เป็นคราแรกที่เมิ่งเชียนเชียนได้ลิ้มรสความขมขื่นของการเป็นคนแปลกถิ่นในเมืองหลวงที่ไม่คุ้นเคย
ตระกูลลู่นั้น แม้จะตกอับขัดสนเงินทองเพียงไร แต่เปลือกนอกก็ยังได้ชื่อว่าเป็นตระกูลขุนนางบรรดาศักดิ์อันเก่าแก่ หากพักเรื่องคุณงามความดีในการสนับสนุนไท่ซ่างหวงก้าวขึ้นสู่บัลลังก์มังกรของท่านปู่ลู่เอาไว้ก่อน ลำพังเพียงลู่สิงโจวบิดาสามีที่รั้งตำแหน่งในกรมโยธา กับลู่หลิงเซียวสามีของนางที่เพิ่งสร้างเกียรติภูมิในสนามรบ ก็มากพอที่จะทำให้บุตรีวาณิชตัวเล็กๆ ที่ไร้ญาติขาดมิตรในเมืองหลวงอย่างนาง ต้องตระหนักว่าการจะถอนตัวออกจากตระกูลลู่โดยที่ร่างกายและจิตวิญญาณยังครบสามสิบสองประการนั้น ช่างยากเย็นแสนเข็ญราวกับปีนป่ายขึ้นสวรรค์
“เสี่ยวจิ่ว มีชีวิตอยู่ต่อไป...”
“ท่านพ่อ...”
กลางดึกสงัด เมิ่งเชียนเชียนสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายอีกครา เหงื่อกาฬเม็ดโตไหลรินอาบขมับจนเส้นผมดำขลับเปียกชุ่มแนบแก้ม
“ชิ สตรีที่คิดฝันอยากปีนเตียงข้ามีดาษดื่น แต่ที่รีบร้อนอยากจะนับญาติเรียกหาพ่อ เจ้าเป็นคนแรก”
สุรเสียงทุ้มต่ำเจือแววเกียจคร้านของลู่หยวนดังแทรกความเงียบขึ้นมาอย่างเนิบนาบ ปลุกสติของผู้ฟังให้ตื่นตัวขึ้นในฉับพลัน
เมิ่งเชียนเชียนรีบชักมือกลับจากการเผลอคว้าแขนเสื้อสีม่วงเข้มของเขา นางลุกขึ้นนั่งอย่างเงียบเชียบ ปรับสีหน้าให้เรียบเฉยก่อนจะปรายตามองบุรุษผู้บุกรุกพลางเอ่ยถาม “ท่านตูกูมักนิยมชมชอบการบุกรุกเข้ามาในห้องนอนของสตรีที่มีสามีแล้วเช่นนี้เป็นนิจสินหรือเจ้าคะ”
“ข้าอยากไปที่ใด ก็ย่อมไปได้ทุกที่!”
คุณธรรม จริยธรรม ยางอาย หรือจารีตประเพณีชายหญิง สำหรับท่านตูกูผู้นี้แล้ว ล้วนเป็นเพียงธุลีดินที่ไร้ค่า!
ลู่หยวนเอนกายพิงพนักเก้าอี้ที่ปูด้วยหนังเสือลายพาดกลอนตัวใหญ่อย่างเกียจคร้าน ขาเรียวยาวภายใต้กางเกงเนื้อดีไขว่ห้างวางพาดอยู่บนตั่งวางเท้าไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจง
เดิมทีเรือนไห่ถังอันเรียบง่ายแห่งนี้ หาได้มีเครื่องเรือนไม้จันทน์ม่วงราคาแพงระยับเหล่านี้ไม่
เมิ่งเชียนเชียนกวาดสายตามองไปยังอ่างถ่านที่ตั้งอยู่ด้านข้าง ถ่านไม้ธรรมดาถูกเปลี่ยนเป็นถ่านหงหลัวสีแดงระเรื่อไร้ควัน ซึ่งมีเพียงเจ้านายชั้นสูงในวังหลวงเท่านั้นจึงจะมีวาสนาได้ใช้สอย
คนผู้นี้ช่างสรรหาความสำราญใส่ตัวได้ทุกที่เสียจริง
ลู่หยวนพลิกหน้ากระดาษฮว่าเปิ่นในมือด้วยท่าทางเบื่อหน่าย ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววรังเกียจยามเอ่ยว่า “พวกสตรีเช่นเจ้า วันๆ อ่านแต่เรื่องไร้สาระพรรค์นี้รึ”
นางหาได้พิสมัยการอ่านนิยายประโลมโลกเหล่านี้ไม่ หากมิใช่เพื่ออ่านถวายแก้เหงาให้เหล่าไท่จวิน นางคงไม่แตะต้องมัน
เมิ่งเชียนเชียนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าน้อยเป็นเพียงสตรีเบาปัญญา ไร้ปณิธานอันยิ่งใหญ่ คงต้องทำให้ท่านตูกูขบขันแล้ว”
ลู่หยวนพลิกหน้ากระดาษอีกครา เอ่ยถามลอยๆ “เสี่ยวจิ่วคือใคร”
เมิ่งเชียนเชียนตอบกลับทันควัน “ข้าน้อยเป็นบุตรคนที่เก้าของตระกูลเจ้าค่ะ”
“อูว้า!”
พลันเสียงร้องอ้อแอ้ขู่คำรามดุจลูกเสือตัวน้อยก็ดังขึ้นมาจากในตะกร้าสาน
เมิ่งเชียนเชียนเพิ่งจะสังเกตเห็นว่ามีสิ่งมีชีวิตตัวน้อยกำลังส่งเสียงประท้วงรอการป้อนนมอยู่
เรื่องนี้จะโทษความสะเพร่าของนางฝ่ายเดียวก็คงไม่ได้ ต้องโทษที่รังสีอำมหิตของท่านตูกูบางท่านนั้นรุนแรงจนบดบังทุกสิ่งรอบกายไปเสียสิ้น
หญิงสาวก้มลงอุ้มเจ้าก้อนแป้งน้อยออกมาจากตะกร้าอย่างเบามือ
ทันใดนั้น ร่างเล็กในอ้อมแขนก็เกร็งตัวขึ้น เมิ่งเชียนเชียนไหวตัวทันด้วยสัญชาตญาณ รีบชูเจ้าตัวเล็กออกห่างจากตัวอย่างรวดเร็ว
“ฮัดชิ้ว!”
เจ้าตัวเล็กจามออกมาเสียงดังสนั่น!
ลู่หยวนยกหนังสือนิทานในมือขึ้นบังใบหน้าหล่อเหลาได้ทันท่วงที ทว่าดวงตาหงส์คู่คมกลับฉายแววสังหารวาบหนึ่งเมื่อลดหนังสือลง
เมิ่งเชียนเชียนกระพริบตาปริบๆ แสร้งทำสีหน้าใสซื่อบริสุทธิ์
ส่วนเจ้าตัวการน้อยที่มีน้ำมูกโป่งพองออกมาเป็นฟองอากาศตรงจมูก ได้แต่ทำหน้ามึนงงไม่รู้ประสีประสา
เมิ่งเชียนเชียนรีบจัดการป้อนนมให้เจ้าตัวเล็ก พร้อมกับเช็ดทำความสะอาดคราบน้ำมูกจนเกลี้ยงเกลา
ดูเหมือนความอยากอาหารของเจ้าตัวเล็กจะไม่ได้รับผลกระทบจากบรรยากาศมาคุภายในห้องแม้แต่น้อย นางดูดนมอย่างตะกละตะกลามจนแก้มป่อง ไม่นานเหงื่อกาฬก็ผุดพรายเต็มหน้าผาก สีหน้าซีดเซียวเริ่มมีเลือดฝาดแดงระเรื่อขึ้นมา
เมิ่งเชียนเชียนสบโอกาสจึงเอ่ยถามขึ้น “ไม่ทราบว่าควรเรียกขานคุณหนูน้อยว่ากระไรเจ้าคะ”
ลู่หยวนปรายตามองบุตรสาว แสยะยิ้มมุมปากก่อนตอบเรียบๆ “เป่าจู”
เจ้าก้อนแป้งน้อยราวกับฟังคำเยาะเย้ยถากถางของบิดาออก จึงส่งเสียงร้องประท้วงอย่างดุเดือด “อูว้า!”
ท่านตูกูผู้ยิ่งใหญ่แค่นเสียงในลำคอ “เจ้าเป็นคนคลานไปจับหมูมาเองนี่”
ในพิธีจัวโจว ลูกหลานบ้านอื่นล้วนคว้าลูกคิด จับทองคำ จับพู่กัน เพื่อความเป็นสิริมงคล แต่บุตรสาวของเขาผู้เก่งกาจกลับคลานต้วมเตี้ยมตรงดิ่งไปยังโรงครัว แล้วคว้าหมูหันหนังกรอบติดมือมาเสียอย่างนั้น
เมิ่งเชียนเชียนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มลงคุยกับทารกน้อยอย่างจริงจัง “เจ้าอยากกินเนื้อหรือ ตัวแค่นี้ กินเนื้อไม่ได้นะรู้ไหม”
เจ้าตัวเล็กอ้าปากกว้าง อวดฟันซี่เล็กจิ๋วที่เพิ่งงอกให้เมิ่งเชียนเชียนดูอย่างภาคภูมิใจ
เมิ่งเชียนเชียนส่ายหน้า “ต่อให้ฟันขึ้นแล้วก็ยังกินไม่ได้อยู่ดี”
เจ้าตัวเล็กทำปากยื่น น้อยใจจนส่งเสียง “อูว้า” ออกมาเบาๆ
ในขณะที่เมิ่งเชียนเชียนคิดว่าคนปากหนักอย่างลู่หยวนคงคร้านจะบอกชื่อจริงของลูกสาว ลู่หยวนก็พลิกหน้าฮว่าเปิ่นไปมาแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เป่าซู ชื่อเล่น เจาเจา”
เมื่อเป่าซูกินอิ่มหนังท้องตึง ก็เริ่มเล่นเท้าเล็กป้อมของตัวเองอย่างเพลิดเพลิน เพียงครู่เดียวก็ผล็อยหลับไปในที่สุด
เมิ่งเชียนเชียนลอบชำเลืองมองลู่หยวนแวบหนึ่ง
ฮว่าเปิ่นในมือของเขาเหลือเพียงไม่กี่หน้าก็จะจบเล่ม เขาจดจ้องตัวอักษรเหล่านั้นพลางเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้า “ลอบมองข้ามาค่อนคืนแล้ว มีอะไรก็พูดมาตรงๆ”
คนผู้นี้ช่างมีสัญชาตญาณเฉียบแหลมน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นตอนที่พบนางในตรอกเปลี่ยว หรือยามที่มองทะลุความคิดของนางในเวลานี้
แต่ในเมื่อนางไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า การเสี่ยงเดิมพันครั้งนี้ก็นับว่าคุ้มค่า เมิ่งเชียนเชียนยืดตัวตรง สบตาเขาอย่างไม่ลดละ “ข้าน้อยอยากทำข้อตกลงกับท่านเจ้าค่ะ”
ลู่หยวนพลิกหน้าหนังสืออีกครั้ง น้ำเสียงยังคงไม่ยินดียินร้าย “อย่าสำคัญตัวผิดไป คิดว่าเจ้าป้อนนมบุตรสาวข้าเพียงไม่กี่ครั้ง จะมีสิทธิ์มาต่อรองทำข้อตกลงกับข้าได้เทียวหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนไม่หวั่นเกรง นางเอ่ยเข้าประเด็นทันที “สายลับของเป่ยเหลียงลอบเข้าเมืองหลวงมาแล้วเจ้าค่ะ”
“เรื่องนี้ข้ารู้อยู่แล้ว”
“แต่จิ่นอีเว่ยยังคงควานหาตัวพวกเขาไม่พบ และข้ามั่นใจว่าจิ่นอีเว่ยจะไม่มีวันหาพบเป็นแน่”
“โอ้?”
ครานี้ลู่หยวนเริ่มมีท่าทีสนใจขึ้นมาบ้าง เขาปิดหนังสือนิทานลงช้าๆ นัยน์ตาหงส์อันงดงามทว่าแฝงอันตรายตวัดมองมาที่นาง
ลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นมีรอยยิ้มพาดผ่าน แต่สิ่งที่ชัดเจนยิ่งกว่าคือไอสังหารที่แผ่ซ่านออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
เมิ่งเชียนเชียนสบตาเขาอย่างแน่วแน่ “สายลับเป่ยเหลียงซ่อนตัวปะปนอยู่ภายในหอว่านฮวาเจ้าค่ะ”
มุมปากของลู่หยวนยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน “ลู่หลิงเซียวบอกเจ้ามาหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้พิรุธ “ข้าน้อยบังเอิญได้ยินมาเจ้าค่ะ เขาเองก็ไม่มั่นใจ และไม่กล้าบุ่มบ่ามไปสืบ แต่ข้าคิดว่าคนอย่างท่านตูกูน่าจะกล้า เพราะในใต้หล้านี้ คงไม่มีสถานที่ใดที่จิ่นอีเว่ยของท่านไม่กล้าเหยียบย่างเข้าไป”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าจุดจบของผู้ที่บังอาจหลอกลวงข้านั้นเป็นเช่นไร”
“ข้าน้อยมิกล้า”
“ข้ายังไม่ได้ตกปากรับคำจะทำข้อตกลงกับเจ้า แต่เจ้ากลับคายความลับออกมาจนหมดสิ้น ไม่กลัวข้าฆ่าปิดปากเจ้า แล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หรือไร”
“ท่านตูกูอาจจะไม่ใช่คนดีที่มีเมตตา แต่ท่านไม่ใช่คนถ่อยไร้สัจจะแน่นอนเจ้าค่ะ”
ลู่หยวนหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มนั้นดูลึกลับและมีความหมายลึกซึ้ง “เจ้าต้องการสิ่งใด”
กาลเวลาล่วงเลยไปหลายวัน หิมะในเมืองหลวงโปรยปรายลงมาอย่างหนักติดต่อกันจนขาวโพลนไปทั่วทุกหนแห่ง เมิ่งเชียนเชียนอ้างเหตุผลว่าล้มป่วยจึงเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนไห่ถังเพื่อสะสางบัญชี
นางเลิกโอนอ่อนผ่อนตามคนในจวนอีกต่อไป ไม่เพียงแต่สั่งงดรังนกราคาแพงของเหล่าฟูเหริน แม้แต่ค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยอื่นๆ หลายรายการก็ถูกนางใช้พู่กันขีดฆ่าตัดทิ้งอย่างไม่ไยดี
เหล่าฟูเหรินโกรธจนแทบกระอักเลือด ส่งคนมาเรียกเมิ่งเชียนเชียนไปอบรมสั่งสอน แต่นางก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมไป
และข้อดีของพายุหิมะก็คือ เหล่าฟูเหรินผู้รักตัวกลัวตายไม่กล้าเสี่ยงเดินฝ่าหิมะลื่นๆ เพื่อมาด่าทอนางถึงเรือนไห่ถังด้วยตนเอง
ใจจริงเหล่าฟูเหรินอยากจะเรียกบุตรชายอย่างลู่หลิงเซียวมาจัดการกำราบภรรยาที่เริ่มกระด้างกระเดื่องผู้นี้ แต่ติดตรงที่ลู่หลิงเซียวไม่อยู่จวน
จิ่นอีเว่ยบุกเข้าตรวจค้นหอว่านฮวา พบสายลับเป่ยเหลียงซ่อนตัวอยู่จริง สามารถจับกุมตัวได้คาหนังคาเขาถึงสามคน ส่วนอีกสองคนนั้นไหวตัวทันหลบหนีไปได้
ลู่หลิงเซียวผู้เคยมีประสบการณ์แฝงตัวเป็นสายลับในเป่ยเหลียง จึงเชี่ยวชาญกลยุทธ์การปลอมตัวของศัตรูเป็นอย่างดี ช่วงนี้เขาจึงยุ่งหัวหมุนอยู่กับการช่วยราชสำนักไล่ล่าจับกุมสายลับ ไม่ได้กลับจวนมาหลายวันแล้ว
เหล่าฟูเหรินมีไฟโทสะอัดอั้นอยู่เต็มอก หาที่ระบายไม่ได้จนร้อนใน ปากคอพุพองขึ้นมาหลายแห่ง
กระทั่งหิมะหยุดตก ญาติจากบ้านเดิมของเหล่าฟูเหรินก็มาเยือนถึงที่
“คุณหนู เหล่าฟูเหรินเชิญท่านไปพบเจ้าค่ะ”
ปั้นเซี่ยสาวใช้คนสนิทเดินเข้ามารายงานในห้อง
เมิ่งเชียนเชียนเพิ่งจะตรวจสอบสมุดบัญชีเน่าเฟะเล่มสุดท้ายเสร็จสิ้น ปลายพู่กันจุ่มชาดสีแดงวงกลมจุดผิดพลาดไว้เด่นชัด
“คุณหนู จะไปหรือไม่เจ้าคะ” แม่นมหลี่เอ่ยถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล “บ่าวได้ยินว่าคนตระกูลจ้าวมากัน คงไม่พ้นมาขอเงินทองอีกเป็นแน่เจ้าค่ะ”
เหล่าฟูเหรินทั้งกินทั้งกอบโกยของในจวนไปประเคนให้บ้านเดิม ท่าทางตะกละตะกลามน่าเกลียดจนแม้แต่แม่นมหลี่ยังทนดูไม่ได้
เมิ่งเชียนเชียนพับสมุดบัญชีเก็บลง “มาก็ดี บัญชีแค้นบางอย่าง ก็สมควรแก่เวลาที่ต้องคิดคำนวณกันให้รู้แล้วรู้รอดเสียที”
ผลาญเงินทองของนางมาตั้งหลายปี ถึงเวลาต้องให้พวกเขาคายออกมาให้หมดแล้ว!
คนตระกูลจ้าวที่บากหน้ามาเยือนในครานี้คือน้องสะใภ้และหลานชายของเหล่าฟูเหริน
เพียงเมิ่งเชียนเชียนก้าวเท้ามาถึงหน้าประตู ก็ได้ยินเสียงเจ้านายหญิงจ้าวร่ำไห้คร่ำครวญปานจะขาดใจ “พี่ใหญ่... ท่านต้องช่วยเหิงเกอเอ๋อร์นะเจ้าคะ... เขาเป็นหลานชายแท้ๆ ของท่าน... ท่านต้องช่วยชีวิตเขาด้วย...”
นายหญิงรองเบะปากอย่างเอือมระอา “เขาไปหาเรื่องใครไม่หา ดันรนหาที่ตายไปหาเรื่องผู้บัญชาการกององครักษ์เสื้อแพร พวกเราจะเป็นปัญญาทำอะไรได้เล่า?”
เจ้านายหญิงจ้าวรีบเสนอแนะ “เช่นนั้น... ให้เซียวเกอเอ๋อร์ไปช่วยพูดไกล่เกลี่ยให้หน่อยมิได้หรือ?”
เหล่าฟูเหรินอึกอัก “เซียวเกอเอ๋อร์... ช่วงนี้เขาไม่อยู่”
ไม่อยู่อันใดกัน? ความจริงคือเขาไม่ได้สนิทชิดเชื้อกับจิ่นอีเว่ยจนถึงขั้นจะพูดคุยกันได้ต่างหาก!
เจ้านายหญิงจ้าวยังคงร้องไห้ฟูมฟาย “เหิงเกอเอ๋อร์แค่ดื่มมากไปหน่อย... ไม่ได้ตั้งใจจะลวนลามคน... อีกอย่างเขาก็ไม่รู้ว่าแม่นางคนนั้นคือน้องสาวของท่านผู้บัญชาการ... ทางนั้นเรียกค่าเสียหายแค่สองหมื่นตำลึง... เรื่องนี้ก็จะจบลงด้วยดี... มิเช่นนั้นพวกเขาขู่ว่าจะตีเหิงเกอเอ๋อร์ให้ตายคาตีน...”
นายหญิงรองได้ยินตัวเลขก็หน้าถอดสี ร้องเสียงหลง “สองหมื่นตำลึง? ตระกูลลู่ของเราจะไปขุดเงินมากมายขนาดนี้มาจากที่ไหนกัน!”
เจ้านายหญิงจ้าวโพล่งขึ้นทันควัน “เมิ่งยาโถวร่ำรวยมิใช่หรือ? ไปขอจากนางก็สิ้นเรื่องแล้ว!”
เมิ่งเชียนเชียนเลิกม่านเดินเชิดหน้าเข้าไปในห้อง เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ท่านยายสะใภ้ อย่าว่าแต่ข้าไม่มีเงินทองมากมายขนาดนั้นเลย ต่อให้มี ข้าก็เอาไปถมหลุมดำให้ตระกูลจ้าวของพวกท่านไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”
(จบตอน)