บทที่ 190: ระบายความแค้นแทนบุตรชาย
วาจาของฮูหยินเว่ยช่างวางก้ามโอหังเหลือประมาณ ทว่าทั่วทั้งบริเวณกลับเงียบกริบ ไร้ผู้ใดกล้าเอ่ยปากโต้แย้ง
ยามนี้อัครมหาเสนาบดีซวินมีอำนาจบารมีรุ่งโรจน์ดุจตะวันเที่ยงวัน ไม่เพียงถือครองตราพยัคฆ์บัญชาการทหาร หากยังกุมอำนาจบริหารราชสำนักไว้ในมือ ที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดคือเขาเป็นขุนนางที่ได้รับความรักใคร่เทิดทูนจากราษฎร และได้รับความยำเกรงจากเหล่าขุนนางทั้งบู๊และบุ๋น
สกุลซวินสมควรแก่ตำแหน่งตระกูลอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินอย่างแท้จริง
ฝ่ายจวนตูตูนั้นเล่าเป็นเพียงขุนนางใหม่ แม้ลู่หยวนจะมีอำนาจล้นมือ แต่เมื่อเทียบชั้นกับสกุลซวินที่รากฐานมั่นคงแล้ว บารมีก็ยังนับว่าตื้นเขินกว่าอยู่หลายส่วน
เมิ่งเชียนเชียนแย้มยิ้มบางเบา “พักเรื่องที่ว่าสกุลซวินเป็นตระกูลอันดับหนึ่งหรือไม่ไว้ก่อนเถิด ทว่าตัวท่านคือฮูหยินซวินหรือก็เปล่า สามีของท่านเป็นเพียงผู้ว่าการรัฐขั้นห้าชั้นรอง ท่านพบหน้าข้ายังต้องย่อเข่าคารวะเสียด้วยซ้ำ แล้วจะมาวางท่าใหญ่โตอันใดต่อหน้าข้ากัน”
วาจานี้ทิ่มแทงถูกจุดตายของฮูหยินเว่ยเข้าอย่างจัง
สามีของนางแม้จะมีศักดิ์เป็นบุตรสายตรงของตระกูลใหญ่ ทว่าไร้ซึ่งความสามารถ แม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายปีปานนี้ ตำแหน่งขุนนางก็ยังย่ำอยู่เพียงผู้ว่าการรัฐขั้นห้าชั้นรองเท่านั้น
การที่นางดั้นด้นเข้าเมืองหลวงในครานี้ จุดประสงค์ก็เพื่อขอให้พี่ชายช่วยฉุดดึงน้องเขยสักครา หวังให้ได้โยกย้ายเข้ามารับตำแหน่งใหญ่โตในเมืองหลวง
นอกจากองค์หญิงผู้สูงศักดิ์แล้ว สตรีอื่นเมื่อออกเรือนย่อมต้องถือตามสามี ต่อให้สกุลเดิมจะมีอิทธิพลล้นฟ้าเพียงใด เกียรติยศสถานะภายนอกย่อมเป็นสิ่งที่สกุลสามีมอบให้ทั้งสิ้น
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยเนิบนาบ “หากมองในแง่นี้ ที่นั่งตรงนี้พวกเรามีสิทธิ์นั่งมากกว่าท่านเสียอีกกระมัง”
ใบหน้าของฮูหยินเว่ยพลันเปลี่ยนสี เดี๋ยวเขียวคล้ำเดี๋ยวซีดขาว “นังเด็กสารเลว เจ้าถือดีมาจากไหน เป็นเพียงหญิงหม้ายแต่งงานสองหน คิดว่าใช้จริตยั่วยวนลู่หยวนได้แล้วจะวิเศษวิโสเทียมฟ้าหรือไร”
“ฮูหยินเว่ย โปรดระวังวาจาด้วย”
ฮูหยินลิ่นก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
ปกติแล้วนางเป็นคนอารมณ์ขันและมีวาจาคมคาย น้อยครั้งนักที่จะมีท่าทีจริงจังขึงขังเช่นนี้
ฮูหยินโจวเองก็แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยอย่างชัดแจ้ง “ฮูหยินเว่ย ท่านเพิ่งมาถึงเมืองหลวง เรื่องราวตื้นลึกหนาบางบางอย่างหากยังไม่กระจ่างแจ้งก็อย่าได้กล่าววาจาพล่อยๆ นอกจากจะทำลายชื่อเสียงผู้อื่นแล้ว ยังจะทำให้คุณธรรมของตนเองมัวหมองไปด้วย”
ฮูหยินเว่ยแค่นหัวเราะเยาะหยัน “ข้าพูดผิดตรงไหน ตอนนางยังเป็นภรรยาของลู่หลิงเซียว ก็ทำตัวสนิทสนมเกินงามกับลู่หยวน คิดว่าตนเองมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว เห็นคนอื่นเป็นคนโง่เง่า มีแต่พวกท่านที่หลงกล ถึงได้ออกหน้าช่วยพูดให้หญิงแพศยาเช่นนี้”
นางกล่าวพลางตวาดสายตากราดมองทุกคน “พวกท่านฟังข้าให้ดี ต่อไปภายหน้าหากที่ใดมีข้าปรากฏตัว ไม่อนุญาตให้นังแพศยาผู้นี้เหยียบย่างเข้ามาเด็ดขาด มีนางต้องไม่มีข้า มีข้าต้องไม่มีนาง!”
เหล่าสตรีในงานต่างสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ด้วยความตระหนก
นี่นับเป็นการประกาศตัดขาดอย่างไม่ไว้ไมตรี แม้นางจะเป็นเพียงฮูหยินเว่ย แต่ในเมืองหลวงแห่งนี้ นางยังมีอีกสถานะหนึ่งที่น่าครั่นคร้าม นั่นคือน้องสาวแท้ๆ ของอัครมหาเสนาบดีซวิน
ดูท่าจวนตูตูจะตกที่นั่งลำบากเสียแล้ว
โจวหนานเยียนร้อนรนจนน้ำตาคลอเบ้า “นางทำกับพี่หญิงเมิ่งเช่นนี้ได้อย่างไร นางทำเกินไปแล้วเจ้าค่ะ!”
ในยามนั้นเอง หลิ่วชิงอวิ๋นที่อดกลั้นกับความหนวกหูมานานในที่สุดก็หมดความอดทน “พวกเจ้าชาวจงหยวนนี่ หนวกหูเสียจริง”
นางยัดร่างกลมป้อมของเป่าซูที่กำลังหลับปุ๋ยใส่อ้อมอกของเมิ่งเชียนเชียน ก่อนจะลุกจากที่นั่ง ย่างสามขุมตรงเข้าไปหาฮูหยินเว่ย
เมื่อครู่หลิ่วชิงอวิ๋นนั่งก้มหน้าหยอกล้อกับเด็กน้อยมาโดยตลอด ฮูหยินเว่ยจึงไม่ได้สังเกตเห็นใบหน้าของนาง
ยามนี้เมื่อหลิ่วชิงอวิ๋นเดินเข้ามาใกล้ ฮูหยินเว่ยจึงตระหนักว่าสตรีเบื้องหน้ามีรูปโฉมงดงามสะคราญตาเพียงพอที่จะทำให้บุรุษทั่วหล้าลุ่มหลงจนหัวปักหัวปำ
มิน่าเล่าสตรีผู้นี้ถึงได้กล้าด่านางว่าอัปลักษณ์ เมื่อนำตนเองไปเปรียบกับนางแล้ว ก็ช่างไม่ต่างอะไรกับ...
ประกายความริษยาและเคียดแค้นพาดผ่านดวงตาของฮูหยินเว่ย นางรีบวางท่าเป็นอาหญิงของจวนอัครมหาเสนาบดีข่มขวัญ “ข้าดูจากการแต่งกายของเจ้า มาจากเหมียวเจียงสินะ เหมียวเจียงเมื่อกาลก่อนเป็นเพียงชนเผ่าป่าเถื่อนดื่มเลือดกินเนื้อ หลังจากสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก ราชสำนักก็ได้ส่งขุนนางไปปกครองรุ่นแล้วรุ่นเล่า หากไม่มีราชสำนัก ก็ไม่มีเหมียวเจียงในวันนี้”
“ความเจริญรุ่งเรืองของเหมียวเจียงได้มาไม่ง่าย เหตุใดต้องเอาตัวมาเกลือกกลั้วกับคนอย่างลู่หยวน เจ้าคงไม่รู้กระมัง เมื่อสิบกว่าปีก่อน ลู่หยวนเป็นเพียงสุนัขตัวหนึ่งของตระกูลซวินข้า! ซ้ำยังเป็นสุนัขที่เลี้ยงไม่เชื่อง! เห็นแก่ที่เจ้าเพิ่งมาถึง ไม่รู้กฎเกณฑ์ธรรมเนียม จงโขกศีรษะขอขมาข้าเสีย แล้วตัดขาดความสัมพันธ์กับจวนตูตู ข้าจะให้อภัยในความไร้มารยาทของเจ้า”
มุมปากของหลิ่วชิงอวิ๋นกระตุกยิ้มเย็น “โขกศีรษะขอขมา เจ้าแน่ใจนะ”
ฮูหยินเว่ยเชิดหน้าอย่างถือดี “วาจาข้าไม่มีคืนคำ”
“ย่อมได้” สิ้นเสียง หลิ่วชิงอวิ๋นก็ยื่นมือออกไปรวดเร็วดุจสายฟ้า คว้าหมับเข้าที่กลุ่มผมของฮูหยินเว่ย แล้วกระชากกดลงสู่เบื้องล่างอย่างแรง!
ร่างของฮูหยินเว่ยถูกแรงมหาศาลกดจนคุกเข่ากระแทกพื้นทางเดินหินกรวดเสียงดังสนั่น หัวเข่าแตกยับเยินพร้อมกับหนังศีรษะที่แทบหลุดติดมือ ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นพล่านจนนางแทบสิ้นสติ
“กรี๊ด—!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังประสานกับเสียงอุทานด้วยความตกตะลึงของเหล่าสตรีในงาน
แม้แต่เมิ่งเชียนเชียนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวเห็นฉากเด็ดมาสารพัด ก็ยังอดเบิกตากว้างด้วยความตะลึงลานไม่ได้
แม่สามีของนาง... โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้เชียวหรือ
“ฮูหยิน!”
เหล่าสาวใช้ของฮูหยินเว่ยหน้าถอดสี รีบพุ่งตัวเข้ามาหมายจะช่วยนายหญิงจากเงื้อมมือมาร
หลิ่วชิงอวิ๋นไม่แม้แต่จะกะพริบตา นางตวัดเท้าเตะเศษหินบนพื้นพุ่งกระเด็นเข้าใส่สาวใช้เหล่านั้นราวกับกระสุน สยบพวกนางลงไปกองกับพื้นจนหมดสิ้นในพริบตา
ฮูหยินเว่ยพยายามตะเกียกตะกายดึงผมตนเองกลับมา “เจ้าทำบ้าอะไร! ปล่อยข้านะ! นังคนบ้า! รีบปล่อยมือเดี๋ยวนี้!”
หลิ่วชิงอวิ๋นยกยิ้มมุมปากที่เคลือบด้วยสีแดงสดดุจโลหิต รอยยิ้มในดวงตาลึกล้ำขึ้นเรื่อยๆ แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายความบ้าคลั่งที่น่าขนลุก “ไม่ใช่เจ้าบอกเองหรือว่าจะให้ข้าโขกศีรษะขอขมา เร็วเข้าสิ โขกสิ”
ฮูหยินเว่ยหันขวับไปสบตากับรอยยิ้มวิปลาสนั้น ร่างกายพลันสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว “จะ...เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ! ข้าคือน้องสาวของอัครมหาเสนาบดี!”
“จะทวดของใครข้าก็ไม่สนทั้งนั้น”
หลิ่วชิงอวิ๋นจิกผมฮูหยินเว่ยแน่น ก่อนจะจับศีรษะของนางกระแทกลงกับพื้นอย่างโหดเหี้ยม
“กรี๊ด—!”
ฮูหยินเว่ยกรีดร้องโหยหวนโหยหวนปานสุกรถูกเชือด
ฮูหยินลิ่นกับฮูหยินโจวกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นจนยับยู่
จังหวะนั้น พวกนางถึงกับรู้สึกเจ็บแทนฮูหยินเว่ยขึ้นมาจับใจ
หลิ่วชิงอวิ๋นจับศีรษะฮูหยินเว่ยโขกพื้นดังสนั่นเจ็ดแปดที โขกจนฮูหยินเว่ยศีรษะแตกเลือดไหลอาบหน้า
เมิ่งเชียนเชียนรีบยกมือปิดหูเป่าซู “เด็กดีนอนซะนะ โอ๋ๆ เด็กดีนอนซะ”
เป่าซูขยับปากดูดแจ๊บๆ แล้วหลับปุ๋ยต่ออย่างหอมหวาน ไม่รับรู้ถึงความโกลาหลเบื้องหน้า
“หนวกหูจริง น่ารำคาญนัก”
แววตาของหลิ่วชิงอวิ๋นฉายแววหงุดหงิดรำคาญใจ นางลากคอฮูหยินเว่ยที่ยังคงกรีดร้องไม่หยุดขึ้นมา แล้วกดศีรษะของอีกฝ่ายจุ่มลงไปในอ่างเลี้ยงบัวสายใบใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างๆ
“อึก...บุ๋ง...”
เสียงกรีดร้องของฮูหยินเว่ยขาดห้วงไปในที่สุด
เมื่อองค์หญิงวั่นผิงเสด็จมาถึงที่เกิดเหตุ ฮูหยินเว่ยก็ถูกจับกดน้ำจนกินน้ำเข้าไปจนพุงกางแล้ว
นางนั่งหมดสภาพอยู่บนพื้นอย่างน่าสมเพช บนศีรษะมีใบบัวสีเขียวใบใหญ่แปะอยู่ พ่นน้ำออกจากปากไม่หยุดราวกับปลาสำลักน้ำ
“องค์หญิง!”
สาวใช้คนสนิทของฮูหยินเว่ยรีบคลานเข้าไปคุกเข่าต่อหน้าองค์หญิงวั่นผิง ร้องห่มร้องไห้ “จวนตูตูรังแกคนเกินไปแล้วเพคะ พระองค์ต้องประทานความเป็นธรรมให้ฮูหยินของบ่าวด้วยนะเพคะ!”
องค์หญิงวั่นผิงขมวดคิ้วเรียว หันขวับไปมองเมิ่งเชียนเชียน “เมิ่งเชียนเชียน”
เมิ่งเชียนเชียนตอบเสียงเรียบ “นางด่าลู่หยวนว่าเป็นสุนัขเพคะ”
องค์หญิงวั่นผิงตวาดเสียงเฉียบขาด “ไล่ออกไป!”
นางกำนัลคนสนิทรีบกระซิบเตือนเบาๆ “องค์หญิงเพคะ ฮูหยินเว่ยคือน้องสาวของอัครมหาเสนาบดีซวินนะเพคะ”
“เปิ่นกงรู้”
องค์หญิงวั่นผิงถือกำเนิดจากครรภ์ฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ ชีวิตนี้นางไม่เคยต้องเกรงกลัวผู้ใด
ที่นางสนิทสนมกับอัครมหาเสนาบดีซวินก็เพราะเขาเป็นขุนนางตงฉิน นางเคารพในคุณธรรมของเขา หาใช่หวาดกลัวอำนาจของเขาไม่
อีกประการ หากเก็บหญิงปากเสียเช่นนี้ไว้ในงานเลี้ยงให้เที่ยวล่วงเกินผู้คน มิเท่ากับปล่อยให้นางทำลายชื่อเสียงอันดีงามของจวนอัครมหาเสนาบดีต่อไปหรือ
ฮูหยินเว่ยฝันก็ยังไม่กล้าฝัน หลังจากถูกสตรีชาวเหมียวเจียงซ้อมจนน่วมเจียนตาย ก็ยังถูกองค์หญิงวั่นผิงไล่ตะเพิดออกมาอีก
นางจ้องมองประตูจวนองค์หญิงด้วยสายตาอาฆาตแค้น “พวก...พวกเจ้าคอยดูเถอะ! ข้าจะให้พี่ชายมาแก้แค้นให้ข้า! โอ๊ย!”
ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย
ณ สวนดอกไม้เล็ก
องค์หญิงวั่นผิงกล่าวด้วยกิริยาวาจาสง่างามเหมาะสม “ต้องขออภัยที่ทำให้ทุกท่านขบขันแล้ว งานชุมนุมบทกวีจะเริ่มขึ้นเดี๋ยวนี้ ขอเชิญทุกท่านนั่งประจำที่เถิด”
เหล่าแขกเหรื่อต่างทยอยกลับไปนั่งที่เดิม
องค์หญิงวั่นผิงหันไปตรัสกับหลิ่วชิงอวิ๋นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเป็นกันเอง “ฮูหยิน เชิญนั่งเถิด”
“ไม่นั่งแล้ว ไม่มีของอร่อย แถมยังหนวกหูอีก”
หลิ่วชิงอวิ๋นสะบัดหน้าเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
เมิ่งเชียนเชียนใจหายวาบ... อย่าเพิ่งไปสิ ข้ายังไม่ทันได้เจอมะโรงเลยนะ!
เมิ่งเชียนเชียนกะพริบตาปริบๆ แล้วเอ่ยขึ้นลอยๆ “หอมจังเลย...”
ฝีเท้าของหลิ่วชิงอวิ๋นชะงักกึกทันที
เมิ่งเชียนเชียนหลับตาพริ้ม ทำจมูกฟุดฟิดสูดดมกลิ่นหอม “ดูเหมือนจะเป็น...หมูหันหนังกรอบ แพะย่างทั้งตัว กระต่ายย่างหอมๆ ปลาย่างเนื้อหวาน มะเขือยาวเผา ไก่อบสมุนไพร แล้วก็ยังมี...”
หลิ่วชิงอวิ๋นหมุนตัวกลับมานั่งลงที่เดิมอย่างรวดเร็ว
หลิ่วชิงอวิ๋นเริ่มสอนเจ้าหมูอ้วนให้หัดจับชามตะเกียบกินข้าวด้วยตัวเอง : เจ้าหนู มือมีไว้ทำอะไร?
เจ้าหมูอ้วน : ตีคน
หลิ่วชิงอวิ๋น : ...
(จบตอน)