บทที่ 110: ความจริงและความยุติธรรม
เมื่อแผ่นหลังของจางเฟยหู่ลับตาไป เมิ่งเชียนเชียนยังคงนั่งนิ่งอยู่บนขั้นบันไดหิน ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งแสงอรุณรุ่งสีทองสาดส่องลงมากระทบใบไม้ของต้นไห่ถังจนดูโปร่งแสงไปทุกใบ
ฝ่ายจางเฟยหู่ที่เดินจากมาแล้ว ก็หยุดยืนเหม่อมองท้องนภาที่ค่อยๆ สว่างเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ อยู่เป็นนานสองนานเช่นกัน
ถ้อยคำของเมิ่งเชียนเชียนยังคงดังกึกก้องวนเวียนอยู่ในสมองของเขาไม่จางหาย
“สิ่งที่ราชสำนักสรุปจบไปแล้ว จะต้องถูกต้องเสมอไปหรือ”
“เสี่ยวจิ่ว เจ้าคิดจะทำอะไร”
“ความจริง ความยุติธรรม!”
“ต่อให้ต้องผ่าศพที่ถูกเผาไหม้จนเน่าเปื่อยทุกศพ ข้าก็จะค้นหาความจริงในปีนั้นออกมาให้ได้”
ความจริง…
เสี่ยวจิ่ว เจ้าล่วงรู้หรือไม่ว่าบางครั้งความจริงนั้นหมายถึงสิ่งใด
ความจริงที่ต้องแลกมาด้วยการบุกน้ำลุยไฟและคมดาบ เจ้าจะสามารถแบกรับมันไหวจริงๆ หรือ
...
ทางด้านเรือนฝูโซ่ว เหล่าไท่จวินนอนหลับสนิทรวดเดียวจนตื่นขึ้นเองยามสาย เพียงแค่ลืมตาก็ได้ยินเสียงเมิ่งเชียนเชียนฝึกยิงธนูแว่วมาจากลานเรือน นางยิ้มกว้างด้วยความเบิกบานใจยิ่งนัก
ทว่าความสุขมักผ่านไปไว เมื่อจ้าวสี่เดินทางมารับนางกลับจวนตระกูลลู่
เหล่าไท่จวินรีบยกมือกุมหน้าอก แสร้งทำสีหน้าเจ็บปวด “โอ๊ย... ปวดหัว ปวดขา ปวดท้องไปหมดแล้ว ข้าเดินไม่ไหวหรอก! เดินไม่ไหวแล้ว!”
ปัง!
สิ้นเสียงโอดครวญ นางก็กระแทกประตูห้องปิดใส่อย่างไร้เยื่อใย
จ้าวสี่ที่ถูกปิดประตูใส่หน้าจนฝุ่นตลบได้แต่ยืนนิ่งงัน ทำอะไรไม่ถูก
ล่วงเข้าช่วงสาย ขันทีหวังจากตำหนักฉางชุนก็มาเยือนเรือนอีกครา ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มร่าเริงขณะนำของพระราชทานจากลี่กุ้ยเฟยมามอบให้ สิ่งนั้นคือดอกเชาเย่าสีสดหยาดเยิ้มหนึ่งกระถาง
การส่งดอกไม้เพียงกระถางเดียวมาจากวังหลวงอันไกลโพ้น เมิ่งเชียนเชียนมิอาจเข้าใจเจตนาที่ซ่อนอยู่
โชคยังดีที่ยังมีเครื่องประดับเงินอีกหนึ่งชุด รูปแบบลวดลายช่างวิจิตรพิสดาร แตกต่างจากเครื่องประดับที่ชาวจงหยวนนิยมสวมใส่กันโดยสิ้นเชิง
เมื่อเมิ่งเชียนเชียนซักถามจึงได้ความว่า ดอกเชาเย่านี้ลี่กุ้ยเฟยสั่งขนส่งมาจากดินแดนตะวันตก ส่วนเครื่องประดับเงินนั้นเล่าก็นำมาจากแดนเมี่ยว ล้วนเป็นของล้ำค่าหายาก แม้มีเงินทองมากมายก็ไม่อาจหาซื้อได้ทั่วไป
ขันทีหวังเอ่ยด้วยรอยยิ้มประจบประแจง “พระสนมทรงระลึกถึงแม่นางเมิ่งอยู่เสมอ พอได้ของแปลกใหม่มา ก็รีบมีรับสั่งให้บ่าวนำมาส่งให้ท่านทันทีขอรับ”
เมิ่งเชียนเชียนคลี่ยิ้มบางเบา “ขันทีหวัง รบกวนท่านช่วยขอบพระทัยพระสนมแทนข้าด้วย”
นางส่งสัญญาณให้ปั้นเซี่ยนำถุงเงินรางวัลไปมอบให้เขา ขันทีหวังรับไว้ยิ้มร่าก่อนจะขอตัวกลับไปรายงานผลที่วัง
ลับหลังคนของวัง ปั้นเซี่ยก็เอ่ยถามด้วยความฉงน “คุณหนูเจ้าคะ ลี่กุ้ยเฟยมีลูกไม้อะไรอีกหรือเจ้าคะ นางเกลียดพวกเราจะตายไป มิใช่หรือ ทั้งประทานรางวัล ทั้งส่งดอกไม้ ส่งเครื่องประดับ ถ้าคนไม่รู้ตื้นลึกหนาบางคงนึกว่าคนที่นางโปรดปรานคือท่าน ไม่ใช่หลินหว่านเอ๋อร์กระมัง”
เมิ่งเชียนเชียนส่ายหน้าเบาๆ “นางก็ไม่ได้เอ็นดูหลินหว่านเอ๋อร์เท่าใดนักหรอก หลินหว่านเอ๋อร์มีประโยชน์ต่อนาง ข้าเองก็เช่นกัน”
นางหวนนึกถึงคำพูดที่เคยได้ยินคนผู้นั้นสนทนากับลี่กุ้ยเฟยในวัง คราวนั้นมีคำว่า “เจ็ดวัน” และ “กำลังเดินทางมา” จนถึงบัดนี้นางก็ยังไม่กระจ่างว่าหมายถึงสิ่งใด เดิมทีคาดเดาว่าอาจมีบุคคลสำคัญเดินทางมายังเมืองหลวง แต่ช่วงนี้กลับเงียบเชียบไร้ข่าวคราว
หรือว่าจะหมายถึงดอกไม้จากดินแดนตะวันตกและเครื่องประดับจากแดนเมี่ยวเหล่านี้กันแน่
ตกบ่าย โจวหนานเยียนก็แวะมาหา
“พี่เมิ่ง ข้ามาหาโดยกะทันหัน เสียมารยาทต่อท่านแล้ว”
“พูดอะไรอย่างนั้นเล่า”
เมิ่งเชียนเชียนพึงใจในตัวโจวหนานเยียนอยู่ไม่น้อย อีกทั้งนางอาศัยอยู่เพียงลำพัง จึงไม่มีสิ่งใดให้ต้องลำบากใจ
“พี่เมิ่ง เรือนของท่านงดงามจริงๆ”
โจวหนานเยียนเอ่ยชมจากใจจริงพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ
แม้เรือนหลังนี้จะไม่ใหญ่โตโอ่อ่า แต่กลับอุดมไปด้วยพรรณไม้ ดอกไห่ถังชูช่อ ลำไผ่เขียวขจี บ่อปลาคาร์ปเล็กๆ ที่มีปลาแหวกว่าย ทั้งยังมีชิงช้าและม้าไม้ตั้งอยู่ บรรยากาศช่างดูสงบเงียบทว่าแฝงไว้ด้วยความมีชีวิตชีวา
เมิ่งเชียนเชียนจึงเอ่ยชวน “หากเยียนเอ๋อร์ชอบ ก็แวะมาได้บ่อยๆ สิ”
วันนี้ลมพัดค่อนข้างแรง เมิ่งเชียนเชียนจึงเชื้อเชิญโจวหนานเยียนเข้าไปนั่งสนทนากันในห้อง
โจวหนานเยียนเหลือบไปเห็นดอกเชาเย่าที่วางอยู่ใต้ระเบียงทางเดิน นางอุทานด้วยความประหลาดใจ “พี่เมิ่ง ดอกไม้กระถางนี้พระสนมกุ้ยเฟยประทานให้หรือ”
“ถูกต้อง” เมิ่งเชียนเชียนตอบรับ ก่อนจะฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ “เจ้าก็มีเหมือนกันหรือ”
โจวหนานเยียนพยักหน้า ทันใดนั้นท่าทีของนางก็ดูผ่อนคลายลงราวกับยกภูเขาออกจากอก “เดิมทีวันนี้ที่ข้ามาหาพี่เมิ่ง ก็เพราะในใจรู้สึกอึดอัดคับข้อง แต่ว่า... ในเมื่อพี่เมิ่งต้องเข้าวังพร้อมกับข้า ข้าก็ดูเหมือนจะไม่เสียใจขนาดนั้นแล้ว”
“เข้าวัง?”
เมิ่งเชียนเชียนเลิกคิ้วด้วยความงุนงง
นางไม่ค่อยได้ข้องเกี่ยวกับราชสำนักฝ่ายใน จึงไม่ค่อยรู้เท่าทันเล่ห์กลซับซ้อนภายในวังหลวงนัก
โจวหนานเยียนจึงไขข้อข้องใจให้นางฟัง
ลี่กุ้ยเฟยส่งดอกไม้ไปทั้งหมดสามกระถาง ดอกโบตั๋นถูกส่งไปยังบุตรสาวตระกูลเหยา ซึ่งมีความหมายโดยนัยว่าจะได้รับแต่งตั้งขึ้นเป็นฮองเฮา ส่วนดอกเชาเย่าที่เมิ่งเชียนเชียนและโจวหนานเยียนได้รับนั้น หมายถึงตำแหน่งพระสนม
“มิน่าเล่า ข้าถึงสืบไม่ได้เลยว่าดอกเชาเย่าอีกกระถางถูกส่งไปที่จวนใด”
เมิ่งเชียนเชียนขมวดคิ้วมุ่น
ลี่กุ้ยเฟยเสียสติไปแล้วหรือไร ฮ่องเต้น้อยจงเจิ้งซีเพิ่งจะมีอายุเท่าไหร่กัน ก็ริเริ่มจะแต่งตั้งฮองเฮาและคัดเลือกสนมเสียแล้ว? มิหนำซ้ำยังเลือกนางที่เคยผ่านการออกเรือนมาแล้วอีกด้วย?
พิจารณาจากความบาดหมางที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้ระหว่างนางกับอีกฝ่าย ลี่กุ้ยเฟยไม่กลัวว่านางจะถือโอกาสใช้มีดส่งลูกชายสุดที่รักของนางไปปรโลกหรืออย่างไรกัน
เมิ่งเชียนเชียนถามย้ำเพื่อความแน่ใจ “เยียนเอ๋อร์ เจ้าแน่ใจนะว่าดอกไม้นี้หมายถึงการเข้าวังเป็นสนม”
โจวหนานเยียนพยักหน้าหนักแน่น “อืม รอเพียงราชโองการจากในวังประกาศลงมาเท่านั้น”
เมิ่งเชียนเชียนพึมพำกับตนเอง “ราชโองการจากในวัง”
เวลานี้ลู่หยวนเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ราชโองการของโอรสสวรรค์ย่อมต้องผ่านการพิจารณาจากเขา ตราบใดที่ลู่หยวนไม่พยักหน้า ราชโองการย่อมไม่มีทางประกาศออกมาได้
หลังจากโจวหนานเยียนลากลับไป เมิ่งเชียนเชียนก็มุ่งหน้าไปยังจวนตูตูทันที
พวกบ่าวชายต่างเข้าใจว่านางคงมาจัดระเบียบหอเก็บคัมภีร์เช่นเคย ใครจะคาดคิดว่านางกลับเดินเลี้ยวตรงไปยังเรือนทิงหลาน
พวกบ่าวเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่มองหน้ากัน ไม่กล้าเข้าไปขัดขวาง
“แม่นางเมิ่ง!”
สาวใช้ในเรือนทิงหลานรีบย่อกายทำความเคารพเมิ่งเชียนเชียน
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยถาม “ท่านตูกูอยู่หรือไม่”
สาวใช้ตอบเสียงเบา “ท่านตูกูและคุณหนูเป่าซูไม่อยู่เจ้าค่ะ”
เมิ่งเชียนเชียนแปลกใจเล็กน้อย “แม้แต่เป่าซูก็ไม่อยู่ด้วยหรือ”
สาวใช้ตอบอย่างนอบน้อม “ได้ยินมาว่าเข้าวังไปแล้วเจ้าค่ะ”
ณ ตำหนักไท่เหอ
ลู่หยวนกำลังนั่งตรวจตราฎีกากองโต ส่วนเป่าซูกำลังสนุกสนานกับการโยนฎีกาของเขาลงพื้น แล้วคลานไปมาท่ามกลางกองกระดาษเหล่านั้น หากเห็นฉบับไหนขัดหูขัดตาก็จัดการฉีกทิ้งเสียให้สิ้นซาก
ตัวอย่างเช่นฉบับที่เขียนยื่นฟ้องว่าเมิ่งเสี่ยวจิ่วมีความดีความชอบไม่เพียงพอ ไร้ความเหมาะสมที่จะดูแลป้ายขาล
ขันทีผู้ดูแลตราประทับประคองฎีกาหลายฉบับเดินเข้ามา แล้วทำความเคารพอย่างนอบน้อมที่สุด “ท่านตูกู ฝ่าบาททรงร่างราชโองการมาหลายฉบับ เชิญท่านตรวจสอบด้วยขอรับ”
ลู่หยวนยังคงก้มหน้าอ่านเอกสารในมือ ไม่แม้แต่จะปรายตาขึ้นมอง
ขันทีผู้ดูแลตราประทับได้แต่ยืนค้างอยู่ในท่าถวายราชโองการ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงด้วยเกรงจะรบกวน
ผ่านไปเนิ่นนาน ลู่หยวนจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “อ่าน”
“ขอรับ”
ขันทีผู้ดูแลตราประทับวางราชโองการลงบนโต๊ะด้านข้างอย่างเบามือ แล้วเริ่มอ่านด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและนุ่มนวลทีละฉบับ เนื้อความล้วนเป็นการพระราชทานสมรสให้แก่โอรสสวรรค์
ราชโองการฉบับแรกแต่งตั้งเหยาชิงหลวน ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของโอรสสวรรค์ขึ้นเป็นฮองเฮา ฉบับที่สองแต่งตั้งโจวหนานเยียนบุตรสาวของแม่ทัพโจวเป็นอวี้เฟย และฉบับสุดท้าย... แต่งตั้งเมิ่งเสี่ยวจิ่วแห่งหน่วยทหารองครักษ์พยัคฆ์ขึ้นเป็นเจาเฟย
หลังจากขันทีผู้ดูแลตราประทับอ่านจบลง บรรยากาศในห้องเงียบสงัด สีหน้าของลู่หยวนยังคงราบเรียบไร้ความรู้สึกใดๆ
ขันทีผู้ดูแลตราประทับค่อยๆ วางราชโองการลงข้างมือลู่หยวนอย่างระมัดระวังที่สุด
เป่าซูคลานต้วมเตี้ยมเข้ามาใกล้ นางใช้ความพยายามปีนขึ้นไปบนเก้าอี้ จากนั้นก็ปีนต่อขึ้นไปบนโต๊ะ มือน้อยๆ คว้าหมับเข้าที่ราชโองการฉบับที่สาม แล้วเริ่มลงมือฉีกทึ้งทันที
ลู่หยวนปรายตามองนางด้วยสายตาเย็นเยียบ “อยากตายหรือ”
ขันทีผู้ดูแลตราประทับรีบฝืนยิ้มกล่าวไกล่เกลี่ย “คุณหนูเป่าซู ราชโองการฉีกไม่ได้นะขอรับ”
เป่าซูกำราชโองการไว้แน่น นั่งทำแก้มป่องด้วยความโมโหที่ทำอะไรไม่ได้ ช่างน่าสงสารและน่าขบขันในคราเดียวกัน
ทันใดนั้น ดวงตาของนางก็เป็นประกายเมื่อเกิดความคิดดีๆ ขึ้นมา
ทางด้านตำหนักฉางชุน ลี่กุ้ยเฟยเพิ่งจะทาสีเล็บใหม่เสร็จสิ้น ปลายนิ้วเรียวงามถูกแต่งแต้มสีสันสดใสจนหาที่เปรียบมิได้ นางมองดูผลงานด้วยความพึงพอใจเป็นล้นพ้น
นางชื่นชมเล็บงามของตนพลางหันไปถามขันทีหวังที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างกายด้วยรอยยิ้ม “ฝ่าบาททรงร่างราชโองการแล้วหรือยัง”
ขันทีหวังฉีกยิ้มกว้าง “ร่างเรียบร้อยแล้วพะยะค่ะ ส่งไปให้ท่านตูกูตรวจสอบแล้ว ไม่รู้ว่าท่านตูกูจะยอมพยักหน้าหรือไม่”
ลี่กุ้ยเฟยกล่าวด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม “เปิ่นกงระบุลงไปในราชโองการอย่างชัดเจน ให้เมิ่งเสี่ยวจิ่วเข้าวังในฐานะบุตรสาวบุญธรรมของจวนตูตู เช่นนี้ก็ไม่นับว่าเป็นการแย่งคนกับเขา เขาต้องยอมตกลงอยู่แล้ว”
ขณะที่กำลังสนทนากันอยู่นั้น ขันทีน้อยคนหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกสุดขีด “เหนียงเหนียง... ราชโองการแต่งตั้งเมิ่งเสี่ยวจิ่ว...”
ลี่กุ้ยเฟยเลิกคิ้วถาม “ทำไมหรือ”
ขันทีน้อยตอบเสียงสั่นเครือ “ราชโองการ... ถูกคุณหนูเป่าซูกินลงท้องไปแล้วพะยะค่ะ!”
(จบตอน)