บทที่ 146: ชีวิตหลังแต่งงาน
ย่างเข้าวันที่สิบเจ็ดเดือนสี่ ท้องนภาปลอดโปร่ง สายลมพัดโชยแดดทอแสงเจิดจ้า
เมื่อวานนี้ขบวนรับเจ้าสาวของท่านผู้บัญชาการลู่แห่แหนไปตามท้องถนนอย่างเอิกเกริก เสียงฆ้องเสียงกลองดังกึกก้องกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วครึ่งค่อนเมืองหลวง ทว่าในเช้าวันนี้ เมื่อความจริงปรากฏแก่สายตาของเหล่าราษฎรว่าเจ้าสาวผู้โชคดีที่ก้าวเข้าสู่จวนตูตูนั้น หาใช่ใครอื่นไกล แต่กลับเป็นเมิ่งเชียนเชียน ทั่วทั้งเมืองหลวงก็พลันเดือดพล่านราวกับน้ำในกาที่ถูกต้มจนระเบิด
ภายในโรงน้ำชา บรรดานักเล่านิทานต่างพากันวางตำราในมือลง สิ้นความสนใจที่จะเล่าขานตำนานปรัมปรา กลับเปลี่ยนมาจับเข่าคุยฟุ้งถึงเรื่องราวของนายหญิงคนใหม่แห่งจวนตูตูผู้นี้แทนอย่างออกรส
“เมิ่งเชียนเชียนหรือ? ใช่เมิ่งเชียนเชียนคนเดียวกับที่ข้ารู้จักหรือไม่”
ชายหนุ่มผู้หนึ่งในอาภรณ์บัณฑิตเอ่ยถามขึ้นด้วยความกังขา แม้การแต่งกายจะดูคล้ายผู้คงแก่เรียน แต่ท่วงท่ากลับบ่งบอกว่าห่างไกลจากตำราเรียนยิ่งนัก เขามานั่งจับเจ่าขลุกอยู่ในโรงน้ำชาแห่งนี้ตั้งแต่ไก่โห่เพื่อรอฟังข่าวคราว
คุณชายเจ้าสำราญผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ด้านข้างจึงเอ่ยตอบ “หากมิใช่นางแล้วจะเป็นผู้ใดเล่า? ในเมืองหลวงแห่งนี้มีคนชื่อแซ่นี้ดาษดื่นนักหรือ”
“ไม่ใช่กระมัง...” บัณฑิตหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นด้วยความเคลือบแคลง “ข้าเคยได้ยินมาหนาหูว่านางเคยออกเรือนไปแล้วหนหนึ่ง มิหนำซ้ำยังหย่าขาดกับสามีแล้วมิใช่หรือ”
“เขาเรียกว่าการตัดขาดความสัมพันธ์!” คุณชายเจ้าสำราญรีบแก้ต่างให้ทันควัน “ไท่ซ่างหวงทรงเป็นผู้สะบัดพู่กันลงพระนามในราชโองการด้วยพระองค์เองเชียวนะ”
บัณฑิตหนุ่มยังคงไม่คลายสงสัย “ต่อให้เป็นการตัดขาดความสัมพันธ์ แต่นางก็ขึ้นชื่อว่าเคยผ่านพิธีวิวาห์มาแล้วหนหนึ่ง ท่านผู้บัญชาการมีอำนาจบารมีล้นฟ้าเพียงนั้น เหตุไฉนจึงลดตัวลงมาแต่งงานกับสตรีที่เคยผ่านการออกเรือนมาแล้วเล่า”
แขกเหรื่ออีกโต๊ะหนึ่งอดรนทนไม่ไหวจึงสอดคำขึ้นมาบ้าง “นั่นปะไร ข้าจำได้แม่นยำว่าคู่หมั้นคู่หมายของท่านผู้บัญชาการ เป็นถึงธิดาตระกูลสูงศักดิ์จากแดนเหมียวมิใช่หรือ”
“แต่งงานครั้งที่สองแล้วมันหนักศีรษะผู้ใด? บ้านพวกเจ้าก็มีน้องสาวลูกสาวที่ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องมิใช่หรือ ท่านผู้บัญชาการเคยชายตาแลบ้างหรือไม่เล่า”
“เฮ้ย... เจ้าหนุ่มนี่ วาจาสามหาวนัก!”
“นายน้อยอย่างข้าก็ปากคอเราะร้ายเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว มีปัญหาหรือ!”
“เจ้าเป็นอะไรกับนาง ถึงได้ออกรับแทนเช่นนี้”
“ข้าเป็นน้องเล็กของนาง!”
คุณชายเจ้าสำราญผู้มีฝีปากกล้าผู้นี้หาใช่ใครอื่น คือหานหลินผู้ที่ยอมก้มหัวเรียกยวี่หลี่ว่าพี่ใหญ่นั่นเอง
หานหลินปักหลักอยู่ในโรงน้ำชามาตลอดช่วงเช้า เปิดศึกฝีปากกับผู้คนที่บังอาจตั้งข้อกังขากับพี่สาวของเขาอย่างไม่ลดละ เรื่องใช้กำลังเขาอาจไม่เคยชนะผู้ใด แต่หากเป็นเรื่องการต่อปากต่อคำแล้วไซร้ เขาไม่เคยเพลี่ยงพล้ำให้แก่ผู้ใด
ข่าวลือแพร่สะพัดไปตามสายลม แทรกซึมไปทั่วทุกซอกทุกมุมของเมืองหลวง กว่าจะลอยลมเข้าสู่พระกรรณภายในวังหลวง ตะวันก็ตรงศีรษะเสียแล้ว
ช่วงนี้ลี่กุ้ยเฟยกำลังเสวยสุขอย่างเปรมปรีดิ์ บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนกำลังจะเข้าพิธีอภิเษกสมรส ฮองเฮาก็เป็นหลานสาวในไส้จากตระกูลเดิมของนาง
เมื่อถึงเวลานั้น นางก็จะมีข้ออ้างอันชอบธรรมว่าโอรสสวรรค์เจริญวัยเป็นผู้ใหญ่แล้ว สมควรแก่เวลาที่จะเริ่มว่าราชการด้วยพระองค์เองเสียที
แน่นอนว่านางรู้ดี จิ้งจอกเฒ่าอย่างลู่หยวนย่อมไม่มีทางยอมคายอำนาจบริหารราชการแผ่นดินออกมาง่ายๆ แต่ความอหังการของคนเราย่อมมีขีดจำกัด ลู่หยวนจะเก่งกล้าสามารถเพียงใด จะหวงแหนอำนาจเพียงใด ก็ไม่อาจละเลยกฎมณเฑียรบาลและจารีตประเพณีได้
ในขณะที่นางกำลังวาดวิมานในอากาศ ขันทีหวังก็ก้าวเข้ามาด้านในด้วยสีหน้าตื่นตระหนกลนลาน ก่อนจะถวายความเคารพอย่างนอบน้อม “พระสนมพ่ะย่ะค่ะ!”
ลี่กุ้ยเฟยกำลังเอนกายพักผ่อนอยู่บนตั่งกุ้ยเฟยอย่างเกียจคร้าน ปล่อยให้นางกำนัลน้อยบรรจงทาสีจากดอกเทียนบ้านลงบนเล็บเรียวงามของนาง
นางโปรดปรานสีแดงระเรื่อของดอกเทียนบ้านชุดใหม่นี้ยิ่งนัก
“พระสนมพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเห็นลี่กุ้ยเฟยยังคงดื่มด่ำกับความงดงามของสีเล็บโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ขันทีหวังจึงส่งเสียงเรียกซ้ำอีกครา
“ได้ยินแล้ว”
ลี่กุ้ยเฟยยกมือซ้ายขึ้นชื่นชมเล็บที่ทาเสร็จแล้ว พลางเอ่ยเสียงเนิบนาบ “ไม่เห็นหรือว่าเปิ่นกงกำลังยุ่งอยู่”
ขันทีหวังกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก “พระสนม เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ลี่กุ้ยเฟยแค่นเสียงในลำคออย่างไม่ยี่หระ “ก็แค่ลู่หยวนขาดการประชุมเช้ามิใช่หรือ? เขาเพิ่งเป็นเจ้าบ่าวหมาดๆ จะหลงใหลในรสสวาทจนลืมวันลืมคืนก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา ยิ่งเขาจมดิ่งในตัณหาราคะมากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นผลดีต่อเปิ่นกงและฝ่าบาทมากเท่านั้น”
ขันทีหวังร้อนรนจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก “ท่านผู้บัญชาการมิได้แต่งงานกับคุณหนูจากแดนเหมียว ทางแดนเหมียวไม่ได้ส่งธิดาตระกูลสูงศักดิ์มาเลยพ่ะย่ะค่ะ!”
ลี่กุ้ยเฟยขมวดคิ้วเรียวงามมุ่นทันควัน “เช่นนั้นเขาแต่งกับผู้ใด”
ขันทีหวังจำใจต้องเอ่ยความจริง “เมิ่งเสี่ยวจิ่วพ่ะย่ะค่ะ”
มือของลี่กุ้ยเฟยกระตุกวูบด้วยความตกใจ นางกำนัลน้อยที่กำลังบรรจงทาสีเล็บจึงเผลอทำสีเปื้อนปลายนิ้วของนาง นางกำนัลผู้นั้นหน้าซีดเผือด รีบทิ้งตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะขอชีวิตตัวสั่นงันงก
ขันทีหวังถลึงตาใส่นางกำนัลน้อยอย่างดุร้าย “ยังไม่รีบไสหัวออกไปอีก! จะอยู่ขวางหูขวางตาพระสนมให้ระคายเคืองพระทัยหรือ”
“เพคะ! เพคะ!”
นางกำนัลน้อยรีบลนลานถอยออกไปแทบไม่ทัน
ลี่กุ้ยเฟยเอ่ยถามเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “เจ้าไม่ได้เข้าใจผิดใช่หรือไม่”
ขันทีหวังยืนยันหนักแน่น “ไม่ผิดแน่พ่ะย่ะค่ะ! ในการประชุมเช้าวันนี้ เหล่าขุนนางต่างพูดออกมาด้วยปากของตนเอง! ขบวนรับเจ้าสาวเมื่อวานนี้ยิ่งใหญ่ตระการตา ใช้เกี้ยวแปดคนหามเชิญตัวเจ้าสาวเข้าประตู คนที่ทำหน้าที่หามเกี้ยวคือพวกจางเฟยหู่ ล้วนแล้วแต่เป็นแม่ทัพนายกองที่มีความดีความชอบใหญ่หลวงทั้งสิ้น!”
ลี่กุ้ยเฟยโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม เพลิงโทสะลุกโชนในอกแทบระเบิด!
ลู่หยวนแย่งวันมงคลของบุตรชายนาง นางหลงคิดว่าเป็นฝีมือของพี่สาววิปลาสผู้นั้น จึงยอมกัดฟันหลีกทางให้โดยไม่ปริปากบ่น
ที่แท้... ลู่หยวน... ลู่หยวนกำลังแก้แค้นนาง เขาต้องการชิงตัวเมิ่งเชียนเชียนตัดหน้า ไม่ให้นางรับเข้าเป็นสนม!
ช่างเป็นแผนตบตาที่แนบเนียนลึกล้ำนัก เริ่มจากทำตัวลึกลับคลุมเครือ ให้นางเข้าใจผิดไปเองว่าเขาแต่งงานกับคุณหนูจากแดนเหมียว แล้วอาศัยจังหวะชิงแต่งเมิ่งเชียนเชียนเข้าจวนก่อนงานอภิเษกของฮ่องเต้และฮองเฮา กว่านางจะรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยม ทุกอย่างก็สายเกินแก้เสียแล้ว!
นางมีอำนาจให้บุตรชายออกราชโองการรับเมิ่งเชียนเชียนเป็นสนมได้ แต่จะให้ไปแย่งชิงภรรยาของขุนนางมาเป็นของตน ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่อาจกระทำได้!
เสียแรงที่นางยังส่งของขวัญล้ำค่าไปร่วมแสดงความยินดี—
“ลู่หยวนสมควรตายนัก... กล้าปั่นหัวเปิ่นกงเล่นเช่นนี้!”
เมื่อความจริงเปิดเผยว่าสตรีที่เคียงคู่ลู่หยวนคือเมิ่งเชียนเชียน มีคนโกรธแค้นจนแทบกระอักเลือด ย่อมมีคนยินดีปรีดา
เช่นกลุ่มสมาคมฮูหยินของฮูหยินหวัง
ลู่หยวนส่งเทียบเชิญให้ตระกูลหวังและตระกูลโจวอย่างเป็นทางการ แต่ฮูหยินหวังปักใจเชื่อว่าลู่หยวนจะแต่งงานกับสตรีจากแดนเหมียว นางจึงยืนกรานหัวชนฝาที่จะไม่ไปร่วมแสดงความยินดี แม้แต่ผู้ตรวจการหวังผู้เป็นสามีก็ถูกนางห้ามปรามไม่ให้ไปร่วมงาน
ฮูหยินสิง ฮูหยินโจว และฮูหยินลิ่น แม้จะไม่ได้ถึงกับบังคับขู่เข็ญสามีของตน แต่ตัวพวกนางเองก็มีทิฐิไม่ต่างจากฮูหยินหวัง ปฏิเสธคำเชิญอย่างหยิ่งในศักดิ์ศรี
ทว่าพอตกดึก ฮูหยินทั้งสามถึงได้ทราบความจริงจากข่าววงใน ต่างพากันตีอกชกหัวเสียใจที่ไม่ได้ไปร่วมงาน พลาดโอกาสงามไปอย่างน่าเสียดาย
พอรุ่งอรุณของวันที่สองมาเยือน ทั้งสามคนก็รีบรุดไปที่จวนสกุลหวังโดยมิได้นัดหมาย เพื่อแจ้งข่าวดีเรื่องเมิ่งเชียนเชียนออกเรือนให้สหายรักได้รับทราบ
ฮูหยินหวังกลับมีสีหน้ากลัดกลุ้ม นั่งหน้ามุ่ยอยู่ก่อนแล้ว “ข้ารู้ตั้งนานแล้ว ข้าด่าเจ้าวัวใหญ่หวังไปทั้งคืนจนคอแห้งผาก”
ฮูหยินสิงเลิกคิ้วถามด้วยความฉงน “เจ้าไปด่าสามีทำไมกัน”
ฮูหยินหวังถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เขาเป็นลูกผู้ชายอกสามศอกแท้ๆ กลับไม่มีความคิดอ่านเป็นของตัวเองเลยสักกระผีก สามีเป็นช้างเท้าหน้า ภรรยาเป็นช้างเท้าหลัง ข้าเป็นแค่สตรีในเรือน เขาจะมาเชื่อฟังคำสั่งข้าทำไม? หากเขาไม่เชื่อข้าแต่แรก แล้วลากข้าไปร่วมงานให้ได้ ข้าก็คงไม่พลาดงานมงคลของเชียนเชียนแล้วมิใช่หรือ”
สหายทั้งสามคนได้แต่ทอดถอนใจ “...”
ที่จวนตระกูลโจว โจวหนานเยียนก็ได้ทราบข่าวเรื่องเจ้าสาวคือพี่สาวเมิ่งแล้วเช่นกัน นางตบมือฉาดอย่างรู้แจ้ง “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้อะไรของเจ้า”
โจวเย่เดินทอดน่องเข้ามาหาน้องสาวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
โจวหนานเยียนที่นั่งเล่นอยู่ใต้ระเบียงทางเดินหันขวับกลับไป ถามด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย “พี่รอง? วันนี้พี่หยุดเรียนหรือ”
โจวเย่ศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยหลวง ปกติแล้ววันนี้ไม่ใช่วันหยุดพักผ่อนตามกำหนด
โจวเย่ตอบด้วยรอยยิ้ม “วิทยาลัยหลวงประกาศหยุดเรียนสามวัน”
หยุดกะทันหันเช่นนี้ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองงานมงคลสมรสของจวนตูตูหรือ?
โจวหนานเยียนขบคิดเชื่อมโยงเรื่องราว พลันพยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง
โจวเย่เห็นท่าทางของน้องสาวก็อดขำไม่ได้ “ข้ายืนมองเจ้าอยู่นานสองนานแล้ว เจ้าบรรลุสัจธรรมเรื่องใหญ่โตอะไรในชีวิตหรือ ท่าทางเหมือนคนเพิ่งตาสว่างไม่มีผิด”
ความรู้สึกของโจวหนานเยียนในยามนี้ตื่นเต้นจนแทบระงับไม่อยู่ หากไม่ได้ระบายให้ใครสักคนฟัง นางคงอกแตกตายเป็นแน่
นางสอดส่ายสายตามองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะดึงแขนโจวเย่มากระซิบกระซาบเสียงเบา “พี่รอง ดอกไม้กระถางที่สองของฝ่าบาท... จริงๆ แล้วพระองค์ส่งไปที่บ้านพี่สาวเมิ่ง”
โจวเย่เบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง “เจ้าว่ากระไรนะ? ฝ่าบาทคิดจะรับเมิ่งเสี่ยวจิ่วเป็นสนมหรือ”
โจวหนานเยียนรีบตะปบปากเขาไว้แน่น “ชู่ว! พี่รองเบาเสียงหน่อย! อย่าให้คนอื่นได้ยินเชียว! ข้ารับปากพี่สาวเมิ่งไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไม่แพร่งพราย! แม้แต่ท่านแม่ข้าก็ยังปิดปากเงียบ!”
โจวเย่ค่อยๆ แกะมือน้องสาวออก เขาพยักหน้าช้าๆ อย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง ท่าทางถอดแบบโจวหนานเยียนมาไม่มีผิดเพี้ยน “มิน่าเล่าท่านผู้บัญชาการถึงได้รีบร้อนแต่งงานปานนั้น รอให้พ้นงานอภิเษกของฮ่องเต้กับฮองเฮา ก็จะมีการคัดเลือกสนมเข้าวังอย่างเป็นทางการ ถึงเวลานั้นหากราชโองการประกาศลงมา เมิ่งเสี่ยวจิ่วหากไม่ยอมเข้าวัง ก็เท่ากับขัดราชโองการ มีโทษถึงประหาร”
ความจริงในใจลึกๆ โจวเย่ก็วาดหวังว่าน้องสาวของตนจะได้พานพบกับบุรุษที่กล้าหาญชาญชัย ยอมขัดราชโองการเพื่อแย่งชิงตัวนางเช่นนี้บ้าง เช่นนี้น้องสาวของเขาก็ไม่ต้องถูกส่งตัวเข้าวังแล้ว
น่าเสียดายนัก บุรุษผู้มีความรักอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ ช่างหาได้ยากยิ่งในใต้หล้า
แต่กาลก่อนเขามีอคติต่อท่านผู้บัญชาการอย่างรุนแรง เข้าใจผิดไปหลายต่อหลายเรื่อง แต่เมื่อผ่านเหตุการณ์นี้ไป เขาก็มองเห็นธาตุแท้แล้ว ลู่หยวนนับเป็นลูกผู้ชายที่ประเสริฐยิ่งนัก
ณ จวนตูตู
บิดามารดาบังเกิดเกล้าของลู่หยวนไม่ได้พำนักอยู่ที่จวน ตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว วันนี้เจ้าสาวหมาดๆ ย่อมไม่จำเป็นต้องตื่นมายกน้ำชาคารวะพ่อแม่สามี
แต่ใครจะคาดคิด พอเหล่าไท่จวินตื่นนอนขึ้นมา ก็ร้องเรียกหาลู่หยวนเสียงดังลั่น “เหลนเขยของข้าล่ะ? หายหัวไปไหน? ยังไม่รีบไปตามเขามายกน้ำชาให้ข้าอีก!”
เหล่าบ่าวไพรมองหน้าเหล่าไท่จวินด้วยสีหน้าหวาดผวาจนขนหัวลุก กล้าออกคำสั่งให้ท่านผู้บัญชาการผู้เหี้ยมโหดมายกน้ำชาให้ ไม่อยากมีชีวิตอยู่ดูโลกแล้วหรือไร?
แต่เรื่องที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น ลู่หยวนกลับปรากฏตัวขึ้นจริงๆ
เมิ่งเชียนเชียนกำลังจูงมือเป่าซูฝึกเดินเตาะแตะอยู่ในลานเรือน เห็นเขาเดินเข้ามาก็ประหลาดใจยิ่งนัก “ท่านผู้บัญชาการ ท่านมาได้อย่างไรเจ้าคะ”
ลู่หยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “มิใช่เจ้าเป็นคนเรียกให้ข้ามาหรอกหรือ”
เมิ่งเชียนเชียนเลิกคิ้ว “หือ?”
“ยังไม่รีบตามมาอีก”
“อ้อ”
เมิ่งเชียนเชียนรีบส่งเป่าซูให้ชิงซวงดูแล แล้วเดินตามหลังลู่หยวนเข้าไปในห้องโถงเรือนทิงหลานอย่างว่าง่าย
เหล่าไท่จวินนั่งยิ้มหน้าบานแฉ่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน “เร็วๆๆ! เหลนเขย ข้าจะดื่มชา!”
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยเรียกเสียงอ่อน “ท่านทวด...”
สาวใช้รีบยกถาดน้ำชาเข้ามาด้วยมือสั่นเทา ลู่หยวนรับถ้วยชาไปอย่างนุ่มนวล แล้วประคองยกน้ำชาให้เหล่าไท่จวินหนึ่งถ้วย “ท่านทวด เชิญดื่มชาขอรับ”
เมิ่งเชียนเชียนมองภาพตรงหน้าด้วยความตะลึงงันจนตาค้าง
เหล่าไท่จวินยิ้มกว้างจนเห็นเหงือก “ดีๆๆ! ชาที่เหลนเขยยกให้ รสชาติช่างหวานล้ำเลิศรสจริงๆ! เชียนเชียน ถึงตาเจ้าแล้ว!”
เมิ่งเชียนเชียนรับถ้วยชาที่สาวใช้ส่งให้ เดินเยื้องย่างเข้าไปข้างหน้าอย่างนอบน้อม “ท่านทวด เชิญดื่มชาเจ้าค่ะ”
เหล่าไท่จวินหัวเราะร่าอย่างชอบใจ “ว่านอนสอนง่าย ว่านอนสอนง่ายทั้งคู่”
เมื่อเหล่าไท่จวินดื่มชาเสร็จ ก็หยิบซองแดงปึกหนาหนักอึ้งมอบให้ทั้งสองคนคนละซอง แล้วดึงมือของหลานสาวและเหลนเขยมาวางซ้อนกัน ตบหลังมือเบาๆ “วันหน้าการสืบทอดทายาทของสกุลเมิ่งต้องฝากไว้ที่พวกเจ้าแล้ว พวกเจ้าต้องรีบเร่งมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมืองให้สกุลเมิ่งโดยเร็วนะ รู้หรือไม่”
ลู่หยวนกล่าวตอบรับด้วยสีหน้าเรียบสนิท ไม่บ่งบอกอารมณ์ “ทราบแล้วขอรับ ท่านทวด”
เมิ่งเชียนเชียนเบิกตากว้างจ้องมองเขาแทบถลน
“ไปเถอะไปเถอะ! ไปพักผ่อนกันได้แล้ว”
เหล่าไท่จวินโบกมือไล่อย่างมีความสุข
ลู่หยวนและเมิ่งเชียนเชียนลุกขึ้นยืน เดินเคียงคู่กันออกจากห้องโถงไป
ทว่ามือของทั้งสองคนเพิ่งจะคลายออกจากกัน เหล่าไท่จวินก็กระโดดลงจากเก้าอี้ด้วยความว่องไว ปราดเข้ามาจับมือทั้งสองคนให้ประกบกันแน่นอีกครั้ง แล้วเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจังขึงขังที่สุดว่า “จูงไว้! ห้ามปล่อย!”
เมิ่งเชียนเชียน “...”
(จบตอน)