บทที่ 210: เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร
ซวินอวี้เอ่ยถามผู้ติดตามชาวเหมียวด้วยความสงสัย “ตอนที่ราชาเหมียวออกเดินทาง ท่านแต่งกายเช่นไรหรือ”
หัวหน้าองครักษ์เหมียวเจียงส่ายหน้าช้าๆ “เรื่องนี้พวกข้าไม่ทราบแน่ชัด ราชาเหมียวเพียงสั่งความไว้ว่าประเดี๋ยวจะเข้าไปเดินเล่นในเมืองหลวงสักพัก ทั้งยังกำชับไม่ให้พวกเราติดตาม ตอนที่ท่านจากไปจึงไม่มีผู้ใดทันสังเกตเห็น”
ไป๋อวี้เวยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ท่านปู่เป็นเช่นนี้อีกแล้ว ชอบหนีเที่ยวคนเดียวตลอด ร้อนถึงข้ากับท่านพี่ต้องวุ่นวายออกตามหากันให้ควั่ก”
ซวินอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง นัยน์ตาทอประกายครุ่นคิด ก่อนจะปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนลง “ฟังจากที่เจ้าเล่า ดูเหมือนราชาเหมียวจะโปรดปรานการไปไหนมาไหนเพียงลำพังกระมัง”
ไป๋อวี้เวยพยักหน้ารับ “ใช่แล้ว ร่องรอยของท่านปู่ลึกลับซับซ้อน หาตัวจับยากยิ่ง ไม่มีใครสะกดรอยตามท่านได้หรอก”
ซวินอวี้นิ่งเงียบไป
ภาพของชายชรากสิกรที่เขาพบบนเส้นทางเมื่อครู่ผุดขึ้นในห้วงความคิด ชายผู้นั้นดูเหมือนชาวนาตาสีตาสาธรรมดา ไร้ซึ่งกลิ่นอายของผู้ฝึกวรยุทธ์โดยสิ้นเชิง
ทว่าซวินอวี้ขึ้นชื่อเรื่องความรอบคอบระแวดระวัง เขาจึงมิอาจปล่อยผ่านความสงสัยนี้ไปได้ ชายหนุ่มตรงเข้าไปหาเจ้าหน้าที่สถานีม้าเพื่อขอยืมพิราบสื่อสารตัวหนึ่ง ก่อนจะส่งข่าวกลับไปยังจวนอัครมหาเสนาบดี สั่งการให้คนของตนเร่งออกตามหาร่องรอยของชายชรากสิกรผู้นั้นทันที
“ทุกท่าน ในเมื่อราชาเหมียวได้เดินทางเข้าสู่เมืองหลวงแล้ว มิสู้พวกท่านและคุณหนูไป๋ไปพักผ่อนรอฟังข่าวที่จวนอัครมหาเสนาบดีกับข้าจะดีกว่า”
ซวินอวี้เอ่ยปากเชื้อเชิญเหล่าองครักษ์เหมียวเจียงด้วยน้ำเสียงจริงใจ
ทว่าหัวหน้าองครักษ์กลับปฏิเสธอย่างนอบน้อม “ราชาเหมียวมีคำสั่งเด็ดขาด ห้ามมิให้พวกเราเข้าพำนักในจวนขุนนางใดโดยพละการ ขอซวินซื่อจื่อโปรดให้อภัยด้วย”
ซวินอวี้หันไปสบตาไป๋อวี้เวย หวังให้นางช่วยเจรจา ทว่าหญิงสาวกลับไม่มีทีท่าแปลกใจต่อการตัดสินใจนี้ ซ้ำยังไม่มีเจตนาจะฝืนใจเหล่าผู้ติดตาม
เรื่องนี้สะท้อนความจริงประการหนึ่ง ราชาเหมียวมีอำนาจสิทธิ์ขาดเหนือคนในเหมียวเจียงอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าผู้ใด แม้กระทั่งหลานสาวในไส้ ก็ไม่กล้าตั้งข้อสงสัยหรือขัดขืนคำสั่งของเขาแม้เพียงครึ่งคำ
ไป๋อวี้เวยหันไปกำชับหัวหน้าองครักษ์ “เช่นนั้นพวกเจ้ารออยู่ที่นี่ หากข้าพบท่านปู่แล้ว จะรีบส่งคนมารับ”
หัวหน้าองครักษ์ก้มศีรษะรับคำ “ขอรับ”
ตลอดเส้นทางมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง ภายในใจของซวินอวี้เต็มไปด้วยความกังวลระคนประหม่า
ไป๋อวี้เวยมัวแต่ชะเง้อมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าด้วยใจจดจ่อกับการตามหาท่านปู่ จึงไม่ทันได้สังเกตเห็นความผิดปกติในแววตาของซวินอวี้
ชั่วขณะนั้น ซวินอวี้พลันหวนนึกถึงเมิ่งเชียนเชียน หากเป็นนางนั่งอยู่ตรงนี้ นางคงอ่านความคิดและความวิตกกังวลของเขาออกอย่างทะลุปรุโปร่งไปนานแล้ว
หลานสาวของราชาเหมียวผู้นี้ได้รับการทะนุถนอมประหนึ่งไข่ในหิน ถูกปกป้องจากโลกภายนอกดีเกินไปจริงๆ
แต่ในอีกแง่มุมหนึ่ง นั่นก็เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าราชาเหมียวรักใคร่เอ็นดูไป๋อวี้เวยมากเพียงใด
หากเป็นเช่นนั้น ต่อให้เขาทำพลาดพลั้งไปบ้าง แต่เมื่อเห็นแก่หน้าของหลานสาวสุดที่รัก ราชาเหมียวก็คงจะหัวเราะและปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปได้กระมัง
“คุณหนูไป๋”
ซวินอวี้เอ่ยเรียกทำลายความเงียบ
ไป๋อวี้เวยละสายตาจากทิวทัศน์ข้างทาง หันกลับมามอง “มีอะไรหรือซวินซื่อจื่อ”
ซวินอวี้คลี่ยิ้มบางพลางยกมือขึ้นคลึงขมับ “ระหว่างเดินทางมาอากาศร้อนอบอ้าวเหลือเกิน ข้าคงจะโดนไอแดดเล่นงานจนสมองมึนงงไปบ้าง หากเพราะเหตุนี้ทำให้ข้าคลาดสายตาจนจำราชาเหมียวไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะทำให้ผู้อาวุโสขุ่นเคืองใจหรือไม่”
ไป๋อวี้เวยตอบกลับด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ท่านปู่ของข้าใจกว้างดั่งมหาสมุทร ท่านไม่ถือสาหาความเจ้าด้วยเรื่องเพียงเท่านี้หรอก”
ซวินอวี้เลิกคิ้วเล็กน้อย “ข้าหลงนึกว่าราชาเหมียวจะเป็นคนเข้มงวดดุดันเสียอีก”
ไป๋อวี้เวยเอียงคอครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “ท่านเข้มงวดกับท่านพี่มาก แต่กับข้า... ท่านไม่เคยดุด่าหรือพูดจารุนแรงด้วยเลยสักครั้ง”
ที่เข้มงวดกับไป๋ชิงเฉิน เพราะเขาคือว่าที่ประมุขน้อยผู้จะสืบทอดบัลลังก์เหมียวเจียงในภายภาคหน้า
ดูท่าตำแหน่งผู้สืบทอดเหมียวเจียงคงมั่นคงดั่งขุนเขา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลเป็นแน่
สีหน้าของซวินอวี้ดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่เขาวิตกกังวล
ตัดกลับมาอีกด้านหนึ่ง ลู่หยวน จงเจิ้งซี และชายชรากสิกร ได้เดินทางมาถึงเมืองหลวงเป็นที่เรียบร้อย
ทั้งสามคนกวาดตามองหาภัตตาคารที่ดูโอ่อ่าหรูหราสมฐานะ(ในใจ)
ทว่าใครจะคาดคิด เพียงแค่เท้ายังไม่ทันแตะธรณีประตู เสี่ยวเอ้อร์ตากลับก็รีบวิ่งออกมาขับไล่ไสส่งอย่างไม่ไว้หน้า
“พวกขอทานสกปรกมาจากไหนกัน ไปไปไป! อย่ามายืนขวางหน้าร้าน!”
จงเจิ้งซีโกรธจนหน้าแดงก่ำ ตัวสั่นเทิ้ม “เจ้าเรียกใครว่าขอทาน พวกเราไม่ใช่ขอทานนะ!”
เขาเป็นถึงโอรสสวรรค์ผู้ปกครองแผ่นดิน กลับถูกบ่าวไพร่ชั้นต่ำดูถูกเหยียดหยามเช่นนี้ จะให้กล้ำกลืนความอัปยศนี้ลงไปได้อย่างไร
เสี่ยวเอ้อร์ถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างเอาเรื่อง “ยังไม่รีบไสหัวไปอีก ข้าจะลงไม้ลงมือแล้วนะ!”
“เจ้ากล้าดีอย่างไร! เจิ้น...”
ลู่หยวนรีบตะปบมือปิดปากฮ่องเต้น้อยไว้แน่น “ไปเถอะ”
“อื้อ! อื้อ! อื้อ!”
จงเจิ้งซีดิ้นพล่าน พยายามแกะมือลู่หยวนออกพร้อมแกว่งแขนไปมาอย่างขัดใจ
เมื่อลากตัวออกมาจนลับตาผู้คน ลู่หยวนจึงยอมปล่อยมือ
จงเจิ้งซีสะบัดตัวออก ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่เป็นทรง “เจ้าจะห้ามข้าทำไม!”
ลู่หยวนปรายตามองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย
จงเจิ้งซีนึกขึ้นได้ว่าตนเกือบจะหลุดปากเปิดเผยฐานะที่แท้จริง จึงได้แต่เบ้ปากอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “พวกเราดูเหมือนขอทานซอมซ่อขนาดนั้นเชียวหรือ”
ลู่หยวนย้อนถาม “เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า”
สภาพของพวกเขาสามคนในยามนี้ คนหนึ่งเป็นชายชรากสิกรท่าทางซื่อๆ อีกคนสวมชุดผ้าหยาบรองเท้าฟางเหมือนกุลีแบกหาม ส่วนจงเจิ้งซีแม้จะได้สวมอาภรณ์เนื้อดีตอนออกจากวัง แต่หลังจากที่ไปเกลือกกลิ้งคลุกฝุ่นบนพื้นดินจนเนื้อตัวมอมแมม แขนเสื้อยังฉีกขาดเป็นรอยเบ้อเริ่มเทิ่มถึงสองรอย
ในบรรดาสามคนนี้ เขาดูเหมือนขอทานยากไร้ที่สุดแล้ว
ชายชรากสิกรโบกหมวกฟางในมือพัดวีคลายร้อน “เอาน่าๆ เมืองหลวงกว้างใหญ่ไพศาล ไม่ได้มีภัตตาคารแค่ร้านเดียวเสียหน่อย ไปดูที่อื่นกันเถอะ”
ทั้งสามคนเดินตระเวนหาอยู่หลายร้าน ในที่สุดสวรรค์ก็เมตตา มีร้านหนึ่งยอมให้พวกเขาเข้าไปใช้บริการ แต่ถึงกระนั้นก็ยังจัดที่นั่งตรงมุมอับที่สุด ติดกับห้องครัวที่ทั้งร้อนระอุและส่งกลิ่นควันคลุ้ง
จงเจิ้งซีหน้านิ่วคิ้วขมวด “ทำไมต้องให้มานั่งตรงนี้ด้วย”
ชายชรากสิกรหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี “ขอแค่อาหารรสชาติถูกปาก นั่งตรงไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ เสี่ยวเอ้อร์! มีเมนูเด็ดอะไรยกมาให้หมด!”
เสี่ยวเอ้อร์มองสภาพลูกค้าทั้งสามด้วยสายตาเคลือบแคลง “พวกเจ้ามีเงินจ่ายแน่หรือ”
ชายชรากสิกรไม่ตอบคำ แต่ล้วงก้อนเงินตำลึงออกมาโยนให้
เสี่ยวเอ้อร์รับมาไว้ในมือ ยกขึ้นกัดเพื่อพิสูจน์ความแท้ ท่าทีแข็งกระด้างพลันเปลี่ยนเป็นนอบน้อมประจบสอพลอ “นายท่านทั้งหลายโปรดรอสักครู่ อาหารเลิศรสจะรีบยกมาเสิร์ฟเดี๋ยวนี้ขอรับ!”
ผ่านไปเพียงชั่วก้านธูป ขาหมูตุ๋นน้ำตาลกรวดสีแดงระเรื่อ ปลากะพงนึ่งซีอิ๊วหอมฉุย ไก่ผัดเห็ดรสกลมกล่อม ห่านย่างหนังกรอบเหลืองทอง อาหารจานหลักเลิศรสวางเรียงรายจนเต็มโต๊ะ
เสี่ยวเอ้อร์ฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี “เชิญนายท่านรับประทานให้อร่อยขอรับ”
จงเจิ้งซีจ้องมองอาหารตรงหน้าพลางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ แต่ทว่ามือกลับยังไม่กล้าขยับตะเกียบ
ยามอยู่ในวังหลวง ทุกมื้ออาหารจำต้องมีขันทีคอยชิมพิษให้ก่อนเสมอ นี่คือกฎมณเฑียรบาลและเป็นความเคยชินที่ฝังรากลึกในสัญชาตญาณของเขา
ชายชรากสิกรเลิกคิ้วมองเด็กหนุ่ม “ไม่มีใครกินรึ งั้นข้าไม่เกรงใจล่ะนะ!”
เขาคีบหนังขาหมูนุ่มเด้งละลายในปากเคี้ยวตุ้ยๆ “อร่อยล้ำ!”
มืออีกข้างฉีกปีกไก่ออกมาแทะอย่างเอร็ดอร่อย “สะใจจริงๆ!”
ลู่หยวนเห็นดังนั้นจึงคีบอาหารขึ้นมาชิมทีละอย่าง เพื่อความมั่นใจ ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้จงเจิ้งซี “กินเถอะ”
เมื่อได้รับอนุญาต จงเจิ้งซีก็ก้มหน้าก้มตากินอย่างมูมมามราวกับพายุลง
เขาหิวจนไส้กิ่ว รู้สึกราวกับสามารถกินวัวได้ทั้งตัวโดยไม่ติดคอ
ชายชรากสิกรเห็นท่าทางการกินของเด็กหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “พ่อหนุ่ม ค่อยๆ กินก็ได้ เดี๋ยวจะติดคอเอา”
จงเจิ้งซีเงยหน้าขึ้นมองชามข้าวเปล่าสามใบที่วางซ้อนกันอยู่ข้างมือชายชรา สายตาบ่งบอกความหมายชัดเจน... ท่านฟาดไปสามชามแล้ว ยังมีหน้ามาบอกให้ข้าค่อยๆ กินอีกหรือ!
เมื่อทั้งสามคนกินอิ่มหนำสำราญ
เสี่ยวเอ้อร์ก็เดินยิ้มกริ่มเข้ามาพร้อมบิล “นายท่าน ค่าอาหารทั้งหมด 213 ตำลึงขอรับ”
ชายชรากสิกรทำหน้าฉงน “ค่าอะไรตั้ง 213 ตำลึง”
เสี่ยวเอ้อร์ตอบ “ก็ค่าอาหารมื้อนี้อย่างไรเล่าขอรับ”
ชายชรากสิกรแย้งเสียงแข็ง “ค่าอาหารข้าก็จ่ายไปแล้วไม่ใช่หรือ”
เสี่ยวเอ้อร์ตาโตด้วยความตกใจ “ท่านจ่ายตอนไหนกัน”
ชายชรากสิกรบุ้ยใบ้ไปที่ถุงเงินข้างเอวของเสี่ยวเอ้อร์ “ก้อนเงินนั่นไง”
เสี่ยวเอ้อร์ชะงักกึก “นั่น... นั่นไม่ใช่เงินรางวัลน้ำใจที่ให้ข้าหรอกหรือ”
ชายชรากสิกรตบโต๊ะเสียงดัง “ใครบอกว่าเป็นรางวัลของเจ้า นั่นมันค่าอาหารมื้อนี้ต่างหาก!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเสี่ยวเอ้อร์เลือนหายไปทันที แทนที่ด้วยความบึ้งตึงดุดัน “พวกเจ้าล้อข้าเล่นหรืออย่างไร เงินแค่ 5 ตำลึง คิดจะกินอาหารชุดใหญ่ราคาสูงลิ่วเนี่ยนะ!”
ชายชรากสิกรนั่งไขว่ห้างกระดิกเท้าอย่างสบายอารมณ์ “ไม่รู้ล่ะ ก็ข้าจ่ายไปแล้วนี่”
เสี่ยวเอ้อร์ถลกแขนเสื้อขึ้นอีกครั้ง กัดฟันกรอดด้วยความโมโห “กินแล้วจะชักดาบไม่จ่ายเงินใช่ไหม!”
ลู่หยวนลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่วงท่าสง่างามแม้จะอยู่ในชุดซอมซ่อ เอ่ยกับเสี่ยวเอ้อร์ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้าไปเก็บเงินที่จวนตูตู จะมีคนจ่ายให้เจ้าเอง”
เสี่ยวเอ้อร์แค่นหัวเราะเสียงหยัน “จวนตูตู? ฮ่าๆๆ เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นมหาตูตูลู่หรือไง”
จงเจิ้งซีเห็นดังนั้นจึงช่วยเสริมขึ้นบ้าง “งั้นพวกเจ้าก็ไปเก็บที่วังหลวงสิ!”
เสี่ยวเอ้อร์ยิ่งทำหน้าดูถูกเหยียดหยามหนักกว่าเดิม “วังหลวง? เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นฮ่องเต้หรือไง เจ้าเด็กเพ้อเจ้อ!”
ชายชรากสิกรขยับตัวเตรียมจะอ้าปากเถียง แต่เสี่ยวเอ้อร์ชิงตวาดสวนกลับทันควัน “ข้าขอเตือนพวกเจ้าไว้ตรงนี้เลยนะ ถ้าไม่จ่ายเงินให้ครบ ใครหน้าไหนก็อย่าหวังว่าจะได้ก้าวเท้าออกจากร้าน!”
จงเจิ้งซีขมวดคิ้วมุ่น สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ เขาไม่รู้จะจัดการอย่างไรดี
ชายชรากสิกรทำท่าทางทองไม่รู้ร้อน ผิวปากเบาๆ ราวกับไม่ใช่เรื่องของตน
ลู่หยวนยืดตัวเต็มความสูง แววตาคมกริบกวาดมองเสี่ยวเอ้อร์ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบทรงอำนาจ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร”
(จบตอน)