บทที่ 211: เขาคือท่านตาของเจ้า
เสี่ยวเอ้อร์แค่นเสียงหัวเราะอย่างดูแคลน “พวกเจ้าเป็นใครกัน กล้ามาเบางเงินในร้านข้า!”
“ที่แท้เจ้าก็ไม่รู้จักข้าสินะ” ลู่หยวนเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่ยี่หระ ท่าทีสุขุมนุ่มลึก ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยคำสั่งสั้นๆ ที่เด็ดขาด “วิ่ง!”
จงเจิ้งซีตะลึงงันไปชั่วครู่ “หือ?”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงสงสัย ร่างของชาวนาชราผู้นั้นก็อันตรธานหายไปแล้ว!
ลู่หยวนคว้าแขนเสื้อของจงเจิ้งซีที่กำลังยืนเหม่อลอยอยู่ แล้วพุ่งทะยานตามหลังชาวนาชราออกไปติดๆ
เสี่ยวเอ้อร์คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะใช้เล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้ เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกระโดดโลดเต้นด้วยความเดือดดาล “จับตัวพวกมันไว้! อย่าให้หนีรอดไปได้!”
ทั้งสามคนวิ่งทะลุออกทางประตูหลังและตะบึงหนีไปตามตรอกซอกซอย
ชาวนาชราสับฝีเท้าพลางส่งเสียงจิ๊ปากอย่างรำคาญใจ “เจ้าเด็กบ้า! ทางหนีทีไล่มีตั้งมากมาย เหตุใดต้องวิ่งตามก้นข้ามาด้วย”
ลู่หยวนแบกจงเจิ้งซีขึ้นหลัง ฝีเท้ายังคงว่องไวไม่หยุดชะงัก “หากไม่วิ่งตามท่าน แล้วจะให้ข้าล่อพวกมันไปทางอื่น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ท่านหนีเอาตัวรอดคนเดียวหรืออย่างไร”
‘สหายตายดีกว่าอาตมาตาย’ เห็นได้ชัดว่าตาเฒ่าผู้นี้คิดเช่นนั้นจริงๆ
“ทางนั้น! พวกมันไปทางนั้น!”
เสียงตะโกนของเสี่ยวเอ้อร์ดังมาจากด้านข้าง เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายชำนาญพื้นที่กว่า จึงใช้ทางลัดอ้อมมาดักหน้าพวกเขา
ชาวนาชราประเมินสถานการณ์ “คนของพวกมันมีมากเกินไป ข้าจะพา น้องชายของเจ้าไปเอง เจ้าคอยขวางไว้หน่อย”
ลู่หยวนสวนกลับทันควัน “มิสู้ให้ท่านคอยขวางไว้จะดีกว่า”
เบื้องหน้าของตรอกถูกกลุ่มคนปิดล้อมจนแน่นขนัดดุจกำแพงมนุษย์
ชาวนาชราเบรกตัวโก่ง หยุดกะทันหันแล้วหักเลี้ยวเข้าสู่ตรอกฮูท่งอีกสาย “ข้าอายุไม้ใกล้ฝั่งแล้ว เรี่ยวแรงหรือจะสู้พวกเจ้าที่เป็นหนุ่มเป็นสาวได้”
ลู่หยวนไม่ยอมเป็นตัวรับเคราะห์ ไล่ตามไปติดๆ “อย่างนั้นรึ แต่เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่า ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดเล่า”
“ตามไป! พวกมันมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกแล้ว!”
ชาวนาชราแยกเขี้ยวขู่ฟ่อ แล้วดีดตัวกระโดดผลุงขึ้นไปบนหลังคาเรือนชาวบ้าน
กระบวนท่านั้นรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ คนธรรมดาทั่วไปไหนเลยจะตอบสนองได้ทัน
ชาวนาชรากล่าวอย่างลำพองใจ “ฮึ สลัดหลุดเสียที”
“ท่านพูดถึงใครกัน”
น้ำเสียงหยอกล้ออันแสนคุ้นหูของลู่หยวนดังขึ้นที่ข้างใบหู
ชาวนาชราสะดุ้งโหยง หันขวับไปมองบุรุษหนุ่มที่สลัดอย่างไรก็ไม่หลุดผู้นี้ “ไอ้หนุ่ม เจ้ามีฝีมือไม่เบานี่”
ลู่หยวนมองตรงไปข้างหน้า สองเท้าซอยถี่วิ่งตึงตึงตึงต่อไปบนกระเบื้องหลังคา “ผู้เฒ่า ท่านเองก็ใช่ย่อย”
“ยิง!”
สิ้นเสียงคำสั่งของใครบางคน ลูกเกาทัณฑ์แถวหนึ่งก็พุ่งแหวกอากาศเข้ามาดุจห่าฝน
ชาวนาชราเบิกตากว้าง “บัดซบ! ทำไมถึงมีเกาทัณฑ์ด้วยเล่า”
ลู่หยวนอาศัยจังหวะนั้น วูบกายอ้อมไปหลบอยู่อีกด้านหนึ่งของชาวนาชรา
ชาวนาชราที่ถูกใช้เป็นโล่เนื้อมนุษย์ถึงกับพูดไม่ออก “...!!”
คนหนุ่มสมัยนี้มันไร้คุณธรรมน้ำมิตรถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
ชาวนาชราเหาะเหินเดินอากาศ ใช้เท้าเตะปัดป้องเกาทัณฑ์ที่พุ่งเข้ามาอย่างแม่นยำ แล้ววิ่งหนีตายถวายหัวต่อไปบนสันหลังคา
ลู่หยวนเอ่ยปาก “เมื่อครู่คือทหารลาดตระเวนของทางการ”
ชาวนาชราโอดครวญ “แค่ค่าข้าวเพียงมื้อเดียวถึงกับต้องแจ้งทางการให้ส่งทหารมาล้อมจับ จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เชียวหรือ”
ลูกเกาทัณฑ์คมกริบอีกหลายดอกพุ่งตรงมาที่ทั้งสองคน
คราวนี้ลู่หยวนไม่อาจใช้ลูกไม้เดิมได้อีก ชาวนาชราไหวพริบดีกว่า ชิงหลบไปซ่อนอยู่ด้านหลังเขาก่อนแล้ว
สีหน้าของลู่หยวนราบเรียบไม่เปลี่ยนแปลง เขาทิ้งตัวดิ่งลงไปด้านล่างอย่างรุนแรง
ลูกเกาทัณฑ์พุ่งสวนเข้ามาปะทะใบหน้า!
ชาวนาชราที่ถูกหลอกซ้ำสองถึงกับตัวสั่นสะท้าน!
เขายื่นมือเปล่าคว้าจับลูกเกาทัณฑ์ไว้ได้ถึงห้าดอก ในปากยังคาบไว้อีกหนึ่งดอกด้วยท่วงท่าพิสดาร
ลู่หยวนแบกจงเจิ้งซีลงมายืนอยู่ในเรือนเก่ารกร้างแห่งหนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นยิ้มมุมปากให้อีกฝ่ายอย่างยียวน “ขอบคุณมากผู้เฒ่า”
ชาวนาชรากำลังขบคิดว่าคำขอบคุณนี้มีความนัยอะไร ก็พลันเห็นตาข่ายเชือกขนาดใหญ่ตกลงมาจากฟากฟ้า ครอบคลุมรัดรึงร่างของเขาไว้อย่างแน่นหนา
“จับได้แล้ว!”
ชาวนาชราแค่นเสียงเย็น “เจ้าเด็กเลว คิดจะหนีรึ”
ลู่หยวนเลิกคิ้วกวนประสาท “ไม่มีวันได้พบกันอีกแล้วนะ ท่านผู้เฒ่า”
ทันทีที่เขาหันหลังกลับ ร่างกายที่เคยคล่องแคล่วกลับแข็งทื่อดุจหินผา แล้วล้มฟุบหน้าคว่ำลงกับพื้นตัวตรงแหน่ว
“ข้าเป็นอะไรไป... จู่ๆ ก็ขยับตัวไม่ได้...”
หนึ่งเค่อต่อมา
คนแก่เจ้าเล่ห์ คนหนุ่มจอมกะล่อน และเด็กน้อยผู้ใสซื่อ ถูกจับโยนเข้าห้องขังในคุกใต้ดินของที่ว่าการอำเภออย่างไม่ปรานี
ที่ว่าการถนนซวงหลิวเป็นที่ว่าการที่เล็กกระจ้อยร่อยและกันดารที่สุดในเมืองหลวง อย่าว่าแต่ทหารและมือปราบฝีมือดีเลย แม้แต่นายอำเภอของที่นี่ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาขุนนางใหญ่สักคน
ลู่หยวนย่อมสามารถประกาศศักดาบอกฐานะของตนเองได้ แต่เขาจะไม่รักษาหน้าตาของตนเองหรือ
มหาตูตูขั้นหนึ่งผู้ยิ่งใหญ่ กินข้าวแล้วชักดาบ หนีการจับกุมไปถึงสามถนน เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปมีหวังเอาปี๊บคลุมหัว
จงเจิ้งซีนั่งกอดเข่าหน้ามุ่ยอยู่ในมุมมืดของห้องขังด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
มีฮ่องเต้พระองค์ไหนบ้างที่ปลอมตัวมาตรวจราชการวันแรก ก็ต้องมานอนนับขาแมลงสาบในคุกเสียแล้ว
มีเพียงชาวนาชราที่นอนเอกเขนกอยู่บนกองฟางสกปรกอย่างสบายอารมณ์ เขานั่งไขว่ห้างกระดิกเท้า ในปากคาบหญ้าหางสุนัขที่แห้งเหี่ยวไว้เคี้ยวเล่น
ลู่หยวนพิงผนังเย็นเยียบ งอขาข้างหนึ่งด้วยท่าทีเกียจคร้าน ชเหลือบตามองชาวนาชรา “ท่านดูไม่ทุกข์ร้อนเลยนะ”
ชาวนาชราประสานมือหนุนศีรษะ คาบหญ้าหางสุนัขพลางกล่าวอย่างไม่ยี่หระ “อีกเดี๋ยวข้าก็ได้ออกไปเสวยสุขแล้ว จะกังวลไปไย”
ลู่หยวนยิ้มบางๆ “ฟังดูยิ่งใหญ่คับฟ้าไม่เบาเลย”
ชาวนาชราหรี่ตามอง “เจ้าหนู เมื่อครู่เจ้าวางยาอะไรข้า ทำไมจู่ๆ ข้าถึงเดินลมปราณไม่ได้”
มิเช่นนั้น อาศัยแค่ตาข่ายสิบปาก ก็ไม่มีปัญญาจับมังกรอย่างเขาได้หรอก
ลู่หยวนตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน “ท่านตอบข้ามาก่อนว่าท่านทำลูกไม้อะไรกับข้า ทำไมข้าถึงขยับตัวไม่ได้”
ชาวนาชรา “ฝันไปเถอะข้าไม่บอกเจ้าหรอก”
ลู่หยวน “เช่นนั้นข้าก็ไม่บอกท่านเหมือนกัน”
จงเจิ้งซีผู้ขี้แยทนไม่ไหว “พวกเจ้าจะเลิกเถียงกันได้หรือยัง”
ชาวนาชราเหลือกตามอง “เจ้าหนู หากเจ้ากราบกรานขอร้องข้า อีกเดี๋ยวข้าจะเมตตาพาเจ้ากับน้องชายออกไป”
ลู่หยวนกระตุกยิ้มมุมปาก “ไม่แน่ว่าอีกเดี๋ยวท่านอาจจะเป็นฝ่ายคุกเข่าขอร้องข้า”
ชาวนาชราถอนหายใจยาวเหยียด “แบบนี้ไม่ดีเลยกระมัง ข้าอายุอานามขนาดนี้แล้ว มีที่ไหนให้ข้าไปขอร้องคนอื่น พวกเจ้าคนหนุ่มสาวต้องรู้จักกตัญญูรู้คุณ เคารพผู้หลักผู้ใหญ่ ที่บ้านเจ้าไม่มีคนแก่คนเฒ่าหรือ”
ลู่หยวนสวนกลับ “ท่านก็ไม่ใช่คนแก่ที่บ้านข้านี่”
ชาวนาชรา “...”
“ส่งเสียงดังเอะอะอะไรกัน!”
เจ้าหน้าที่ผู้คุมคุกรำคาญเสียงหนวกหู จึงเดินเข้ามาเอาไม้เคาะลูกกรงด่าทอ “หน้าตาก็ดูเป็นผู้เป็นคน ไปหลอกกินหลอกดื่มที่หอสุรา ไม่มีมือไม่มีเท้าหรืออย่างไร ข้าขอเตือนพวกเจ้า ต้องจ่ายเงินค่าไถ่ถึงจะไปได้ มิฉะนั้น พ่อจะขังให้ก้นคุกทะลุไปเลย!”
จงเจิ้งซีสะอึกสะอื้น “ขายหน้าบรรพชนจะตายอยู่แล้ว”
ชาวนาชราตบไหล่ปลอบใจ “เอาเถอะน่า ก็แค่ติดคุกเล่นๆ ไม่ใช่หรือ ต่อไปพวกเราก็ถือว่ามีมิตรภาพที่เคยร่วมเป็นร่วมตายในคุกด้วยกันแล้ว!”
จงเจิ้งซีขยับก้นหนีไปด้านข้าง “ข้าไม่เอามิตรภาพพรรค์นี้”
ชาวนาชราที่ถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย “...”
วันนี้หลังจากเมิ่งเชียนเชียนทำตามสัญญาพนันกับองค์หญิงวั่นผิงที่จวนองค์หญิงเสร็จสิ้นแล้ว ก็ไปเยี่ยมฮูหยินหวังที่กำลังตั้งครรภ์ที่จวนสกุลหวังพร้อมกับโจวหนานเยียนและลิ่นเสี่ยวรู
ส่วนหลิ่วชิงอวิ๋นถูกองค์หญิงวั่นผิงเชิญไปล่องเรือชมทิวทัศน์ในทะเลสาบ
ตอนที่เมิ่งเชียนเชียนกลับถึงบ้าน หลิ่วชิงอวิ๋นยังไม่กลับมา ลู่หยวนผู้เป็นสามีก็ยังไม่กลับมาเช่นกัน
“วันนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น”
ไม่นาน อวี้จื่อชวนก็กลับมารายงานหน้าตาตื่น “นายหญิงน้อย ท่านตูตูถูกจับขอรับ”
“เขาเป็นอะไรไป”
“กินข้าวแล้วชักดาบ... ไม่จ่ายเงินขอรับ”
เมิ่งเชียนเชียน “...”
เมิ่งเชียนเชียนรีบกวาดเงินค่าไถ่รุดไปที่ที่ว่าการอำเภอ
เมื่อมาถึงหน้าประตู ก็ป๊ะเข้ากับหลิ่วชิงอวิ๋นที่รีบร้อนเดินทางมาพอดี
“ท่านแม่”
เมิ่งเชียนเชียนมองนางด้วยความประหลาดใจ “ท่านก็มาไถ่ตัวคนหรือเจ้าคะ”
อวี้จื่อชวนไปตามหลิ่วชิงอวิ๋นมาด้วยหรือ
หลิ่วชิงอวิ๋นได้ยินคำว่า “เจ้าก็มา” ประโยคนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจเช่นกัน
เกิดอะไรขึ้น
พวกเขาไปตามอาหยวนแล้วหรือ อาหยวนบอกนังหนูนี่อีกแล้วหรือ
“อา...”
หลิ่วชิงอวิ๋นรู้สึกสังหรณ์ใจชอบกล นางพยักหน้าอย่างงุนงง
เมิ่งเชียนเชียน “เช่นนั้น เข้าไปพร้อมกันไหมเจ้าคะ”
หลิ่วชิงอวิ๋นส่งเสียงอืมคำหนึ่งในลำคอ
ที่ปรึกษาถูกเชิญตัวออกมา เห็นการแต่งกายของสตรีทั้งสองดูหรูหราภูมิฐาน ไม่เหมือนชาวบ้านร้านถิ่นทั่วไป แต่เมื่อนึกถึงคนสามคนที่หลอกกินหลอกดื่ม ก็ไม่มีสีหน้าดีๆ ให้ทั้งสองคนอีก
“คนละห้าร้อยตำลึง!”
“ไถ่สองคน”
“ไถ่สองคน”
ทั้งสองคนพูดขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“ข้าไถ่เอง” หลิ่วชิงอวิ๋นปัดตั๋วเงินของเมิ่งเชียนเชียนออกไป แล้ววางเงินหนึ่งพันตำลึงให้ที่ปรึกษาอย่างใจป้ำ
ที่ปรึกษาสั่งมือปราบ “พาพวกนางไปรับคน”
ในทางเดินอันมืดสลัวของคุกใต้ดิน เจ้าหน้าที่ไขกุญแจเปิดประตูห้องขัง “มีคนมาไถ่ตัวพวกเจ้าแล้ว!”
ทั้งสามคนผุดลุกขึ้น
เจ้าหน้าที่กล่าว “ช้าก่อน เงินมาแค่ไถ่สองคนเท่านั้น”
ลู่หยวนหันไปพูดกับจงเจิ้งซี “พวกเราไปกันเถอะ”
แทบจะเป็นเวลาเดียวกัน ชาวนาชราก็คว้าข้อมือจงเจิ้งซี แล้วพูดประโยคเดียวกันออกมาเป๊ะๆ
จงเจิ้งซีมองซ้ายมองขวาด้วยความมึนงง
เจ้าหน้าที่เกาหัว “ตกลงว่าไถ่ตัวใครกันแน่”
ชาวนาชราเชิดหน้า “ย่อมต้องเป็นข้า!”
ลู่หยวน “ฮึ ฝันไปเถอะ”
เวลานี้ เมิ่งเชียนเชียนและหลิ่วชิงอวิ๋นเดินเข้ามาถึงแล้ว
หลิ่วชิงอวิ๋นเดินนำอยู่ด้านหน้า
ชาวนาชราเห็นนางเพียงแวบเดียวก็ตื่นเต้นดีใจจนเนื้อเต้น “ฮ่าฮ่า! ลูกสาวข้ามาแล้ว!”
“ลูกสาวอะไรกัน เข้าไปอยู่ในคุกแล้วยังกล้าแหกปากอีก ทำให้ข้าต้องมาไถ่ตัวกลางดึก...”
ทันทีที่หลิ่วชิงอวิ๋นเดินเข้ามาในห้องขังและสายตาปะทะเข้ากับลู่หยวน นางก็ตกใจจนสะดุ้งโหยง “ลูกชาย! เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เจ้าก็มาไถ่ตัวท่านตาของเจ้าหรือ”
“ลูกชาย? ท่านตา?”
ชาวนาชราขมวดคิ้วยุ่ง แล้วหันขวับไปมองลู่หยวนด้วยสายตาตื่นตะลึง
ลู่หยวนก็หันมามองชาวนาชราเช่นกัน
สายตาสี่คู่ประสานกันกลางอากาศ
วินาทีนั้น ท้องฟ้าเหนือศีรษะของทั้งสองคนพลันถล่มทลายลงมาแล้ว
(จบตอน)