บทที่ 178: เพิ่มน้องชายหรือน้องสาวให้เป่าซู
เมิ่งเชียนเชียนซักไซ้รายละเอียดเรื่องอาหารการกินและการใช้ชีวิตของฮูหยินหวังอย่างละเอียดรอบคอบ โดยเน้นถามย้ำว่าทั้งฮูหยินหวังและท่านผู้ตรวจการหวังได้แตะต้องสุราของมึนเมาหรือกินยาขนานใดในช่วงนี้หรือไม่
ฮูหยินหวังตอบตามตรง "เรื่องยานั้นมีกินอยู่บ้างเจ้าค่ะ คือคราวก่อนที่โหรวเอ๋อร์ถูกถอนหมั้น ข้าเจ็บใจจนล้มป่วยไปพักใหญ่ ท่านหมอจึงจัดยาบำรุงมาให้หลายเทียบ แต่พอท่านมาเยี่ยมข้าคราวนั้น อาการป่วยทางใจของข้าก็หายดี จึงไม่ได้กินยาพวกนั้นอีกเลย ส่วนเรื่องสุรานั้นข้าไม่แตะต้องแม้แต่หยดเดียว หวังต้าหนิวรายนั้นก็ไม่ดื่มเช่นกัน"
ยามนี้เมื่อเมิ่งเชียนเชียนได้ยินชื่อ 'หวังต้าหนิว' ออกจากปากฮูหยินหวัง นางก็สามารถวางสีหน้าได้อย่างสงบนิ่งเป็นปกติแล้ว
หญิงสาวขอสูตรยาที่หมอคนก่อนจัดให้มาตรวจสอบดู "เป็นเพียงยาบำรุงลมปราณและเลือด กินเข้าไปก็หาได้มีผลเสียอันใดไม่"
ฮูหยินหวังถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก "ได้ยินเช่นนั้นข้าก็วางใจ"
เมิ่งเชียนเชียนถามต่อเพื่อความแน่ใจ "นอกจากนี้ยังมีความไม่สบายเนื้อสบายตัวอื่นอีกหรือไม่"
ฮูหยินหวังครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ "นอกจากจะง่วงเหงาหาวนอนกว่าปกติ ก็ไม่มีอาการเจ็บป่วยตรงที่ใด เพียงแต่กุ่ยสุ่ยไม่มาเสียที ข้าก็นึกว่าเทียนกุ่ยหมดสิ้นแล้วตามวัย ที่เชิญท่านหมอมาก็หวังจะให้ช่วยจัดยาปรับสมดุลร่างกายสักหน่อยเท่านั้น"
โบราณว่าสตรีเมื่ออายุเจ็ดรอบเจ็ดปี เทียนกุ่ยจะเหือดแห้ง ซึ่งหมายความว่าสตรีเมื่อล่วงเข้าวัยสี่สิบเก้าปี ระดูก็จะหมดไปตามธรรมชาติ
แม้ฮูหยินหวังจะยังมีอายุไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว แต่สตรีที่กุ่ยสุ่ยหมดก่อนกำหนดก็มีให้เห็นอยู่ถมไป
มิน่าเล่าฮูหยินหวังถึงยอมเชื่อว่าเป็นเพราะวัยทอง มากกว่าจะกล้าคิดเข้าข้างตนเองว่ากำลังตั้งครรภ์
หลังจากความตื่นเต้นและยินดีผ่านพ้นไป ความกังวลก็เริ่มเข้ามาแทนที่ ฮูหยินหวังเอ่ยเสียงเครือ "ตายจริง ข้าไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้เลย จะเป็นอะไรไหม..."
เมิ่งเชียนเชียนเข้าใจความหมายของนางดี จึงเอื้อมมือไปกุมมือนางไว้แล้วกล่าวปลอบโยน "ฮูหยินวางใจเถิด ชีพจรของท่านหนักแน่นทรงพลัง ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี ย่อมไม่มีอันตรายใดๆ"
เมื่อเมิ่งเชียนเชียนก้าวเท้าออกมาจากห้องนอน ดรุณีน้อยทั้งสามนางก็กรูกันเข้ามาล้อมนางไว้ทันที
โจวหนานเยียนเป็นผู้เอ่ยถามก่อนด้วยความร้อนใจ "พี่เมิ่ง ท่านอาสะใภ้หวังมีน้องใช่หรือไม่"
เมิ่งเชียนเชียนกวาดสายตามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของทั้งสามคนด้วยรอยยิ้ม แล้วกล่าวเสียงใส "พวกเจ้าทุกคนเตรียมตัวเป็นพี่สาวกันได้แล้ว"
หวังโหรวยิ้มออกมาด้วยความขัดเขิน ดวงใจที่แขวนเตลิดอยู่กลางอากาศได้กลับลงสู่ที่ทางเสียที
หลิ่นเสี่ยวรูพยักหน้าเบาๆ แม้นางจะเป็นคนยิ้มยาก แต่รัศมีแห่งความปิติยินดีของนางนั้นแผ่ซ่านจนทุกคนสัมผัสได้
แต่ผู้ที่ตื่นเต้นที่สุดย่อมหนีไม่พ้นโจวหนานเยียน นางเชิดหน้าขึ้นแล้วประกาศก้องด้วยความภาคภูมิ "ต่อไปนี้ข้าก็ไม่ใช่เด็กเล็กที่สุดอีกแล้ว!"
ในบรรดาลูกหลานของสี่ตระกูล นางมีอายุน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเจอหน้าผู้ใดก็ต้องคอยยกมือไหว้เรียกว่าพี่ชายพี่สาวอยู่ร่ำไป ครานี้จะได้เป็นพี่กับเขาบ้างเสียที
ฝ่ายผู้ตรวจการหวังที่เพิ่งกลับมาจากท้องพระโรง เมื่อทราบข่าวว่าตนเองกำลังจะได้เป็นบิดาอีกครั้งหลังจากทิ้งช่วงไปนานถึงสิบหกปี ก็ดีใจจนทำอะไรไม่ถูก ยืนยิ้มค้างจนหน้าเกร็งไปหมด
เมิ่งเชียนเชียนกลับมาถึงจวนตูตู และนำข่าวดีเรื่องนี้ไปเล่าสู่ให้ลู่หยวนฟัง
ทว่าลู่หยวนกลับทำเพียงแค่นเสียงหึในลำคออย่างเย็นชา
เมิ่งเชียนเชียนเลิกคิ้วถาม "ท่านไม่ดีใจหรือ"
ลู่หยวนตอบเสียงเรียบ "คนอื่นได้เป็นพ่อ ข้าจะไปดีใจทำไม"
เป่าซูเดินเตาะแตะเข้ามาใกล้ ก่อนจะเงื้อกำปั้นน้อยๆ ทุบปุลงไปที่ขาของบิดาบุญธรรมหนึ่งที
ลู่หยวนนิ่งเงียบไปทันที
แม่นมหลี่ที่ยืนปรนนิบัติอยู่ในห้อง เมื่อได้ยินเรื่องราวก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกลัดกลุ้มใจ "คุณหนูกับนายเขยร่วมหอกันมาสักพักใหญ่แล้ว หน้าท้องยังไม่มีความเคลื่อนไหวอีกหรือเจ้าคะ"
สิ้นคำถามนั้น ทั้งเมิ่งเชียนเชียนและลู่หยวนต่างหันหน้าหนีไปคนละทางด้วยความขัดเขินพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
แม่นมหลี่รวบตัวเป่าซูเข้ามาในอ้อมกอด หยิบผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อตามไรผมให้นางพลางเอ่ยเย้า "มิสู้ เพิ่มน้องชายหรือน้องสาวให้คุณหนูเป่าซูสักคนดีไหม คุณหนูเป่าซูเจ้าคะ อยากได้น้องชาย หรืออยากได้น้องสาวเอ่ย"
เป่าซูตอบเสียงดังฟังชัด "ไก่"
แม่นมหลี่ถึงกับพูดไม่ออก
เรื่องมงคลในจวนสกุลหวัง ทำให้แม่นมหลี่รู้สึกอิจฉาตาร้อนขึ้นมาจริงๆ
นางตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะให้อภัยพฤติกรรมเหลวไหลไร้สาระของนายเขยในคืนเข้าหอ และจะวางแผนให้นายเขยได้ค้างคืนในห้องของคุณหนูให้บ่อยขึ้น
ค่ำคืนนั้นเอง บนโต๊ะอาหารก็ปรากฏซุปเนื้อกวางตุ๋นเครื่องยาจีนสำหรับบำรุงไตเสริมพลังหยางเพิ่มขึ้นมาหนึ่งโถใหญ่
ภายใต้สายตาจับจ้องราวกับเหยี่ยวของเหล่าไท่จวิน ลู่หยวนจำต้องกล้ำกลืนฝืนทนดื่มซุปถ้วยนั้นจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว
เดิมทีเขาก็อยู่ในวัยฉกรรจ์เลือดลมพลุ่งพล่านอยู่แล้ว เมื่อโดนยาโด๊ปเข้าไป ผลคือไม่ผิดจากที่คาด ในรุ่งสางลู่หยวนเลือดกำเดาไหลทะลักจนเปรอะเปื้อนเต็มเตียง
เมื่อแม่นมว่านเข้ามาเก็บฟูกนอนในตอนเช้าตรู่ แล้วเห็นรอยเลือดเป็นดวงๆ เต็มฟูก นางก็เข้าใจสถานการณ์ไปในทันที
"นายเขย ริดสีดวงกำเริบหรือเจ้าคะ"
ลู่หยวนได้แต่กรีดร้องในใจ... นั่นมันเลือดกำเดา...เลือดกำเดาต่างหากโว้ย!
และแล้วลู่หยวนก็ต้องนอนป่วยอยู่กับบ้านกลายเป็นเรื่องจริง เมิ่งเชียนเชียนจึงสั่งให้ห้องครัวเล็กต้มชาสมุนไพรแก้ร้อนในมาให้เขาดื่มต่างน้ำหลายกาใหญ่
บ่ายวันนี้ ลู่หยวนนั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ในห้องหนังสือ สายตามองเจ้าตัวเล็กจอมแสบที่กำลังฉีกทึ้งสมุดคัดลายมือของเขาเล่นอย่างสนุกสนานจนเขาเริ่มมีน้ำโห ปากก็จิบชาแก้ร้อนในของเมิ่งเชียนเชียนเพื่อดับไฟในอก
ทันใดนั้นพ่อบ้านเซินก็เข้ามารายงาน "นายท่าน ฝ่าบาทเสด็จขอรับ"
ลู่หยวนกล่าวเสียงเรียบโดยไม่เงยหน้า "เขามาทำไม คราวที่แล้วยังร้องไห้ไม่พออีกหรือ"
พ่อบ้านเซินยิ้มเจื่อน "เอ่อ...บ่าวจะเชิญฝ่าบาทไปประทับรอที่ห้องโถงรับแขก..."
ยังพูดไม่ทันจบประโยค ร่างของจงเจิ้งซีก็ปรากฏตัวที่หน้าประตูห้องหนังสือด้วยใบหน้าที่เศร้าสร้อยราวกับจะร้องไห้
"ช่างเถอะ ไม่ต้องเชิญแล้ว" พ่อบ้านเซินล่าถอยออกไปอย่างรู้งาน
ลู่หยวนปรายตามองจงเจิ้งซีแวบหนึ่ง แล้วก้มหน้าจิบชาต่ออย่างไม่ยี่หระ
จงเจิ้งซีเห็นลู่หยวนทำเมินไม่สนใจตนเอง ก็เดินคอตกไปหาเก้าอี้นั่งลงเอง
ยังไม่ทันจะเอ่ยปาก น้ำตาเม็ดโตก็ไหลพรากออกมาเสียก่อน
ลู่หยวนขมวดคิ้วมุ่น "เจ้าเป็นถึงโอรสสวรรค์ ร้องไห้คร่ำครวญเป็นเด็กๆ เช่นนี้ใช้ได้ที่ไหน อย่าลืมสิว่าเดือนหน้าเจ้าก็จะอายุครบสิบห้าแล้ว!"
จงเจิ้งซีกล่าวด้วยน้ำเสียงตัดพ้อน้อยใจ "เสด็จพ่อจะไม่ไหวแล้ว..."
ลู่หยวนชะงักมือที่ถือถ้วยชาไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นเยือกเย็นจริงจัง "เกิดเรื่องอันใดขึ้น"
จงเจิ้งซีร้องไห้สะอึกสะอื้นจนหายใจแทบไม่ทัน "ข้าอยู่ข้างนอกไม่ได้ร้อง อั้นมาตลอดทาง พอมาถึงที่นี่ของท่านถึงค่อยร้องออกมา..."
ลู่หยวนวางถ้วยชาลงเสียงดัง "พูดธุระสำคัญ!"
จงเจิ้งซียกแขนเสื้อขึ้นปาดน้ำตา สะอึกสะอื้นกล่าวว่า "เสด็จพ่อหมดสติไปสามวันแล้ว ลมหายใจแผ่วลงเรื่อยๆ หมอหลวงต่างบอกว่า...เสด็จพ่อคงไม่พ้นคืนนี้..."
ลู่หยวนกล่าวเสียงเย็น "แล้วเจ้ามาหาข้าทำไม เรื่องนี้ควรไปหารือกับท่านเสนาบดีมิใช่หรือ"
จงเจิ้งซีปล่อยโฮออกมา "ข้าก็ตั้งใจจะไปหาเขา...แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร...เดินไปเดินมาขาก็พามาโผล่ที่เรือนของท่าน..."
ลู่หยวนลุกขึ้นเดินออกมาจากห้องหนังสือ
เมิ่งเชียนเชียนถือถาดใส่กาชาแก้ร้อนในยืนรออยู่ใต้ระเบียงทางเดิน
บทสนทนาเมื่อครู่ นางได้ยินทั้งหมดแล้ว
หากจงเจิ้งซีเสียใจฟูมฟายถึงเพียงนี้ ไท่ซ่างหวงคงจะป่วยหนักใกล้วิกฤตจริงๆ
ข่าวไม่รั่วไหลออกมาสู่ภายนอกก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของแผ่นดิน ทุกอย่างต้องระมัดระวังเป็นที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายและความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนโดยไม่จำเป็น
"จะไปดูหรือไม่"
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยถาม
ลู่หยวนหรี่ตาลงครุ่นคิด "ข้าจะให้คนไปสืบดูความจริงก่อน"
เขาเรียกอวี้จื่อชวนเข้ามา สั่งการเสียงเบาไปไม่กี่ประโยค อวี้จื่อชวนก็พยักหน้ารับคำแล้วหายวับออกไปทันที
ประมาณหนึ่งชั่วยามให้หลัง อวี้จื่อชวนก็นำจดหมายปิดผนึกฉบับหนึ่งกลับมามอบให้ผู้เป็นนาย
ลู่หยวนรับมาแล้วส่งต่อให้เมิ่งเชียนเชียนโดยตรง "ให้เจ้า"
"ข้าหรือ"
เมิ่งเชียนเชียนนั่งลงบนม้านั่งหินในลานเรือน แล้วแกะจดหมายออกดู
ในนั้นคัดลอกรายละเอียดอาการป่วยของไท่ซ่างหวงในช่วงหลายวันที่ผ่านมา สภาพชีพจร คำวินิจฉัยของคณะหมอหลวงทุกคน รวมถึงเทียบยาและแนวทางการรักษาที่ได้ถวายไป
เรียกได้ว่าเป็นบันทึกเวชระเบียนที่สมบูรณ์ครบถ้วนฉบับหนึ่งเลยทีเดียว
เมิ่งเชียนเชียนอ่านไล่สายตาอย่างละเอียด แล้วเงยหน้ากล่าวกับลู่หยวน "'ตัวร้อนกระหายน้ำ ไม่หนาวสั่น จัดเป็นโรคเวินปิ้ง' ชีพจรลอยเร็ว ก็สอดคล้องกับโรคเวินปิ้ง ใบยาที่สำนักหมอหลวงจัดถวายก็ตรงกับโรค ตามหลักการแพทย์แล้ว อาการไม่ควรจะทรุดหนักลงเรื่อยๆ จนถึงขั้นวิกฤตเช่นนี้"
ลู่หยวนครุ่นคิดเพียงครู่เดียว "ยาพิษ?"
สมกับเป็นบุคคลสำคัญที่ผ่านการแก่งแย่งชิงดีและเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองมาอย่างโชกโชน คาดเดาเพียงครั้งเดียวก็กล้าหาญชาญชัยถึงเพียงนี้
เมิ่งเชียนเชียนพยักหน้ายอมรับ "ความเป็นไปได้ที่จะเป็นยาพิษมีไม่น้อย หากน้ำแกงยาไม่ได้ถูกคนลอบวางยาก็คงเป็นเช่นนั้น"
ลู่หยวนกล่าว "หากมีการวางยาในน้ำแกง เจ้าสามารถดูออกหรือไม่"
เมิ่งเชียนเชียนตอบรับอย่างมั่นใจ "อื้ม"
ลู่หยวนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "เข้าวังไปดูกัน ไม่ว่าอย่างไร ข้าจะปกป้องเจ้าเอง"
จากนั้น เขาก็เดินกลับเข้าไปในห้องหนังสือ กล่าวกับจงเจิ้งซีที่ตาบวมเป่งเท่าลูกวอลนัต "หยุดร้องได้แล้ว เข้าวัง"
"อ้อ" จงเจิ้งซีเดินตามมาอย่างว่าง่ายราวกับเด็กน้อย
ตลอดเส้นทาง เมิ่งเชียนเชียนซักถามคำถามเกี่ยวกับไท่ซ่างหวงกับฮ่องเต้น้อย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องรายละเอียดอาการป่วยและอาหารการกิน
จงเจิ้งซีตกอยู่ภายใต้การกดดันทางสายเลือดและบารมีของลู่หยวน จึงตอบทุกอย่างโดยละเอียดไม่มีตกหล่น
ถึงตอนนี้ เมิ่งเชียนเชียนก็แทบจะตัดความเป็นไปได้ที่ยาต้มจะถูกสับเปลี่ยนหรือวางยาออกไปได้แล้ว
หรือว่าจะเป็นยาพิษชนิดอื่นจริงๆ?
ที่หน้าประตูวังหลวง ทหารยามเมื่อเห็นลู่หยวนปรากฏตัวก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมีโอรสสวรรค์ประทับอยู่ด้วย หรือเป็นเพราะบารมีและความน่าเกรงขามของลู่หยวนยังคงหลงเหลืออยู่ จึงไม่มีใครกล้าขวางทางเขาเลยแม้แต่คนเดียว
(จบตอน)