กาลเวลาล่วงเลยไปเพียงครึ่งเค่อ
ร่างสูงสง่าของลู่หลิงเซียวเดินก้าวยาวออกมาจากคุกใต้ดินอันมืดมิด เขาแหงนหน้าขึ้นมองท้องนภาที่บัดนี้เมฆาทะมึนเคลื่อนตัวเข้าบดบังแสงจันทร์ แววตาของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาดุจน้ำแข็ง
ความโอหังและจิตใจที่โหดเหี้ยมอำมหิตของผู้บัญชาการผู้นี้ ช่างร้ายกาจยิ่งกว่าข่าวลือที่เคยได้ยินมาเป็นสิบเท่าร้อยเท่า
ต้าโจวมีขุนนางกังฉินเช่นนี้ถือเป็นเภทภัยใหญ่หลวง เขาจักต้องเร่งหาทางกำจัดเนื้อร้ายก้อนนี้เพื่อราชสำนักและเพื่อองค์เหนือหัวให้จงได้
เมื่อลู่หลิงเซียวขึ้นมาบนรถม้า ก็พบว่าเมิ่งเชียนเชียนนั่งรออยู่ภายในก่อนแล้ว
ภาพเหตุการณ์ในคุกใต้ดินยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิด ความอึดอัดใจก่อตัวขึ้นในอก ทว่าเขากลับมิอาจเอ่ยปากระบายความในใจกับนางได้ ด้วยนางเป็นเพียงสตรีในเรือนหลัง วันๆ ขลุกอยู่แต่ในเรือน จะไปเข้าใจเรื่องราวบ้านเมืองอันซับซ้อนเหล่านี้ได้อย่างไร
เขาทิ้งตัวลงนั่งที่ฝั่งตรงข้ามของเมิ่งเชียนเชียน
สตรีเบื้องหน้ามิได้ปรายตามองเขาแม้แต่น้อย นางเพียงนั่งสงบนิ่งราวกับรูปปั้นหินที่ไร้ความรู้สึกและไม่คิดจะใส่ใจการมีอยู่ของเขา
ลู่หลิงเซียวพินิจดูนางครู่หนึ่ง พบว่านางเปลี่ยนอาภรณ์ใหม่อีกครา ทว่าด้วยบทเรียนจากคราวที่แล้ว ครั้งนี้เขาจึงเลือกที่จะสงบปากสงบคำ ไม่ซักไซ้ให้มากความ
"วันนี้...เจ้าตกใจหรือไม่"
เมิ่งเชียนเชียนยังคงนิ่งเฉยประหนึ่งไม่ได้ยินเสียงของเขา
"บาดเจ็บตรงที่ใดหรือเปล่า"
ลู่หลิงเซียวเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง
ทว่าเมิ่งเชียนเชียนยังคงรักษาความเงียบงันไว้ดุจเดิม
ลู่หลิงเซียวจึงถอนหายใจเบาๆ ก่อนกล่าวว่า "ท่านแม่เป็นห่วงเจ้ามาก แม้แต่ท่านทวดเองก็ไต่ถามว่าเจ้าหายไปที่ใด เหตุใดจึงยังไม่กลับจวน"
เมิ่งเชียนเชียนยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง วาจาใดๆ ล้วนไม่เล็ดลอดออกจากริมฝีปากบาง
ลู่หลิงเซียวเริ่มขมวดคิ้วด้วยความขัดใจ "เจ้าพูดอะไรสักคำเถิด"
ในที่สุด เมิ่งเชียนเชียนก็ตวัดสายตาอันเย็นเยียบมองมาที่เขา น้ำเสียงของนางราบเรียบแต่บาดลึก "สามีหวังจะให้ข้าเอ่ยสิ่งใดหรือเจ้าคะ จะให้บอกว่าข้าสุขสบายดี บอกว่าข้าปลอดภัยไร้กังวล หรือให้บอกว่าสายลับเป่ยเหลียงมิได้เกือบจะปลิดชีพข้า อาวุธลับของจิ่นอีเว่ยมิได้เฉียดร่างข้าจนเกือบขาดเป็นสองท่อน หรือจะให้ข้าซาบซึ้งที่สามีผู้พร่ำบอกว่าจะมาช่วย แต่กลับรอจนตะวันตกดินถึงได้โผล่มาอย่างเชื่องช้าปานนี้ หากท่านผู้บัญชาการเกิดระแวงสงสัยในตัวข้าเพียงเสี้ยวความคิด เกรงว่าแม้แต่จะมาเก็บศพ สามีก็คงมาไม่ทันตอนที่ร่างของข้ายังอุ่นอยู่กระมัง"
นางเหยียดยิ้มที่มุมปาก "อ้อ ก็ไม่แปลกอันใด ในเมื่อสามีเป็นผู้มอบตัวข้าให้กับชาวเป่ยเหลียงต่อหน้าธารกำนัลด้วยมือของท่านเอง การที่ข้าไม่ตาย ทำให้สามีมิได้ครองคู่กับยอดดวงใจ คงจะน่าเสียดายมากกระมัง"
"เมิ่งซื่อ!"
ลู่หลิงเซียวบันดาลโทสะผุดลุกขึ้นยืนจนลืมไปว่าตนอยู่ในรถม้า ศีรษะจึงกระแทกเข้ากับหลังคาอย่างจัง เสียงดังสนั่น เขาหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดก่อนจะกัดฟันกระแทกตัวนั่งลง
"ข้าส่งเจ้าให้ชาวเป่ยเหลียงเมื่อใดกัน เจ้าอย่าได้กล่าววาจาเลอะเทอะ หว่านเอ๋อร์นางตั้งครรภ์อยู่ หากไม่ช่วยนาง นางอาจตายทั้งกลม อีกประการนางก็อยู่ใกล้ข้ามากกว่า..."
เมิ่งเชียนเชียนยิ้มเยาะ "พานางไปเสวยสุขด้วยฐานะของข้าที่จวนตูตู ก็เพราะนางอยู่ใกล้สามีมากกว่าเช่นนั้นหรือ"
ลู่หลิงเซียวหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายระคนโกรธ "เหตุใดเจ้าจึงยังขุดคุ้ยเรื่องเก่าไม่เลิก เรื่องมันผ่านพ้นไปแล้ว ก็อย่าได้เอ่ยถึงมันอีกเลย!"
เมิ่งเชียนเชียนแค่นเสียง "เหอะ"
ลู่หลิงเซียวพยายามข่มอารมณ์ "ยังมีอีกเรื่อง หากเจ้าโกรธข้า ก็จงลงที่ข้าคนเดียว ไม่จำเป็นต้องดึงหว่านเอ๋อร์เข้ามาข้องเกี่ยว นางมิได้ทำเรื่องผิดต่อเจ้า การที่นางไปอยู่ที่จวนตูตูนั้นเป็นการทำเพื่อภาพรวม นางเองก็ไม่อยากให้กระทบกระเทือนอนาคตของข้า ถึงได้ไม่แก้ต่างกับผู้คน เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเหมือนวันนี้ ที่จงใจเปิดโปงนางและทำให้นางต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าผู้คน"
เมิ่งเชียนเชียนโกรธจนหลุดหัวเราะออกมา "นางบอกท่านเช่นนั้นหรือเจ้าคะ"
เดิมทีนางคิดว่าบุรุษผู้นี้เพียงแค่ใจบอดจนตาบอดตามไปด้วย ที่ไหนได้ ดูเหมือนสมองของเขาก็คงจะฟั่นเฟือนไปแล้วเช่นกัน
หลินหว่านเอ๋อร์สวมรอยเป็นนาง แย่งชิงตัวตนของนาง แต่เขากลับตำหนิว่านางเป็นฝ่ายเปิดโปงสตรีผู้นั้น
นี่หรือคือสามีที่นางเฝ้าถนอมรักษาพรหมจรรย์รอคอยมาตลอดห้าปี
นางไม่เชื่อว่าไม่มีผู้ใดบอกเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้เขาฟัง แต่เขาเพียงแค่เลือกที่จะไม่เชื่อว่าหว่านเอ๋อร์ของเขาทำผิด
สำหรับเขาแล้ว หว่านเอ๋อร์ต่อให้ทำผิด ก็ย่อมมีเหตุผลจำเป็นหรือถูกบีบคั้น มีเพียงนางเท่านั้นที่หายใจเข้าออกก็ยังผิด
ตราบใดที่นางยังนั่งอยู่ในตำแหน่งภรรยาเอก นางก็จะเป็นฝ่ายรังแกหลินหว่านเอ๋อร์ไปชั่วกัปชั่วกัลป์
แม้ว่าคนที่ถูกสวมรอยจะเป็นนาง และคนที่ถูกทอดทิ้งก็คือนางก็ตามที
ลู่หลิงเซียวเอ่ยเสียงแข็ง "ใครพูดไม่สำคัญ แต่ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่เข้าใจผิด หว่านเอ๋อร์นางยอมไม่แก้ต่างก็เพื่อเห็นแก่ภาพรวม"
เมิ่งเชียนเชียนสวนกลับทันควัน "วิ่งหนีเร็วกว่ากระต่าย นั่นก็เพื่อภาพรวมหรือเจ้าคะ"
ลู่หลิงเซียวขมวดคิ้วแน่น "ตอนนั้นหว่านเอ๋อร์พุ่งตัวเข้ามาหาข้า นางทำเพื่อปกป้องข้า นางปรารถนาจะรับคมดาบของชาวเป่ยเหลียงแทนข้า นางมิใช่คนรักตัวกลัวตาย บิดาและพี่ชายของนางล้วนพลีชีพในสนามรบกับเป่ยเหลียง ตระกูลหลินล้วนเป็นวีรชนผู้กล้า นางเองก็เป็นสตรีที่มีเลือดรักชาติเข้มข้น เจ้าคิดว่านางไม่เคยตกระกำลำบากในมือชาวเป่ยเหลียงหรือ อย่างน้อยเจ้าก็กลับมาครบสามสิบสอง แต่สำหรับนาง ไม่เพียงถูกทำลายวรยุทธ์ แม้แต่เสียงก็ถูกชาวเป่ยเหลียงวางยาพิษจนเป็นใบ้ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ข้าติดค้างนาง"
เมิ่งเชียนเชียนลูบไล้ผ้าเช็ดหน้าในมือไปมาอย่างเชื่องช้า "ผู้ใดอ่อนแอกว่า ผู้นั้นก็เป็นฝ่ายถูกสินะเจ้าคะ"
ลู่หลิงเซียวอ้าปากค้าง "ข้าหมายความเช่นนั้นเสียเมื่อไหร่"
"หรือว่าไม่ใช่" เมิ่งเชียนเชียนใช้ดวงตาคู่สวยที่ลึกล้ำจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา "ท่านจดจำได้แต่สิ่งที่ท่านติดค้างนาง แล้วสิ่งที่ท่านติดค้างข้าเล่า"
สายตาของนางใสกระจ่างดุจน้ำค้าง ทว่าแฝงความคมกริบและเย็นเยียบประหนึ่งกระบี่ล้ำค่าที่แทงทะลุหัวใจจนคนถูกมองไม่กล้าสบตา
ลู่หลิงเซียวเบือนหน้าหนี มือทั้งสองวางบนเข่า เอ่ยเสียงแผ่ว "เหตุใดเจ้าถึงวกกลับมาพูดเรื่องเงินอีกแล้ว"
ที่แท้ในใจของบุรุษผู้นี้ สิ่งที่เขาติดค้างนางมีเพียงแค่เงินตรา
เมิ่งเชียนเชียนแค่นยิ้ม "ไม่พูดเรื่องเงิน จะให้พูดเรื่องความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาหรือเจ้าคะ ท่านแม่ทัพคงลืมไปแล้วกระมัง ว่าระหว่างท่านกับข้า หามีสิ่งนั้นไม่"
ลู่หลิงเซียวกดเสียงต่ำ "ก็แค่ให้เจ้าสำรองจ่ายไปก่อน รอของพระราชทานจากฝ่าบาทมาถึง ข้าก็จะคืนให้เจ้า เป็นอันจบเรื่อง!"
"เช่นนั้นก็ประเสริฐ กลับไปแล้วข้าจะให้คนส่งสมุดบัญชีไปให้สามีถึงเรือน ขอสามีอย่าได้ตระบัดสัตย์ รีบคืนสินเดิมของข้าให้ครบทุกตำลึงโดยเร็ว"
สิ้นคำของเมิ่งเชียนเชียน รถม้าก็เคลื่อนมาหยุดที่หน้าประตูจวนตระกูลลู่พอดี นางเลิกม่านขึ้นแล้วก้าวลงจากรถม้าโดยไม่หันกลับมามองเขาแม้แต่หางตา
ลู่หลิงเซียวโกรธจนลมออกหูแทบหงายหลังตึง
ช่างเถอะ!
วันนี้นางได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจมามาก จะระบายโทสะออกมาบ้างก็ปล่อยนางไป
หลังจากลู่หลิงเซียวกลับเข้าจวน เขาแวะไปแจ้งข่าวความปลอดภัยกับลู่หมู่เพื่อความสบายใจ จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปพบลู่สิงโจวที่ห้องหนังสือ
เขาถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคุกใต้ดินอย่างละเอียดทุกถ้อยความ รวมถึงประโยคที่ลู่หยวนเอ่ยขึ้นเมื่อได้ยินว่าสายลับเป่ยเหลียงหมายปองชีวิตองค์เหนือหัวว่า "รู้อย่างนี้ไม่ขวางไว้ก็ดี"
สำหรับความอวดดีและความมักใหญ่ใฝ่สูงของลู่หยวนนั้น ลู่สิงโจวเห็นจนชินชาเสียแล้ว แต่เมื่อได้สดับว่าลู่หยวนลงมือสังหารสายลับเป่ยเหลียงที่ใส่ร้ายลู่หลิงเซียวและเมิ่งเชียนเชียนในทันทีโดยไม่ไต่สวน เขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นตระหนกอยู่บ้าง
เนิ่นนานผ่านไป ลู่สิงโจวจึงพึมพำออกมา "ดูท่า เขาคงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะดึงเจ้าไปเป็นพวก การที่เขาอ้างชื่อพาเมิ่งเชียนเชียนไปสอบสวนที่จวนตูตู แท้จริงแล้วคืออุบายล่อให้เจ้าตามไป เพื่อจักได้ขายน้ำใจให้เจ้า การสังหารสายลับเป่ยเหลียงที่สาดโคลนใส่เจ้า เป็นการประกาศจุดยืนของเขาว่าเขาเชื่อใจเจ้า"
บิดาใช้คำว่าสาดโคลนใส่ 'เจ้า' มิใช่พวกเจ้า
ในสายตาของลู่สิงโจว ทุกการกระทำของท่านตูกูล้วนมีเป้าหมายเพื่อดึงตัวบุตรชายของตนไปเป็นพวก มิได้เกี่ยวข้องอันใดกับเมิ่งเชียนเชียนแม้แต่น้อย
ลู่หลิงเซียวเองก็คล้อยตามความคิดของบิดา "ท่านพ่อ แล้วพวกเราควรทำเช่นไรขอรับ"
ลู่สิงโจวตรองดูครู่หนึ่ง "ต่อหน้าอย่าเพิ่งไปล่วงเกินเขา รอดูกลางแปลงไปก่อน รักษาท่าทีสงวนวาจาไว้"
ลู่หลิงเซียวรับคำ "ทราบแล้วขอรับท่านพ่อ"
ลู่สิงโจวกล่าวเสริมขึ้นอีกว่า "ยังมีอีกเรื่อง เจ้ากลับมาได้สักพักใหญ่แล้ว แต่กลับปล่อยปละละเลยเมิ่งเชียนเชียนมาตลอด คืนนี้เจ้าจงย้ายไปนอนที่เรือนไห่ถังเสีย ก่อนที่เมิ่งเชียนเชียนจะตั้งครรภ์ลูกสายตรงให้ตระกูลลู่ ห้ามเจ้าย้ายออกมาเด็ดขาด"
ลู่หลิงเซียวหน้าถอดสี "ท่านพ่อ!"
ลู่สิงโจวเอ่ยเสียงเฉียบขาด "ถ้าทำไม่ได้ ก็ไล่สตรีแซ่หลินผู้นั้นออกไปให้พ้นจวน!"
เมื่อก้าวเท้าออกมาจากห้องหนังสือ ลู่หลิงเซียวเรียกบ่าวรับใช้ชายที่เฝ้าอยู่หน้าลานเรือนมาซักถาม "เมื่อครู่นี้มีผู้ใดมาที่นี่"
บ่าวรับใช้ชายครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า "นายหญิงน้อยใหญ่ขอรับ"
ลู่หลิงเซียวกำหมัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ จนเส้นเลือดปูดโปน
ยามดึกสงัด หิมะเริ่มโปรยปรายลงมาแผ่วเบา สายลมหนาวพัดกรรโชกบาดผิว
ปั้นเซี่ยกำลังจะปิดประตูเรือน พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นลู่หลิงเซียวปรากฏตัวยืนตระหง่านอยู่ที่หน้าประตูด้วยสีหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง
นางสะบัดหน้าหนีทันที แม้แต่คำว่านายเขยก็ไม่หลุดออกจากปาก
ลู่หลิงเซียวไม่สนใจท่าทีของสาวใช้ เขาเดินดุ่มๆ ตรงเข้าไปในห้องนอน
ภายในห้อง เมิ่งเชียนเชียนกำลังนั่งกินขนมทอดพลางอ่านหนังสือเรื่องเล่าอย่างสบายอารมณ์ นางเพียงปรายตามองเงาร่างที่ทอดยาวบนพื้นแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยถามเรียบๆ "รีบมาคืนเงินเร็วปานนี้เชียวหรือ"
ลู่หลิงเซียวจ้องมองนางด้วยแววตาลึกล้ำยากจะคาดเดา "หลังจากเจ้ากลับถึงจวน เจ้าไปพบท่านพ่อมาใช่หรือไม่"
เมิ่งเชียนเชียนส่งเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ "อืม"
ลู่หลิงเซียวกำหมัดแน่นจนสั่นระริก "เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย! เสียแรงที่เมื่อครู่ข้ายังหลงคิดว่าวันนี้เจ้าได้รับความอัปยศอดสู เจ้าจะมาระบายโทสะใส่ข้าก็สมควรแล้ว ข้าคาดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเช่นนี้ ถึงกับกล้าใช้ท่านพ่อและหว่านเอ๋อร์มาบีบบังคับข้า!"
เมิ่งเชียนเชียนได้กลิ่นสุราฉุนกึกโชยออกมาจากตัวเขา นางขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความรังเกียจ "หากจะเมาอาละวาด ก็เชิญกลับไปบ้าที่เรือนของตัวเอง"
ลู่หลิงเซียวปรี่เข้าไปคว้าข้อมือบางของนาง กระชากให้นางลุกขึ้นอย่างแรง ก่อนจะเหวี่ยงร่างของนางลงบนเตียงเสียงดังสนั่น เขาโน้มตัวลงมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกที่เจือไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
"เจ้าอยากร่วมหอนักมิใช่หรือ ท่านแม่ทัพผู้นี้จะสนองให้เจ้าสมใจอยากเอง!"
(จบตอน)