บทที่ 156: วิญญาณนักแสดงเข้าสิง
ตะวันยังลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ แสงแดดยังสาดส่องเจิดจ้า จะเรียกว่าดึกดื่นค่ำคืนได้อย่างไร
วาจาของเด็กรับใช้เมื่อครู่นี้ ชัดเจนว่าเจตนาจะเหน็บแนมว่านางมาเยือนผิดกาลเทศะเสียมากกว่า
ในยามนี้ เหล่าราษฎรที่มามุงดูเหตุการณ์เริ่มหนาตาขึ้น ทว่าน้ำเสียงของเมิ่งเชียนเชียนนั้นราบเรียบแผ่วเบา มิได้ตะโกนก้อง จึงทำให้ถ้อยคำเหล่านั้นไม่ได้ยินไปถึงหูของผู้คนรอบนอก
กระนั้นสายตาของชาวบ้านมิได้มืดบอด ย่อมมองออกอย่างทะลุปรุโปร่งว่าท่าทีที่เมิ่งเชียนเชียนมีต่อสตรีผู้มาเยือนนั้นเย็นชาห่างเหินปานใด
เมื่อถูกบุตรสาวในอุทรปฏิบัติต่อตนราวกับคนแปลกหน้าเช่นนี้ ฮูหยินอวี้ก็อดมิได้ที่จะรู้สึกอับอายขายหน้าจนพาลโกรธเคืองขึ้นมาในใจ
"หากไม่มีธุระอันใด ข้าขอตัวกลับเข้าจวนก่อน ฮูหยินเซี่ยเดินระวังด้วย"
เมิ่งเชียนเชียนผงกศีรษะให้ฮูหยินอวี้เล็กน้อยด้วยกิริยาที่สงวนท่าที เป็นการแสดงความเคารพตามมารยาทของแม่จู่แห่งจวนตูตูที่มีต่อแขกแปลกหน้า มิใช่ในฐานะบุตรสาวที่มีต่อมารดา
ฮูหยินอวี้ขยับริมฝีปากคล้ายอยากจะเอ่ยสิ่งใด แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดลงไป
ทว่าแม่นมลู่กลับกลอกตาอย่างรวดเร็ว รีบฉีกยิ้มกว้างเข้ามาไกล่เกลี่ยสถานการณ์ "คุณหนูใหญ่ ท่านไม่ได้พบกับฮูหยินมาหลายปี คงจะจำฮูหยินไม่ได้กระมังเจ้าคะ ฮูหยินเองก็เช่นกัน ไม่ใช่ว่าตื่นเต้นดีใจมาตลอดทางหรือเจ้าคะ เหตุใดพอเจอหน้ากันแล้วอารมณ์ยังไม่สงบลงอีกเล่า"
เมิ่งเชียนเชียนปรายตามองแม่นมลู่แวบหนึ่งด้วยสายตาพิจารณา ในงานเลี้ยงของฮูหยินสิงคราวก่อน แม่นมที่ฮูหยินอวี้พาติดกายไปด้วยมิใช่หญิงชราผู้นี้ เมื่อพิเคราะห์ดูจากท่วงท่าที่นางสนทนากับฮูหยินอวี้ที่ดูภายนอกนอบน้อม แต่เนื้อแท้กลับเป็นฝ่ายควบคุมบงการ หญิงผู้นี้น่าจะเป็นข้ารับใช้คนสนิทระดับแม่นมผู้ดูแลของจวนอันหย่วนโหวเป็นแน่แท้
และความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียว นางคือคนของท่านผู้เฒ่าเซี่ย
ที่แท้ก็เป็นท่านผู้เฒ่าเซี่ยที่บีบให้ฮูหยินอวี้มาแสดงละครฉากรับลูกสาวคืนสู่ตระกูล ส่วนฮูหยินอวี้ก็ยังคงวางท่าหยิ่งยโสในฐานะมารดาผู้ให้กำเนิด ไม่ยอมลดตัวลงมา จึงเอาแต่นั่งปั้นปึ่งอยู่ในรถม้า รอคอยให้ข้าเป็นฝ่ายคลานเข้าไปกราบกรานเรียกขานนางว่าท่านแม่
แต่เมื่อพบว่าแผนการไม่เป็นดั่งใจ จึงได้โกรธเกรี้ยวจนอับอายแล้วยอมเผยโฉมออกมา
ช่าง... น่าขันสิ้นดี
เมิ่งเชียนเชียนจ้องมองแม่นมลู่ ก่อนจะเอ่ยวาจาเชือดเฉือนอย่างตรงไปตรงมา "แม่นมท่านนี้ ท่านอยากจะตะเบ็งเสียงให้ดังขึ้นอีกสักหน่อยไหมเล่า ให้ชาวบ้านร้านตลาดทั่วเมืองหลวงได้ยินกันให้หมด"
แม่นมลู่ถึงกับชะงักงัน วาจาจุกอยู่ที่คอหอย
เมิ่งเชียนเชียนกล่าวสืบต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "คิดว่าทำเรื่องให้ใหญ่โต แล้วจะบีบคั้นให้ข้ายอมรับฐานะคุณหนูใหญ่ของตระกูลนี้ได้กระนั้นหรือ ข้ากำพร้าแม่มาตั้งแต่เล็ก หากมิใช่เพราะวันนี้ได้ดิบได้ดีมีวาสนา ก็คงไม่ล่วงรู้ว่าแท้จริงแล้วแม่บังเกิดเกล้าของข้ายังหายใจอยู่บนโลกใบนี้ ช่างเป็นดั่งคำโบราณว่า หนึ่งคนได้ดีไก่สุนัขพลอยขึ้นสวรรค์ ญาติโยมหัวนอนปลายเท้าที่ไหนไม่รู้ก็ดาหน้ากันเข้ามาเกาะเกี่ยวสัมพันธ์"
วาจานี้ช่างเผ็ดร้อนและไร้เยื่อใยอย่างสิ้นเชิง
ใบหน้าของฮูหยินอวี้พลันบึ้งตึงลงทันตาเห็น
แม่นมลู่รีบชิงพูดแทรกขึ้นมาก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายไปกว่านี้ "คุณหนูใหญ่! ฮูหยินคือแม่แท้ๆ ของท่านนะเจ้าคะ!"
เมิ่งเชียนเชียนแสยะยิ้มเย็นยะเยือก "แม่แท้ๆ ที่ไม่เคยไยดีถามไถ่ข้ามาสิบกว่าปี พอได้ข่าวว่าข้าแต่งงานเข้าเมืองหลวง ก็รีบหนีเตลิดไปทั้งคืนเพราะกลัวว่าข้าจะไปเกาะแกะสร้างความรำคาญ แม่แท้ๆ ประเสริฐเช่นนี้ ข้าขออวยพรให้แม่นมลู่มีแม่เยี่ยงนี้สักสิบคนร้อยคนก็แล้วกัน"
แม่นมลู่หน้าถอดสี "ท่าน..."
ดวงตาของเมิ่งเชียนเชียนกวาดผ่านใบหน้าที่เดี๋ยวซีดเดี๋ยวแดงของทั้งสองคน แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าบาดลึก "ให้ข้าลองเดาบทละครของพวกท่านดูสักหน่อย พวกท่านคงกำลังเตรียมจะพร่ำพรรณนาว่า 'ฮูหยินมีความจำเป็นที่มิอาจบอกกล่าว ฮูหยินเขียนจดหมายหาเจ้าตั้งมากมายตลอดหลายปีนี้ แต่เจ้าไม่เคยตอบกลับสักฉบับ ฮูหยินนึกว่าเจ้าชิงชังไม่อยากเห็นหน้านางที่เป็นแม่แท้ๆ ฮูหยินเคยแอบกลับไปที่โยวโจว แต่ไม่กล้าแสดงตัว ได้แต่แอบมองพวกเจ้าผ่านม่านรถม้าด้วยน้ำตานองหน้า หลายปีมานี้ ฮูหยินคนึงหาพวกเจ้าทุกทิวาราตรี เสื้อผ้าอาภรณ์ตั้งแต่เล็กจนโต ฮูหยินตัดเย็บให้พวกเจ้าชุดแล้วชุดเล่า กองพะเนินเต็มเรือน ยามลับตาคน ฮูหยินก็จะกอดอาภรณ์เหล่านั้นร่ำไห้ปานจะขาดใจ ใตัหล้านี้ จะมีแม่ที่ไม่รักลูกได้อย่างไร' ใช่หรือไม่"
แม่นมลู่ถึงกับยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป พูดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ
นางผู้นี้แอบไปดักฟังที่เรือนของท่านผู้เฒ่าเซี่ยมาหรืออย่างไร เหตุใดถึงคาดเดาทุกถ้อยคำที่เตรียมมาได้ถูกต้องแม่นยำราวกับตาเห็นเช่นนี้
เมิ่งเชียนเชียนกล่าวต่อไปอย่างไม่แยแส "เสื้อผ้าเหล่านั้นพวกท่านย่อมหยิบฉวยออกมาอวดอ้างได้อยู่แล้ว เพราะนางเป็นถึงแม่เลี้ยงแสนดีที่ผู้คนทั่วหล้าต่างยกย่องสรรเสริญ บังเอิญมีลูกชายหญิงติดสามีอยู่อย่างละคน อาภรณ์ของลูกเลี้ยงคงตัดเย็บไว้ไม่น้อย หยิบฉวยออกมาสักสองสามชุดมาแอบอ้างมอบให้ข้ากับพี่ชายจะเป็นไรไป"
แม้แต่เรื่องนี้ก็ยังรู้ทัน!
แม่นมลู่ก้าวถอยหลังไปก้าวใหญ่ด้วยความตื่นตระหนก จ้องมองเมิ่งเชียนเชียนราวกับเห็นภูตผีปีศาจ
ถานเอ๋อร์แกว่งไม้ขนมถังหูลู่ในมือไปมา แววตาเป็นประกายซุกซน "เอ๋อเจี๊ยฉลาดเป็นกรด ไม่มีทางถูกคนอย่างพวกหนี่หลอกง่ายๆ หรอก! ถ้ายังพอจะรู้ความ ก็รีบไสหัวกลับไปทางที่มาเถอะ ไม่อย่างนั้น ถ้าเอ๋อลงมือขึ้นมา จะไม่สนหน้าอินหน้าพรหมหรอกนะว่าเป็นญาติโกโหติกามาจากขุมไหน!"
แม่นมลู่ไม่เคยเห็นฤทธิ์เดชยามถานเอ๋อร์อาละวาด จึงไม่ได้เก็บคำขู่ของสาวใช้ตัวน้อยมาใส่ใจ
ทว่าฮูหยินอวี้จำถานเอ๋อร์ได้แม่นยำ ยามอยู่ที่จวนซ่างซู เด็กสาวผู้นี้วิ่งไล่จับผีเสื้อไปทั่วสวน ปฏิบัติตนราวกับสหายมิใช่บ่าวไพร่กับเมิ่งเชียนเชียน เรียกขานกันว่าพี่สาวคะพี่สาวขา
ลูกสาวที่ตระกูลเมิ่งสั่งสอนมานั้นไร้มารยาท บ่าวไพร่ก็ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
"ถานเอ๋อร์ ห้ามลงมือ" เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยปากปราม
ถานเอ๋อร์ทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "ก็ได้จ้ะ"
ฮูหยินอวี้สะบัดหน้าหนีอย่างเย็นชา นับว่านังเด็กนี่ก็ยังมีสติปัญญาอยู่บ้าง หากกล้าลงไม้ลงมือกับมารดาผู้ให้กำเนิดจริงๆ วันพรุ่งนี้เหล่าขุนนางผู้ตรวจการคงรุมยื่นฎีกาเล่นงานนางกับลู่หยวนจนหัวหมุนเป็นแน่
ถานเอ๋อร์เอียงคอทำหน้าทะเล้น "ลงมือไม่ได้ งั้นก็ต้องใช้ปากสินะ"
ฮูหยินอวี้ขมวดคิ้วมุ่น นางหมายความว่ากระไร
ยังไม่ทันจะคลายความสงสัย ก็เห็นถานเอ๋อร์กระโดดเหยงๆ วิ่งลงบันไดหน้าจวนไปอย่างรวดเร็ว ป้องปากตะโกนใส่กลุ่มชาวบ้านที่กำลังชะเง้อมองอยู่ไม่ไกลว่า "เร่เข้ามา! รีบมาดูเร็ว! มีคนใจดำทิ้งลูกตัวเองไปแต่งงานใหม่ หลอกลูกว่าตัวเองตายตกไปแล้ว สิบกว่าปีไม่เคยเหลียวแล พอตอนนี้ลูกได้ดีมีวาสนา นางก็ฟื้นคืนชีพกลับมาขอรับญาติแล้ว! หน้าไม่อายจริงๆ โว้ย!"
ใบหน้าของฮูหยินอวี้และแม่นมลู่พลันซีดเผือดสลับเขียวคล้ำ
ชาวบ้านร้านตลาดที่เดิมทีไม่กล้าเข้ามามุงดูเรื่องราวฉาวโฉ่หน้าประตูจวนตูตู แต่เมื่อได้รับคำเชิญชวนอันเร้าใจของถานเอ๋อร์ ความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะความกลัว พากันกรูเข้ามามุงดูจนแน่นขนัด
แม่นมลู่ร้อนรนจนทำอะไรไม่ถูก "หยุดพูดจาเหลวไหลเดี๋ยวนี้นะ! ฮูหยินของข้าชัดเจนว่า..."
ถานเอ๋อร์เปล่งเสียงโหยหวนคร่ำครวญอย่างเกินจริง กลบเสียงของหญิงชราจนมิดในพริบตา "ไอ้หยา... หน้าไม่อายจริงๆ... ทิ้งสามีทิ้งลูกมาสิบกว่าปี... ไปเสวยสุขเป็นฮูหยินท่านโหว... ลูกสาวเกือบจะอดตาย... นางก็ไม่สนใจเลย... ฟ้าดินเป็นพยาน..."
เมิ่งเชียนเชียนมุมปากกระตุกเล็กน้อย "ถานเอ๋อร์ เวอร์ไปแล้ว"
แม่นมลู่ชี้หน้าถานเอ๋อร์ มือไม้สั่นเทิ้มด้วยความโกรธจัด "เจ้า... เจ้า..."
วิญญาณนักแสดงเข้าสิงถานเอ๋อร์จนกู่ไม่กลับ "ไอ้หยา... ช่างหน้าไม่อาย..."
แม่นมลู่จะไปมีปัญญาตะเบ็งเสียงสู้ถานเอ๋อร์ได้อย่างไร
เว้นเสียแต่นางจะทิ้งศักดิ์ศรีลงไปนั่งเกลือกกลิ้งกับพื้น ร้องห่มร้องไห้โวยวายขู่ผูกคอตาย
แต่หากทำเช่นนั้น มิกลายเป็นตัวตลกโปกฮาให้ชาวบ้านหัวเราะเยาะหรือ
ยิ่งไปกว่านั้น นังเด็กรับใช้ผู้นี้ยังมีฝีมือการแสดงที่เหนือชั้นกว่านางหลายขุม
จะตะโกนสู้ก็แพ้ จะแสร้งทำก็น่าจะพ่ายแพ้ยับเยิน สถานการณ์ที่นางคิดว่าได้เปรียบเมื่อครู่ กลับพลิกผันจนตกเป็นรองอย่างสิ้นเชิง
นางจนปัญญาจึงทำได้เพียงส่งสายตาอ้อนวอนไปหาฮูหยินอวี้ หวังให้นายหญิงออกหน้าห้ามปราม
ทว่าฮูหยินอวี้เพียงสบตากับเมิ่งเชียนเชียนเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะสะบัดหน้าเดินกลับขึ้นรถม้าไปอย่างแง่งอนด้วยความอับอาย
แม่นมลู่ "ฮูหยิน!"
ถานเอ๋อร์แสร้งร้องไห้ไปพลาง แอบมองลอดนิ้วมือดูนายบ่าวหน้าไม่อายคู่นี้ไปพลาง พอเห็นฮูหยินอวี้หนีกลับขึ้นรถไปแล้ว ทิ้งสุนัขรับใช้ไว้เพียงลำพัง ก็รีบเก็บอาการดราม่า เลิกคิ้วกวนประสาทแล้วเอ่ยว่า "ฮูหยินท่านโหวของหนี่หนีไปแล้ว หนี่ยังเสนอหน้าอยู่ที่นี่ จะรอขอทานรึไง"
แม่นมลู่ขบกรามแน่น ท่ามกลางเสียงโห่ฮาเยาะเย้ยของฝูงชน นางรีบตะกายขึ้นรถม้าไปอย่างทุลักทุเล
"เกิดอะไรขึ้นน่ะ สตรีเมื่อกี้เป็นใครกัน"
"ได้ยินสาวน้อยคนนั้นเรียกว่า... ฮูหยินท่านโหว จวนท่านโหวตระกูลไหนกัน"
"ไม่รู้สิ เรื่องนี้ต้องสืบ!"
เสียงชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่
เมิ่งเชียนเชียนมิได้ห้ามปรามคำครหาเหล่านั้น นางหมุนตัวพาถานเอ๋อร์เดินกลับเข้าจวนไปอย่างสง่างาม
ในเมื่อจวนอันหย่วนโหวบากหน้ามาขอรับญาติถึงที่ ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับฮูหยินอวี้ย่อมไม่อาจปิดบังได้ตลอดไป คืนนี้เป็นเพียงการหยั่งเชิง หากนางยอมสยบรับญาติแต่โดยดีก็แล้วไป แต่หากแข็งขืน วันพรุ่งนี้ข้อหาลูกอกตัญญูคงถูกปล่อยข่าวแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้ให้นางเป็นฝ่ายชิงเปิดโปงความเน่าเฟะเสียก่อน
กลยุทธ์นี้เรียกว่า ชิงลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ
แม่นมลู่ตกใจจนขวัญเสียจริงๆ
นางไม่คาดคิดเลยว่าเมิ่งเชียนเชียนจะบ้าบิ่นถึงเพียงนี้ ไม่มีช่องว่างให้เจรจาต่อรองแม้แต่น้อย ถึงกับกล้าลากทั้งตัวเองและแม่บังเกิดเกล้าโยนเข้ากองไฟไปด้วยกัน
นางไม่เกรงกลัวสิ่งใดเลยจริงๆ หรือ
"ฮูหยิน..."
ฮูหยินอวี้กล่าวตัดบทด้วยน้ำเสียงรำคาญใจว่า "ไม่ต้องมาพูดกับข้า เดิมทีวันนี้ข้าก็ไม่อยากมาให้เสียเกียรติอยู่แล้ว นางก็แค่โชคดีได้แต่งเข้าจวนตูตูไม่ใช่หรือ ข้าสืบความมาแล้ว ลู่หยวนก็เป็นแค่ขุนนางกังฉินไร้ความรู้ อาศัยการประจบสอพลอ ขายเจ้านายเพื่อแสวงหาลาภยศจนไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสูง ลูกชายข้าสิเป็นถึงทั่นฮวา อนาคตย่อมรุ่งโรจน์ไปได้ไกลกว่าลู่หยวน! ไม่รู้ว่าพวกเจ้าคนหนึ่งคนสองจะไปพินอบพิเทาประจบอะไรมันนักหนา"
ถึงปากจะพูดเช่นนั้น แต่ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือราชสำนักในยามนี้ตกอยู่ในกำมือของลู่หยวนมิใช่หรือ
แม่นมลู่ลอบถอนหายใจ รู้สึกว่าพื้นเพเดิมของฮูหยินอวี้ยังต่ำต้อยคับแคบไปบ้าง เหตุผลลึกซึ้งบางประการอธิบายไปนางก็ไม่อาจเข้าใจ หากเป็นสตรีจากตระกูลขุนนางชั้นสูงที่แท้จริงย่อมมองเห็นผลได้ผลเสียในกระดานนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
นางได้แต่เอ่ยเตือนสติว่า "ฮูหยิน อย่างไรเสียนางก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านนะเจ้าคะ"
ฮูหยินอวี้ทำหน้าขึงขัง แววตาฉายชัดถึงความลำเอียง "ข้ามีลูกสาวแค่คนเดียว นั่นคือปิงเอ๋อร์! ปิงเอ๋อร์เป็นถึงคุณหนูจวนท่านโหวผู้เพียบพร้อม ฐานะสูงส่งหาใดเปรียบ วันหน้าจะได้แต่งงานกับเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์อย่างแท้จริง มิใช่พวกขุนนางกังฉินเยี่ยงนี้!"
(จบตอน)