บทที่ 130: เตียงวิวาห์
บรรยากาศภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันเมื่อฮูหยินอวี้มิได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด
จวนอันหย่วนโหวในเมืองหลวงนับเป็นตระกูลที่มีเกียรติและฐานะมิใช่น้อย ทว่าท่านจี้จิ่วแห่งวิทยาลัยหลวงผู้นั้นช่างวางท่าใหญ่นัก ถึงกับกล้าหักหน้าจวนอันหย่วนโหว ไม่ไว้ไมตรีกันเลยแม้แต่น้อย
ตระกูลอวี้แห่งโยวโจวก็นับเป็นตระกูลบัณฑิตผู้สืบทอดภูมิปัญญา ยวี่หลี่เองก็เป็นต้นกล้าชั้นดีที่มีอนาคตไกล มิเช่นนั้นคนทางบ้านเดิมคงไม่ลำบากเขียนจดหมายกำชับมาถึงนางเป็นกรณีพิเศษ เพื่อไหว้วานให้นางช่วยส่งหลานชายผู้นี้เข้าศึกษาในวิทยาลัยหลวง
นับเป็นเรื่องที่สองในรอบหลายปีที่ตระกูลอวี้เอ่ยปากขอความช่วยเหลือ เรื่องแรกนางได้ปฏิเสธไปแล้ว เรื่องที่สองนี้นางจึงตั้งใจจัดการให้อย่างสุดความสามารถ ใครจะคาดคิดว่าผลลัพธ์จะออกมาเช่นนี้
อันหย่วนโหวเห็นภรรยาจมอยู่กับความกลัดกลุ้มจึงเอ่ยปลอบโยน "ฮูหยินอย่าได้ร้อนใจไปเลย ปีนี้ให้หลี่เอ๋อร์พำนักอยู่ที่จวนท่านโหวไปพลางก่อน ให้เหยียนเอ๋อร์ช่วยขัดเกลาวิชาความรู้ให้เขา รอปีหน้าฟ้าใหม่ค่อยลงสนามสอบอีกครั้ง โอกาสย่อมเปิดกว้างกว่าเดิม"
เซี่ยเยี่ยนคือบัณฑิตทั่นฮวาผู้เลื่องชื่อในรุ่นนี้ รูปโฉมและความรู้ความสามารถล้วนเหนือสามัญชน ซานกงและเหล่าผู้อาวุโสต่างชื่นชมมิขาดปาก คนทั่วไปแม้นปรารถนาจะขอคำชี้แนะจากเขาสักครึ่งคำ ก็ยังยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
อีกไม่นานเซี่ยเยี่ยนก็จะต้องเข้ารับราชการในสำนักฮั่นหลินแล้ว
หากมิใช่เพราะเห็นว่าการเจรจาฝากฝังครั้งนี้ล้มเหลว อันหย่วนโหวคงไม่ออกปากเสนอให้เซี่ยเยี่ยนลงมาสอนสั่งยวี่หลี่ด้วยตนเองเช่นนี้
เมื่อเห็นฮูหยินอวี้ยังคงนิ่งเงียบ อันหย่วนโหวเข้าใจว่านางยังไม่พอใจ จึงแย้มยิ้มพลางกล่าวเสริม "เจ้ารู้หรือไม่ว่าโอกาสเช่นนี้หาได้ยากยิ่งนัก ได้ศึกษาเล่าเรียนกับทั่นฮวาสักหนึ่งปี ย่อมประเสริฐกว่าการร่ำเรียนในวิทยาลัยหลวงเสียอีก"
มิใช่ว่ามาตรฐานของวิทยาลัยหลวงนั้นด้อยค่า หากแต่บัณฑิตในนั้นมีจำนวนมากโข หากมิใช่ผู้ที่มีปัญญาฉายแสงดุจเพชรน้ำงาม ย่อมยากที่จะได้รับความใส่ใจหรือคำชี้แนะพิเศษจากเหล่าอาจารย์
ฮูหยินอวี้ทอดถอนใจออกมาแผ่วเบา "หลี่เอ๋อร์ไม่ยอมย้ายเข้ามาอยู่ที่จวนท่านโหวเจ้าค่ะ"
คิ้วเข้มของอันหย่วนโหวขมวดเข้าหากันทันที
ฮูหยินอวี้จึงกล่าวต่อ "เขาคงยังไม่รู้เรื่องที่เหยียนเอ๋อร์จะช่วยถ่ายทอดวิชาให้ ประเดี๋ยวข้าจะลองเกลี้ยกล่อมเขาอีกครา หากรู้ว่ามีโอกาสได้ศึกษากับทั่นฮวา เขาจะต้องใจอ่อนยอมตกลงเป็นแน่"
อย่าว่าแต่บัณฑิตบ้านนอกคนหนึ่งเลย ต่อให้เป็นคุณชายตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวง ก็ยังมีคนจำนวนมากที่ปรารถนาจะขอคำชี้แนะเคล็ดลับวิชาจากเซี่ยเยี่ยน
การที่นางห่างหายจากเมืองหลวงไปนานถึงห้าปี แต่เมื่อกลับมาแล้วสามารถแทรกตัวเข้าสู่สมาคมฮูหยินชั้นสูงได้อย่างรวดเร็ว ชื่อเสียงเกียรติยศของเซี่ยเยี่ยนนั้นมีส่วนช่วยส่งเสริมบารมีให้นางอย่างมหาศาล
ณ ตรอกเฟิงสุ่ย เมิ่งเชียนเชียนพายวี่หลี่กลับมาถึงบ้าน
ทว่าเมื่อก้าวเข้ามาในเรือน กลับพบเพียงแม่นมหูและตู้เหนียงจื่ออยู่เฝ้าบ้านเท่านั้น
เมิ่งเชียนเชียนชะงักฝีเท้าด้วยความแปลกใจ "เอ๊ะ... คนอื่นหายไปไหนกันหมด"
แม่นมหูรีบรายงาน "พ่อบ้านเซินมารับตัวไปหมดแล้วเจ้าค่ะ"
หญิงสาวเลิกคิ้ว "ไปกันหมดเลยหรือ"
ต้นสายปลายเหตุเริ่มจากเมื่อครู่ ยามที่เมิ่งเชียนเชียนพายวี่หลี่ไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนซ่างซู พ่อบ้านเซินก็เคลื่อนขบวนมาที่บ้าน เชิญท่านปู่เล็กเจ็ด เมิ่งเทียนหลาน เมิ่งป๋อ และแม่นมหลี่ไปทำหน้าที่สำคัญ คือการตรวจนับของหมั้น
ตามธรรมเนียมประเพณี ของหมั้นย่อมต้องส่งมายังบ้านเจ้าสาว แต่ประการแรก สถานะเจ้าสาวของเมิ่งเชียนเชียนจำต้องปิดบังไว้เป็นความลับ มิให้คนในวังหลวงผู้นั้นหาเรื่องก่อกวน ประการที่สอง จำนวนของหมั้นนั้นมหาศาลเกินกว่าที่เรือนหลังน้อยของเมิ่งเชียนเชียนจะรองรับไหว
ด้วยเหตุนี้ จวนตูตูจึงแก้ปัญหาด้วยการทุ่มเงินซื้อเรือนขนาดใหญ่ในเมืองหลวงไว้แห่งหนึ่ง เพื่อใช้เป็นคลังเก็บของหมั้นของเมิ่งเชียนเชียนโดยเฉพาะ
ตลอดทางที่เดินทางไป แม่นมหลี่ผู้มีความรู้สึกฝังใจว่าลู่หยวนคือขุนนางกังฉินจอมลวงโลก ก็ก่นด่าสาปแช่งเขาไม่หยุดปาก ทว่าเมื่อเริ่มลงมือตรวจนับของ คำด่าทอก็เลือนหายไป กลายเป็นความเงียบงันที่เข้ามาแทนที่
"แม่เจ้าโว้ย!"
แม่นมว่านที่ติดตามมาเพื่อชมความสนุก เมื่อก้าวเข้ามาในลานเรือนถึงกับตาค้าง "นายเขยขนสมบัติล้างตระกูลมาสู่ขอเมียหรือไงเนี่ย"
นายเขย?
พ่อบ้านเซินปรายตามองแม่นมว่านแวบหนึ่ง... หญิงชราผู้นี้ช่างมีวิสัยทัศน์กว้างไกล
เมิ่งป๋อก้มมองรายการของหมั้นในมือ สลับกับกองภูเขาสมบัติที่ล้นทะลักจากห้องเก็บของออกมาจนเต็มลานเรือน เขาขยี้ตาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้แน่ใจว่ามิได้ฝันไป
ทางด้านเมิ่งเทียนหลานนั้นอ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปทำรังได้ เขาละล่ำละลักออกมาว่า "เอ่อ... แน่ใจนะว่า... คือข้าที่ตีแขนมหาตูตูลู่หัก แล้วยกเชียนเชียนไปชดใช้ให้เขา... ไม่ใช่เขาตีข้าหัก... แล้วเอาตัวเองพร้อมสมบัติมาชดใช้ให้?"
ท่านปู่เล็กเจ็ดเอ่ยถามเสียงสั่น "เขาไม่ได้มีจุดอ่อนสำคัญอะไรตกอยู่ในมือแม่หนูสามจริงๆ ใช่ไหม"
เมิ่งเทียนหลานกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "หีบพวกนี้จะมีประโยชน์อันใด บางทีข้างในอาจจะว่างเปล่าก็ได้"
แม่นมว่านสวนขึ้นทันควัน "ว่างเปล่า? ใครมันจะใจดำอำมหิตขนาดนั้น ขนหีบเปล่ามาวางท่าเป็นสินสอด ฮ่าฮ่าฮ่า!"
ทว่าเมื่อนางหันไปเห็นสีหน้าเคร่งเครียดจริงจังของแม่นมหลี่และคนอื่นๆ รอยยิ้มของนางก็ค่อยๆ เจื่อนลง ก่อนจะถามเสียงอ่อย "มีคนทำแบบนั้นจริงๆ หรือเจ้าคะ"
จะไม่จริงได้อย่างไร เล่าลือกันหนาหูว่าคนตระกูลลู่ในอดีตก็เคยทำเรื่องงามหน้าเช่นนี้ ทั้งยากจนข้นแค้นแต่ยังชอบสร้างภาพลวงตา
ฉากหน้าจัดขบวนแห่หีบสินสอดมาอย่างยิ่งใหญ่ ทว่าเนื้อในกลับกลวงเปล่า ไร้ค่าเสียยิ่งกว่าไม้ที่นำมาทำหีบ
แม่นมหลี่ เมิ่งเทียนหลาน ท่านปู่เล็กเจ็ด และเมิ่งป๋อ ต่างพากันเปิดหีบเพื่อพิสูจน์ความจริง
ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป พวกเขาก็แทบจะตาบอด... เพราะถูกประกายทองคำส่องแสงกระแทกตาจนพร่ามัว
กว่าคณะคนจะกลับมาถึงตรอกเฟิงสุ่ยก็ล่วงเข้ายามดึก แข้งขาของแต่ละคนอ่อนแรง มือไม้สั่นเทา อย่าได้เอ่ยถามสิ่งใด การนับสมบัติกองเท่าภูเขานั้นทำลายขวัญและกำลังใจคนได้ชะงัดนัก
เช้าวันรุ่งขึ้น แม่นมหลี่จึงได้ฤกษ์เล่าเรื่องความอลังการของของหมั้นให้เมิ่งเชียนเชียนฟัง
เมิ่งเชียนเชียนเพียงร้อง "อ้อ" คำเดียว นางมองว่าเป็นเพียงพิธีการที่ผ่านเข้ามา ย้ายสมบัติจากจวนตูตูไปไว้เรือนใหญ่ ก็แค่เปลี่ยนสถานที่เก็บคลังสมบัติ ท้ายที่สุดทรัพย์สินเหล่านั้นก็ยังวนเวียนอยู่ในกำมือของลู่หยวนอยู่ดี
แม่นมหลี่ถามต่อด้วยความกังวล "ของหมั้นหนักหนาถึงเพียงนี้ แล้วสินเดิมเจ้าสาวเล่า พวกเราจะจัดเตรียมให้เท่าไหร่ดีเจ้าคะ"
เมิ่งเชียนเชียนตอบอย่างไม่ยี่หระ "มีเท่าไหร่ก็เทให้หมดหน้าตักนั่นแหละ"
แม่นมหลี่ชะงักกึก
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มมุมปาก เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยทว่าแฝงความนัย "ตอนแต่งกับลู่หลิงเซียว ข้ายังทุ่มสินเดิมไปตั้งมากมาย จะบอกว่าท่านมหาตูตูผู้ยิ่งใหญ่ยังเทียบไม่ได้กับลู่หลิงเซียวคนหนึ่งหรือ"
ความจริงคือนางมั่นใจว่าลู่หยวนจะไม่ตุกติกกับสินเดิมของนาง การขนสมบัติเข้าไปไว้ในจวนตูตู ย่อมปลอดภัยไร้กังวลกว่าเก็บรักษาไว้ข้างนอกเป็นไหนๆ
แม่นมหลี่จ้องมองเมิ่งเชียนเชียนด้วยแววตาซับซ้อน
ท่าทีของคุณหนูเหตุใดจึงดูผ่อนคลาย ไร้ซึ่งร่องรอยของการถูกบังคับขืนใจ หรือว่า... คุณหนูจะเสียรู้ถูกลู่หยวนล่อลวงหัวใจไปแล้ว จนยอมมอบกายถวายชีวิตให้จอมโจรขุนนางผู้นั้น?
คิดได้ดังนั้น แม่นมหลี่ก็ก่นด่าลู่หยวนในใจไปอีกหลายร้อยจบ!
พิธีมงคลครั้งนี้แม้ดูเหมือนเร่งรีบฉุกละหุก แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าคราวที่อยู่โยวโจวมากนัก ประการแรกคือมีพ่อบ้านเซินผู้มากความสามารถคอยจัดการทุกอย่าง ประการที่สองคือจวนตูตูมิได้มีเรื่องราววุ่นวายเน่าเฟะเหมือนตระกูลลู่ และไม่ได้วางมาดขุนนางใหญ่โตข่มเหงรังแกคนสกุลเมิ่ง ทั้งที่ในอดีตตระกูลลู่เป็นฝ่ายบากหน้ามาขอแต่งเมิ่งเชียนเชียนแท้ๆ แต่กลับวางท่าราวกับเป็นผู้ประทานบุญคุณอันยิ่งใหญ่ให้
จะกล่าวว่าจวนตูตูไร้ซึ่งญาติผู้ใหญ่ที่คิดจะเข้ามาวุ่นวายก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว ความจริงแล้ว 'อาหมัว' หญิงชราผู้นั้นพยายามจะก่อเรื่องหลายครา แต่ก็ถูกลู่หยวนสกัดดาวรุ่งไว้ได้ทุกครั้ง
อาหมัวยังคงไม่ยอมรามือ
ทว่ามหาตูตูลู่นั้นสมกับเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเล่นกับจิตใจคน เพียงประโยคเดียวที่ว่า "ลี่กุ้ยเฟยก็ปรารถนาจะได้นางไปเป็นสะใภ้ ท่านแน่ใจหรือว่าจะยอมให้มารดาของข้าพ่ายแพ้แก่ลี่กุ้ยเฟย" เพียงแค่นี้ อาหมัวก็หุบปากเงียบกริบราวกับเป่าสาก
สิ่งเดียวที่ทำให้แม่นมหลี่กลัดกลุ้มจนหัวคิ้วขมวดมุ่นในยามนี้ มีเพียงเรื่องเดียว... เตียงวิวาห์
ตามธรรมเนียมตระกูลใหญ่ เมื่อบุตรีจะออกเรือน มักจะมีการตระเตรียมเตียงวิวาห์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งแตกต่างจากเตียงป๋าปู้ทั่วไป เตียงวิวาห์นั้นถือคติ 'หนึ่งวันหนึ่งแรงงาน สามปีสร้างหนึ่งเตียง' จึงมีนามเรียกขานว่า 'เตียงเชียนกง' หรือเตียงพันแรงงาน
ในอดีตเมิ่งเชียนเชียนยังเยาว์วัยและแต่งงานอย่างกะทันหัน จึงไม่มีเวลาพอที่จะรังสรรค์เตียงเชียนกง ไม่คาดคิดว่ากาลเวลาผันผ่าน เหตุการณ์เดิมจะวนกลับมาซ้ำรอยอีกครา
แม่นมหลี่บ่นพึมพำด้วยความกลัดกลุ้ม "ในเมืองหลวงแม้จะมีเตียงเชียนกงวางขายอยู่ไม่น้อย แต่ส่วนมากก็เป็นเพียงของทำเลียนแบบฉาบฉวย หาใช่เตียงเชียนกงที่ประณีตงดงามของจริงไม่"
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยปลอบ "ไม่เป็นไรหรอกแม่นม อย่างไรเสียก็ของปลอมทั้งนั้น"
การแต่งงานจอมปลอม คู่กับเตียงวิวาห์ของปลอม ช่างเป็นคู่สร้างคู่สมที่เหมาะสมกันดีแท้
แม่นมหลี่หันขวับมองนางด้วยความงุนงง
เมิ่งเชียนเชียนคลี่ยิ้มบาง "ความหมายของข้าคือ... ท่านมหาตูตูคงไม่ถือสาเรื่องหยุมหยิมพรรค์นี้หรอก"
ทว่าสำหรับแม่นมหลี่ เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงเกียรติยศและหน้าตาของคุณหนูในบ้านสามี นางมิอาจปล่อยผ่านให้เป็นเรื่องเล่นๆ ได้ นางตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะเข้าเมืองไปเสาะหาด้วยตนเอง หากสามารถซื้อหาเตียงเชียนกงของแท้ได้ก็ประเสริฐยิ่ง แต่หากหาไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องได้เตียงป๋าปู้ที่ดูดีมีราคา สมฐานะ
พลันนึกขึ้นได้ แม่นมหลี่จึงเอ่ยถาม "จริงสิเจ้าคะ คุณชายรองออกไปข้างนอกแต่เช้า บอกว่านัดสหายไว้ คุณชายรองเพิ่งมาถึงเมืองหลวงก็มีสหายแล้วหรือเจ้าคะ"
ในวัยเด็ก ยวี่หลี่คอยปกป้องดูแลคุณหนูและนายน้อยทั้งสองมาโดยตลอด แม่นมหลี่จึงมีความรู้สึกเอ็นดูและประทับใจในตัวเขาไม่น้อย
เมิ่งเชียนเชียนพยักหน้า "อืม เป็นสหายที่เพิ่งคบหากันเมื่อวานน่ะ"
หลังเสร็จสิ้นมื้อเช้า แม่นมหลี่ก็รีบรุดออกไปตามหาเตียงวิวาห์
ส่วนเมิ่งเชียนเชียนเดินไปเรือนข้างๆ เพื่อตรวจดูอาการบาดเจ็บที่ขาของยายเฒ่าเฟิง
"ยายเฒ่าเฟิง ข้ามาแล้ว" นางร้องทักพลางชูห่อไก่ผัดพริกฝีมือตู้เหนียงจื่อที่ติดมือมาด้วย
ด้วยสรรพคุณอันเลิศล้ำของครีมสมานโลหิต ผสานกับการฝังเข็มกระตุ้นการไหลเวียนเลือดของเมิ่งเชียนเชียน อาการเจ็บขาของยายเฒ่าเฟิงจึงทุเลาลงจนหายดีนานแล้ว
ยายเฒ่าเฟิงรับห่อไก่ผัดพริกไปถือไว้ ก่อนจะเปรยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย "ได้ยินว่า... เจ้ากำลังอยากซื้อเตียง?"
เมิ่งเชียนเชียนชะงักกึก เอ๊ะ... ท่านล่วงรู้ได้อย่างไร?
ยายเฒ่าเฟิงกล่าวต่อโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า "เจ้าลองไปสอบถามที่บ้านช่างไม้ดูสิ เขาอาจจะมีขาย แต่จะดีหรือเลวข้าไม่รับประกัน"
เมิ่งเชียนเชียนเลิกคิ้ว "ช่างไม้ที่ว่าคือ..."
ยายเฒ่าเฟิงตอบสั้นๆ "เจ้าขวานยักษ์นั่นไง"
.
ณ จวนตูตู
ขุนนางกังฉิน: เมิ่งเสี่ยวจิ๋วกำลังทำอะไร
ชิงซวง: กำลังซื้อเตียงวิวาห์ขอรับ
ขุนนางกังฉิน: ...นางรีบร้อนอยากจะนอนกับเจิ้นเร็วขนาดนี้เชียวหรือ???
(จบตอน)