิ่งเชียนเชียนไม่คาดคิดเลยว่าตนเองจะมีวันที่เมามายเพราะฤทธิ์เหล้าซาวเตาจื่อเพียงถ้วยเดียว ยามที่นางลืมตาตื่นขึ้นมา แสงตะวันก็สาดส่องเข้ามาในห้องบ่งบอกว่าเป็นเช้าวันใหม่แล้ว
แม่นมหลี่ประคองถ้วยน้ำแกงแก้เมาค้างเข้ามา “คุณหนูตื่นแล้ว รีบดื่มน้ำแกงนี่เสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะ จะได้สร่างเมา”
เมิ่งเชียนเชียนรับถ้วยยามาพลางถามหาคนสนิท “ถานเอ๋อร์เล่า?”
แม่นมหลี่ส่ายหน้า “รายนั้นก็ดื่มไปไม่น้อย กำลังหลับปุ๋ยเชียวเจ้าค่ะ ข้าเลยไม่ได้ปลุก ว่าแต่เมื่อวานเกิดเรื่องอันใดขึ้นเจ้าคะ? มิใช่ว่าไปล่องเรือชมวิวหรอกหรือ? เหตุใดถึงได้เมามายกลับมาเช่นนั้น? ถานเอ๋อร์เองก็ดื่มด้วยหรือ?”
เมิ่งเชียนเชียนดื่มน้ำแกงจนหมดถ้วย แล้วส่งยิ้มแห้งๆ ให้ “ก็... เผลอตัวดื่มไปนิดหน่อย แค่ถ้วยเดียวเองจ้ะ”
แม่นมหลี่รับถ้วยเปล่าคืนมาพลางบ่นกระปอดกระแปด “คุณหนูยังคิดจะดื่มอีกหลายถ้วยหรือเจ้าคะ? นี่ก็โชคดีนักหนาที่แม่นางชิงซวงช่วยมาส่งคุณหนูกับถานเอ๋อร์ถึงบ้าน”
“ชิง... ซวง?”
เมิ่งเชียนเชียนกระพริบตาปริบๆ ด้วยความงุนงง ก่อนจะเหลือบไปเห็นแม่นมว่านที่ยืนอยู่หน้าประตู กำลังขยิบตาให้นางอย่างมีเลศนัย
แม่นมว่านทำท่าทางลับๆ ล่อๆ ส่งสัญญาณบอกว่านางจะปิดปากเงียบเรื่องนี้แน่นอน
เมื่อคืนคนที่มาเคาะประตูเรียกคือแม่นมว่าน นางได้เห็นกับตาเนื้อว่ามีบุรุษรูปงามปานเทพบุตรมาส่งคุณหนูถึงเรือน แถมยังยืนทะเลาะกับอดีตนายเขยอย่างเผ็ดร้อนอีกต่างหาก!
โอ้ สวรรค์!
เรื่องตื่นเต้นพรรค์นี้ทำเอานางตาสว่างจนนอนไม่หลับไปค่อนคืน!
เอาเถอะ... ช่วงค่อนคืนหลังนางทนง่วงไม่ไหวจริงๆ ก็เลยเผลอหลับไป
เมิ่งเชียนเชียนปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วเออออห่อหมกไป “ไว้ข้าจะหาโอกาสไปขอบคุณชิงซวงให้ดี”
หลังจากผ่านการเมาค้าง ร่างกายยังคงอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เมิ่งเชียนเชียนฝืนฝึกวรยุทธ์ไปได้เพียงครึ่งชั่วยาม ก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม
“เฮ้อ... เข็ดแล้ว ข้าจะไม่แตะต้องสุราอีกเด็ดขาด”
เมิ่งเชียนเชียนปาดเหงื่อที่ผุดพรายตามไรผม ตั้งใจว่าบ่ายนี้ค่อยมาฝึกต่อ เวลานี้ควรจะไปจัดการล้อมรั้วสระน้ำเล็กๆ ในสวนให้เรียบร้อยเสียก่อน
ช่วงนี้เป่าซูเริ่มหัดเดินเตาะแตะแล้ว เกรงว่าหากปล่อยไว้ เจ้าตัวเล็กอาจจะพลัดตกลงไปได้
ทันทีที่นางเดินมาถึงลานหน้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงก่นด่าโวยวายดังข้ามกำแพงมาจากเรือนข้างๆ
นางเงยหน้ามองขึ้นไป ก็เห็นหญิงชราข้างบ้านกำลังปีนบันไดไม้ไผ่อย่างทุลักทุเลเพื่อขึ้นไปบนหลังคา
เมิ่งเชียนเชียนร้องทักด้วยความเป็นห่วง “ท่านยายเจ้าขา ท่านปีนขึ้นไปสูงขนาดนั้นทำไมหรือเจ้าคะ?”
หญิงชราก้มลงมอง ตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดงุ่นง่าน “หลังคามันพังน่ะสิ ถ้าไม่ปีนขึ้นไปแล้วข้าจะซ่อมมันอย่างไรเล่า?”
เมิ่งเชียนเชียนคลี่ยิ้มอ่อนโยน กล่าวอาสาด้วยความมีน้ำใจ “ท่านยาย ข้างบนนั้นมันอันตราย ท่านลงมาเถิดเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะขึ้นไปซ่อมให้ท่านเอง”
(จบตอน)