บทที่ 184: พูดปุ๊บจูบปั๊บ
เมิ่งเชียนเชียนยืนตะลึงงัน ความสงสัยแล่นพล่านอยู่ในหัว "พวกเขาท้าพนันเรื่องพรรค์นี้กันไปทำไม ใครเป็นคนต้นคิด..."
คำถามที่ค้างคาอยู่ยังมิทันได้เอื้อนเอ่ยจนจบประโยค สัมผัสอุ่นร้อนจากฝ่ามือหนาที่โอบกระชับรอบเอวบางก็ทำให้นางชะงัก
เขาก้มลงมาใกล้ ลมหายใจอุ่นรดริน ก่อนที่จุมพิตแผ่วเบาดุจปุยเมฆจะประทับลงที่มุมปากของนางอย่างอ่อนโยน
ดวงตาของเมิ่งเชียนเชียนเบิกกว้างราวกับไข่ห่าน ความตื่นตระหนกแล่นปราดไปทั่วสรรพางค์กาย
ลมหายใจของนางสะดุดห้วงสรรพสิ่งรอบกายพลันเงียบสงัดลงจนวังเวง เหลือเพียงเสียงหัวใจดวงน้อยที่เต้นกระหน่ำดังก้องอยู่ในอก
ความร้อนจากฝ่ามือของเขาช่างรุนแรงนัก มันแผ่ซ่านทะลุผ่านอาภรณ์เนื้อบางเบาในคิมหันตฤดู ประทับแนบแน่นลงบนผิวเนื้อที่เย็นเฉียบของนาง ก่อเกิดความรู้สึกวูบวาบที่ยากจะบรรยาย
นางยืนแข็งทื่อราวกับถูกสาป ไม่กล้าแม้แต่จะขยับปลายนิ้ว สมองที่เคยฉับไวบัดนี้กลับว่างเปล่าขาวโพลนไปหมด
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดมิทราบได้ จนกระทั่งเสียงฝีเท้าหนักๆ ของเหล่าองครักษ์จินอู๋ที่เดินลาดตระเวนแว่วมาตามสายลมราตรี เมิ่งเชียนเชียนจึงได้สติกลับคืนมา ร่างบางถอยกรูดไปด้านหลังด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้างามแดงซ่านลามไปถึงใบหู ก่อนจะรีบสาวเท้ากึ่งวิ่งหนีหายเข้าไปในความมืดราวกับกระต่ายตื่นตูม
เมื่อกลับเข้ามาถึงโถงด้านใน เมิ่งเชียนเชียนยกมือขึ้นทาบอก หัวใจดวงน้อยยังคงเต้นโครมครามไม่ยอมสงบ ความร้อนผ่าวบนพวงแก้มและมุมปากที่ถูกสัมผัสนั้นยังคงตราตรึงประหนึ่งมีไฟลน
"ให้ตายเถอะ บุรุษสองคนนั้นว่างงานมากหรืออย่างไร ถึงได้เอาเรื่องเช่นนี้มาท้าพนันกัน"
นางบ่นพึมพำกับตนเอง พลางเดินวนไปวนมาด้วยความกระสับกระส่าย "แล้วคนอื่นไม่รู้ความ ก็ช่างเถิด แต่ลู่หยวนจะไม่รู้ความด้วยหรือไร เหตุใดถึงได้... กล้าทำเรื่องบัดสีเช่นนี้กับข้า ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานที่มีโรคระบาดแพร่กระจายเช่นนี้เล่า"
คืนนี้เป็นเวรยามของหานฉือ เมื่อเขาตรวจตราความเรียบร้อยรอบตำหนักจวงเหอเสร็จสิ้น ก็ได้แวะไปที่ตำหนักไท่เหอเพื่อถ่ายทอดวาจาให้แก่ลู่หยวน
"ท่านตูกู เสี่ยวจิ๋วฝากข้ามาบอกท่านว่า นางโกรธท่านแล้ว"
ลู่หยวนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความไม่เข้าใจ "บุรุษจูบสตรี สตรีกลับโกรธเกรี้ยว เป็นเพราะเหตุใด"
หานฉือตอบพาซื่อ "นางบอกว่านางคลุกคลีอยู่กับผู้ป่วยโรคระบาด การที่ท่านตูกูทำเช่นนี้ในเวลานี้ มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อได้... เอ๊ะ เดี๋ยวก่อนนะท่านตูกู เมื่อครู่ท่านว่ากระไรนะ ใครจูบใครกัน"
"ไม่มีอะไร"
ลู่หยวนตัดบทเสียงเรียบ ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินดุ่มๆ ออกไปด้านนอกด้วยสีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์
หานฉือรีบยื่นมือออกไปหวังจะรั้งไว้ "ท่านตูกู เดี๋ยว..."
"ไม่ต้องมาเรียกข้า"
พลั่ก!
สิ้นเสียงห้ามปราม ศีรษะของลู่หยวนก็กระแทกเข้ากับเสาต้นใหญ่อย่างจัง เสียงดังสนั่นจนน่าหวาดเสียว ร่างสูงเซถลา ดวงดาวระยิบระยับหมุนคว้างอยู่ตรงหน้า
หานฉือถอนหายใจพลางส่ายหน้า "เสาต้นนี้เพิ่งซ่อมแซมใหม่ ข้าจะเตือนท่านแล้วเชียว แต่ท่านห้ามไม่ให้ข้าพูดเองนะ"
...
ฝ่ายเมิ่งเชียนเชียนที่หนีเตลิดกลับมาถึงโถงด้านใน เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าตนเองมัวแต่ตกใจจนลืมถ้วยโจ๊กของไท่ซ่างหวงทิ้งไว้ที่เดิม
ไท่ซ่างหวงทอดพระเนตรใบหน้าที่ยังคงแดงระเรื่อของนางแล้วแย้มสรวลอย่างมีเลศนัย "ดูท่าทางจะง้อสำเร็จแล้วกระมัง"
เมิ่งเชียนเชียนก้มหน้างุด บ่นอุบอิบเสียงเบา "เหตุใดพระองค์ถึงได้ทรงพระสำราญบนความทุกข์ของผู้อื่นเยี่ยงคนแก่ขี้เล่นเช่นนี้เพคะ"
โจ๊กที่คลาดสายตาไปแล้ว ย่อมไม่อาจวางใจให้นำขึ้นถวายได้อีก เมิ่งเชียนเชียนจึงจำต้องกลับไปลงมือปรุงใหม่
ขณะที่นางกำลังสาละวนอยู่หน้าเตาไฟ จู่ๆ เมื่อหันกลับมาก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อเห็นเงาร่างดำทะมึนยืนทะมึนอยู่ที่กรอบประตู
หัวใจของนางกระตุกวูบ มือเรียวคว้าด้ามมีดเชือดหมูที่ซ่อนไว้อย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณ
"เปิ่นกงจู่ก็หิวแล้ว" เสียงเย็นชาขององค์หญิงวั่นผิงดังขึ้น
เมิ่งเชียนเชียนลอบถอนหายใจ รีบใช้ฟืนเขี่ยกลบมีดเชือดหมูไว้อย่างแนบเนียน แล้วปรับสีหน้าเป็นการค้าทันที "ชามละสิบตำลึงเพคะ"
เดิมทีนางคิดว่าองค์หญิงวั่นผิงผู้เย่อหยิ่งจะต้องกริ้วจนตัวสั่น แต่ผิดคาด องค์หญิงกลับโยนถุงผ้าใบเล็กมาให้นางอย่างไม่ไยดี "สองชาม"
อีกชามหนึ่งคงสำหรับข้าราชบริพารคนสนิท
เมิ่งเชียนเชียนเปิดถุงออกดู ดวงตาพลันเป็นประกายวาววับ แม่เจ้าโวย... ทองคำก้อนใหญ่สองก้อน!
"ยกไปให้เปิ่นกงจู่ที่ห้อง" สั่งจบองค์หญิงก็สะบัดหน้าเดินจากไป
"อยากกินก็ต้อง..."
ยังไม่ทันที่เมิ่งเชียนเชียนจะแย้งจบ องค์หญิงวั่นผิงก็โยนทองคำก้อนที่สามลอยละลิ่วกลับมา
เมิ่งเชียนเชียนคว้าหมับ รับไว้อย่างแม่นยำ รอยยิ้มการค้าผุดพรายเต็มใบหน้า "ทันทีที่ออกจากหม้อ หม่อมฉันจะรีบนำไปถวายถึงห้องเลยเพคะ"
มีเงินกองอยู่ตรงหน้าแต่ไม่คว้าไว้ ก็คงมีแต่คนโง่เง่าเต่าตุ่นเท่านั้น
เมื่อโจ๊กส่งกลิ่นหอมกรุ่นได้ที่ เมิ่งเชียนเชียนจึงจัดแจงตักใส่กล่องอาหารรวมสี่ชาม แบ่งเป็นขององค์หญิงวั่นผิงสองชาม ส่วนอีกสองชามสำหรับไท่ซ่างหวงและตัวนางเอง
ถูกลู่หยวนก่อกวนจนวุ่นวายใจเช่นนั้น ท้องไส้ของนางก็เริ่มประท้วงหาอาหารแล้วเช่นกัน
ภายในห้องบรรทม ไท่ซ่างหวงประทับนั่งเสวยโจ๊กอยู่บนพระแท่นบรรทม ส่วนเมิ่งเชียนเชียนนั่งขัดสมาธิซดโจ๊กอยู่บนเบาะรองนั่งห่างออกไปไม่ไกล นางเคี้ยวตุ้ยๆ พลางลอบชำเลืองมองพระพักตร์ของไท่ซ่างหวงเป็นระยะ
ไท่ซ่างหวงวางช้อนลง แย้มสรวลอย่างรู้ทัน "นังหนู เจ้ามีเรื่องค้างคาใจอยากจะถามเจิ้นใช่หรือไม่"
เมิ่งเชียนเชียนกระพริบตาปริบๆ "เป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่เพคะ"
"ว่ามาเถิด เจิ้นไม่ถือสาเอาความเจ้า"
เมิ่งเชียนเชียนไตร่ตรองครู่หนึ่ง "รอพระองค์เสวยเสร็จก่อน หม่อมฉันค่อยกราบทูลดีกว่าเพคะ"
"ดูท่าจะเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ เสียด้วย" ไท่ซ่างหวงหัวเราะในลำคอ ก่อนจะจัดการโจ๊กในชามจนหมดเกลี้ยง "เอาล่ะ ตอนนี้พูดได้หรือยัง"
เมิ่งเชียนเชียนวางชามและช้อนลงอย่างระมัดระวัง ขยับตัวเปลี่ยนท่านั่งเป็นคุกเข่าตัวตรง สีหน้าจริงจังขึงขัง "สิ่งที่หม่อมฉันใคร่รู้ คือเรื่องคดีความของตระกูลฉู่เพคะ"
รอยยิ้มบนพระพักตร์ของไท่ซ่างหวงเลือนหายไปชั่ววูบ ก่อนจะกลับมาเป็นปกติ
"สิ่งที่เจ้าอยากรู้จริงๆ คือเจิ้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมของตระกูลฉู่หรือไม่ ใช่หรือไม่"
เมิ่งเชียนเชียนหันหน้าเข้าหาไท่ซ่างหวง ก้มศีรษะลงเล็กน้อย "ขอพระองค์โปรดอภัยในความล่วงเกินเพคะ"
"เจ้าเป็นคนของสิบสองเว่ย จะสืบหาความจริงเรื่องตระกูลฉู่ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด บอกเจิ้นมาเถิด เจ้าสืบรู้ความจริงไปมากน้อยเพียงใดแล้ว"
เมิ่งเชียนเชียนตอบตามตรงอย่างไม่ปิดบัง "ขณะนี้หม่อมฉันเพียงแค่ตรวจสอบผลการชันสูตรศพของแม่ทัพใหญ่ฉู่ พบว่ามีจุดพิรุธมากมายจนน่าสงสัย แต่ราชสำนักกลับเร่งรัดปิดคดี โยนความผิดทั้งหมดว่าท่านหญิงฉู่เป็นผู้ลงมือสังหารสามีตนเอง"
ไท่ซ่างหวงพยักหน้าช้าๆ "เจ้าคิดว่าราชสำนักปิดคดีอย่างลวกๆ และเชื่อว่าผู้อยู่เบื้องหลังต้องเป็นผู้มีอำนาจล้นฟ้าที่คอยขัดขวางการสืบสวน... เจ้าคิดถูกแล้ว คนคนนั้นคือเจิ้นเอง"
เมิ่งเชียนเชียนเบิกตากว้าง ความตกใจฉายชัดในแววตา "เป็นพระองค์หรือเพคะ"
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา นางได้สัมผัสตัวตนของไท่ซ่างหวง และพบว่าพระองค์มิใช่ทรราชผู้โหดเหี้ยม นางแทบจะตัดชื่อของพระองค์ออกจากรายชื่อผู้ต้องสงสัยไปแล้ว แต่บัดนี้พระองค์กลับยอมรับออกมาเองว่าเป็นผู้สั่งปิดคดี
ไท่ซ่างหวงหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า "คดีนี้เจิ้นเป็นคนสั่งให้ยุติ... แต่คนตระกูลอ๋องฉู่ มิใช่เจิ้นเป็นผู้สั่งฆ่า"
ยามเอ่ยถึงคนตระกูลอ๋องฉู่ ความโศกเศร้าอาดูรที่ยากจะกดข่มก็ฉายชัดขึ้นบนพระพักตร์ชรา
เมิ่งเชียนเชียนพลันสังหรณ์ใจว่า เบื้องหลังคดีนี้อาจมีเรื่องราวซับซ้อนเกินกว่าที่นางจินตนาการไว้
ไท่ซ่างหวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือความขมขื่น "อ๋องฉู่คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเจิ้น คือโอรสของเจิ้น... มารดาของเขาหลงใหลในชีวิตอิสระเสรีที่ชายแดน นางไม่ยอมติดตามเจิ้นกลับเข้าวังหลวง และไม่ปรารถนาให้บุตรชายต้องมาพัวพันกับการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในราชสำนักที่ไม่มีวันจบสิ้น"
เมิ่งเชียนเชียนถามแทรกขึ้น "แล้วอ๋องฉู่ทราบชาติกำเนิดของตนเองหรือไม่เพคะ"
ไท่ซ่างหวงส่ายพระพักตร์ "เขาไม่รู้... เจิ้นได้แต่เฝ้ารอคอยให้เขาเดินทางเข้าเมืองหลวงมารายงานราชการประจำปี เพียงเพื่อจะได้เห็นหน้าเขาสักครั้ง"
หากเป็นเช่นนี้ อ๋องฉู่ก็คือโอรสของไท่ซ่างหวง และแม่ทัพใหญ่ฉู่ก็คือหลานชายแท้ๆ ของพระองค์ ต่อให้สิบสองเว่ยภักดีต่อแม่ทัพใหญ่ฉู่เพียงผู้เดียว ไท่ซ่างหวงก็ไม่มีเหตุผลใดต้องหวาดระแวง
น้ำเสียงของไท่ซ่างหวงสั่นเครือด้วยความเจ็บปวด "แต่ทว่าชาติกำเนิดของเขา... กลับล่วงรู้ไปถึงหูขององค์รัชทายาท"
"เป็นองค์รัชทายาทที่สั่งฆ่าล้างตระกูลฉู่..." เมิ่งเชียนเชียนขมวดคิ้วแน่น "ดังนั้นพระองค์จึงต้องรีบปิดคดีเพื่อปกป้องเขา"
ไท่ซ่างหวงตรัสด้วยความละอายใจ "ในยามนั้นสถานการณ์ของต้าโจวเปราะบางราวไข่เรียงซ้อน ไม่อาจแบกรับเรื่องอื้อฉาวสะเทือนฟ้าดินของราชวงศ์ได้ อีกทั้งชายแดนเพิ่งสูญเสียแม่ทัพตระกูลฉู่ สิบสองเว่ยขาดผู้นำ หากพวกเขาล่วงรู้ว่าองค์รัชทายาทคือฆาตกรสังหารนายเหนือหัว เจิ้นเกรงว่าด้วยความแค้น พวกเขาอาจหันไปจับมือกับเป่ยเหลียง ซึ่งนั่นจะเป็นหายนะของต้าโจว"
เมื่อมองในมุมของไท่ซ่างหวง สิบสองเว่ยผู้ภักดีถวายหัวย่อมมีโอกาสกระทำการเช่นนั้นได้จริงๆ
ไท่ซ่างหวงถอนหายใจยาวเหยียด "หลังจากนั้นไม่นาน องค์รัชทายาทก็ล้มป่วยลง เขาต้องสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายทุกค่ำคืน เพ้อเจ้อว่าเห็นพี่ชายมาทวงชีวิต..."
ที่แท้องค์รัชทายาทก็ล้มป่วยลงเพราะเหตุนี้เองหรือ เมิ่งเชียนเชียนนิ่งเงียบไปอย่างใช้ความคิด
ขอบตาของไท่ซ่างหวงแดงก่ำ ความเจ็บปวดจุกแน่นอยู่ในลำคอ "เรื่องที่ทรมานที่สุดในโลกหล้า ไม่มีสิ่งใดเกินไปกว่าคนผมขาวต้องมาส่งคนผมดำ... เจิ้นต้องสูญเสียโอรสไปถึงสองคน... สูญเสียลูกสะใภ้ สูญเสียหลานสะใภ้ และหลานชายแท้ๆ ของตนเอง..."
เมิ่งเชียนเชียนไม่เคยคาดคิดเลยว่า ความจริงเบื้องหลังม่านหมอกสีเลือดนี้จะน่าเวทนาถึงเพียงนี้
ลู่หยวนเองก็คงรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้วกระมัง เขาจึงได้พยายามขัดขวางไม่ให้นางขุดคุ้ย
นางพยายามเรียบเรียงความจริงในสมอง พลันนึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามไท่ซ่างหวง "ทูลถามฝ่าบาท ตระกูลฉู่มีคนชื่อเสี่ยวจิ๋วหรือไม่เพคะ"
ไท่ซ่างหวงตอบทันที "ไม่มี อ๋องฉู่มีบุตรชายเพียงคนเดียว แม้แม่ทัพใหญ่ฉู่จะออกเรือนแล้ว แต่เขายังหนุ่มแน่นและกรำศึกอยู่ตลอดเวลา จึงยังไม่ทันได้มีทายาทสืบสกุล"
นางไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลฉู่หรือ...
ถ้าเช่นนั้น ความทรงจำเหล่านั้นคือสิ่งใดกัน
ความผูกพันลึกซึ้งที่นางมีต่อสิบสองเว่ย ความรู้ความเข้าใจในตระกูลฉู่ราวกับเป็นเรื่องของตนเอง มันคืออะไรกันแน่
ดูท่าคงเหลือเพียงทางเดียว... ต้องถามเฉินหลง
มีเพียงเฉินหลงเท่านั้นที่รู้ว่าแท้จริงแล้วนางคือใคร
(จบตอน)