ความซาบซึ้งใจที่เพิ่งก่อตัวขึ้นเพียงเบาบางในจิตใจของลู่หลิงเซียวพลันแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดีเมื่อสิ้นเสียงประโยคนั้นของนาง นัยน์ตาของเขาเบิกกว้างจ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยความตระหนก ริมฝีปากที่แห้งผากขยับเม้มอยู่หลายครั้งคล้ายคนหาเสียงตัวเองไม่เจอ
"เจ้า... เจ้าเฝ้าข้าอยู่ตรงนี้ตลอด เพียงเพื่อเงินอย่างนั้นหรือ"
เมิ่งเชียนเชียนปรายตามองฟูกหนาที่ห่มคลุมร่างของเขาอยู่พลางเอ่ยเสียงเรียบ "ย่อมต้องเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของสามีด้วยเจ้าค่ะ"
ลู่หลิงเซียวหลับตาลงพลางระบายลมหายใจยาว "นับว่าเจ้ายังพอมีจิตสำนึกอยู่บ..."
"หากสามีตายไป แล้วผู้ใดจะคืนเงินให้ข้าเล่าเจ้าคะ"
วาจาสวนกลับที่มาพร้อมกับการเอียงคอถามด้วยใบหน้าซื่อใสทำเอาลู่หลิงเซียวถึงกับสะอึก ลมหายใจติดขัดจนใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ เขาคำรามลอดไรฟัน "เมิ่งซื่อ!"
คนถูกเรียกหาได้มีโทสะไม่ นางเพียงสะบัดข้อมือคราหนึ่งก็คว้าลูกคิดออกมาวางแนบอกด้วยท่วงท่าพริ้วไหวราวสายน้ำไหลริน "สามีเสียงดังฟังชัดปานนี้เห็นทีคงฟื้นตัวดีแล้วกระมัง เช่นนั้นเรามาสะสางบัญชีกันเถิด หรือหากสามีไม่นิยมชมชอบตัวเลข จะเชิญพ่อบ้านมาดูก็ย่อมได้"
"นายหญิงน้อยใหญ่ บ่าวดูบัญชีเป็นขอรับ!" ศีรษะของเสิ่นเหยียนโผล่พ้นขอบประตูเข้ามาเสนอหน้าอย่างรู้งาน
ลู่หลิงเซียวตวาดลั่นจนหน้าดำหน้าแดง "ไสหัวไป!"
"ดุอันใดนักหนาเล่า" เสิ่นเหยียนบ่นพึมพำพลางหดคอกลับแล้วเดินหายไปจากเรือนอย่างรวดเร็ว
เมิ่งเชียนเชียนคลี่ยิ้มน้อยๆ "ไม่เรียกคนอื่นมาก็ดีเจ้าค่ะ บัญชีของข้าทำไว้อย่างละเอียดแจ้งชัด สามีมองปราดเดียวก็ย่อมเข้าใจ"
ลู่หลิงเซียวมีหรือจะกล้าเรียกคนนอกมารับรู้ เพียงแค่ถูกภรรยาไล่เบี้ยทวงหนี้ก็อับอายขายหน้าจนแทบแทรกแผ่นดินหนีอยู่แล้ว หากต้องมานั่งดีดลูกคิดคิดเล็กคิดน้อยจะมิดูเหมือนเขาเป็นบุรุษตระหนี่ถี่เหนียวดอกหรือ ศักดิ์ศรีค้ำคอเช่นนี้เขาแบกรับความอัปยศไม่ไหวจริงๆ จึงได้แต่สะบัดหน้าหนีไปอีกทาง
"ติดค้างเท่าไรก็เอาจากของพระราชทานไปเสีย!"
เมิ่งเชียนเชียนแสร้งตีสีหน้าลำบากใจจนคิ้วเรียวขมวดมุ่น
"เป็นอะไรไปอีก" ลู่หลิงเซียวปรายตามองด้วยแววตาเหยียดหยาม "ลืมไปว่าเจ้ามีกำพืดเป็นวานิช ย่อมไม่ตื่นเช้าหากไร้ผลกำไร ย่อมไม่ให้ยืมหากไร้ดอกเบี้ย จะคิดดอกเท่าไรก็คิดมา ข้าคืนให้หมดนั่นแหละ!"
"แต่ว่า... ของพระราชทานของสามี ไม่พอชดใช้หนี้นะเจ้าคะ" เมิ่งเชียนเชียนกะพริบตาปริบๆ
ร่างสูงบนเตียงสะท้านเฮือก "จะเป็นไปได้อย่างไร" ของพระราชทานมีเงินถึงหนึ่งหมื่นตำลึง มิหนำซ้ำยังมีอัญมณีล้ำค่าอีกหนึ่งกล่องเต็มๆ
ปลายนิ้วเรียวของเมิ่งเชียนเชียนเคาะลงบนสมุดบัญชีที่วางอยู่บนเตียง ลู่หลิงเซียวข่มความเจ็บปวดที่บาดแผลแล้วคว้าสมุดเล่มนั้นมาเปิดดู ครั้นพลิกไปถึงหน้าสุดท้าย ดวงตาของเขาก็แทบจะมืดดับลงในฉับพลัน
"สามหมื่นหกพันตำลึง? เหตุใดจึงมากมายถึงเพียงนี้ เจ้าคิดดอกเบี้ยขูดเลือดขูดเนื้อรึ!"
"ดอกเบี้ยอยู่นี่เจ้าค่ะ" เมิ่งเชียนเชียนยื่นสมุดอีกเล่มให้ด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง
ลู่หลิงเซียวขบกรามแน่น "ยังมีอีกรึ"
เมิ่งเชียนเชียนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น "เล่มแรกคือค่าใช้จ่ายในจวนและเงินที่ข้าควักเนื้ออุดหนุนกิจการร้านค้า เล่มที่สองคือดอกเบี้ยและเงินที่ข้านำสินเดิมมาอุดรอยรั่วให้ตระกูลลู่ของท่านตลอดหลายปีมานี้"
ความจริงที่ตีแผ่อยู่ตรงหน้าทำเอาลู่หลิงเซียวรู้สึกชาวาบไปทั้งสรรพางค์กาย
"สามีค่อยๆ ตรวจทานเถิดเจ้าค่ะ เงินหนึ่งหมื่นตำลึงนั้นข้าขอขนไปก่อน หากดูไม่เข้าใจก็เชิญนักบัญชีมาช่วย หรือหากโมโหจนเผลอทำขาดเสียหายก็ไม่เป็นไร ข้าให้คนคัดลอกสำรองไว้หลายฉบับแล้ว"
ความร้อนผ่าวแล่นพล่านไปทั่วใบหน้าของแม่ทัพหนุ่ม ความโกรธเกรี้ยวแปรเปลี่ยนเป็นความอับอายจนแทบกระอัก "เจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้าคิดว่าข้าจะเบี้ยวหนี้อย่างนั้นรึ!"
รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของภรรยาคือคำตอบที่เจ็บแสบยิ่งกว่าวาจา ลู่หลิงเซียวจำใจจรดพู่กันเซ็นชื่อด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนที่เมิ่งเชียนเชียนจะยื่นตลับชาดให้เขาประทับลายนิ้วมือเพื่อเป็นหลักฐานมัดตัว
เมื่อเห็นนางหันหลังเตรียมจากไป ลู่หลิงเซียวจำต้องกลืนศักดิ์ศรีลงคอ เอ่ยรั้งไว้ด้วยน้ำเสียงแหบพร่า "เหลือไว้... สักหนึ่งพันตำลึงได้หรือไม่"
"ไม่ได้เจ้าค่ะ" คำตอบนั้นสวนกลับมาทันควันไร้ซึ่งความลังเล
ลู่หลิงเซียวข่มความขมขื่นในอก เอ่ยเสียงอ่อนลง "ข้ารับปากหว่านเอ๋อร์ไว้ว่าจะซื้ออาภรณ์ให้ลูกในท้องสักสองสามชุด หากไม่ใช่เพราะคราวก่อนเจ้าแย่งผ้าของนางไป ข้าก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพขัดสนเช่นนี้"
"ข้าแย่งผ้านาง?" เมิ่งเชียนเชียนทวนคำพลางแค่นหัวเราะ "เอาเถิด จะถือว่าเป็นเช่นนั้นก็ได้ ทว่าสิ่งที่หลินหว่านเอ๋อร์สูญเสียไปเป็นเพียงแค่ผ้าพับหนึ่ง แต่สิ่งที่ข้าสูญเสียไป... คือใจของสามี"
นางยกมือขึ้นกุมหน้าอกด้วยท่วงท่าสะเทือนใจ ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนเป็นเย็นชาดุจน้ำแข็งในชั่วพริบตา "ปั้นเซี่ย ไปขนเงินมา อย่าให้เหลือแม้แต่ก้อนเดียว!"
"เจ้าค่ะคุณหนู!" ปั้นเซี่ยรับคำเสียงใสด้วยความสะใจ
เมิ่งเชียนเชียนก้าวข้ามธรณีประตูไปแล้ว แต่กลับชะงักฝีเท้า หมุนตัวกลับมายิ้มหวานหยดย้อยให้สามี "จริงสิ คนของจวนตูตูฝากมาเตือน ท่านยังเหลือโทษโบยอีกเก้าสิบไม้ รักษาตัวหายดีแล้วอย่าลืมไปรับ... เอ้อ... รับรางวัลโทษทัณฑ์ด้วยนะเจ้าคะ"
คราวนี้ลู่หลิงเซียวทนไม่ไหวอีกต่อไป กระอักเลือดสดๆ ออกมาเต็มคำ
ภายในห้องหนังสือ ปั้นเซี่ยกำลังตรวจนับของพระราชทาน แต่แล้วใบหน้ายิ้มแย้มก็พลันบึ้งตึง "คุณหนูเจ้าคะ เครื่องประดับหายไปหลายชิ้น! บ่าวจำได้แม่นว่ามีกำไลหยกโลหิตหนึ่งคู่ ต่างหูหยกมันแพะ และดอกไม้ไหวหยกมันแพะอีกหนึ่งชิ้น!"
เมิ่งเชียนเชียนเรียกบ่าวชายเฝ้าห้องมาสอบถาม "ผู้ใดเอาไป"
บ่าวชายก้มหน้าตัวสั่นงันงก "แม่นางลวี่หลัวขอรับ นางบอกว่าแม่นางหลินไม่มีเครื่องประดับ จึงมาเลือกหยิบไปบ้าง"
"นังจิ้งจอกตัวดีอีกแล้ว!" ปั้นเซี่ยเท้าสะเอวกระทืบเท้าเร่าๆ "นายเขยยังนอนซมไม่ฟื้น นางกล้าดีอย่างไรไม่มาถามนายเขยกับคุณหนูของข้าก่อน!"
"นายน้อยใหญ่มีคำสั่งขอรับ... ว่าของของท่าน ทุกอย่างแม่นางหลินสามารถหยิบฉวยได้"
"คุณหนู!" ปั้นเซี่ยหันขวับมาฟ้อง
เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยสั้นๆ แต่เฉียบขาด "ไปเรือนเฟิง"
ณ เรือนเฟิง บรรยากาศกำลังชื่นมื่น ลวี่หลัวบรรจงปักปิ่นดอกยวี่หลานขาวลงบนมวยผมของหลินหว่านเอ๋อร์ พลางเอ่ยชื่นชมไม่ขาดปาก "หยกเนื้อดีเช่นนี้จึงจะคู่ควรกับคุณหนูเจ้าค่ะ ของดาดๆ ที่เคยสวมใส่เมื่อก่อนเทียบไม่ติดฝุ่น คุณหนูดูสิงดงามราวกับนางเซียนหลุดจากภาพวาด หากท่านแม่ทัพมาเห็นคงหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้นเป็นแน่"
หลินหว่านเอ๋อร์ลอบมองเงาสะท้อนในคันฉ่องทองแดงด้วยความพึงพอใจ ก่อนสายตาจะหยุดลงที่กำไลหยกโลหิตคู่หนึ่งบนโต๊ะ สีแดงสดดั่งเลือดนกเช่นนี้ ตามธรรมเนียมมีเพียงภรรยาเอกเท่านั้นที่พึงสวมใส่
ลวี่หลัวตาเป็นประกาย รีบคว้ากำไลขึ้นมา "บ่าวสวมให้เจ้าค่ะ"
หลินหว่านเอ๋อร์ลังเลเพียงชั่ววูบ ก่อนจะค่อยๆ ยกข้อมือขึ้นอย่างยินยอม
ปัง!
บานประตูถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกผนัง หลินหว่านเอ๋อร์และลวี่หลัวสะดุ้งโหยงหันขวับไปมองผู้บุกรุก แต่ผู้ที่ปรากฏกายกลับมิใช่ใครอื่น เป็นเมิ่งเชียนเชียนที่ยืนตระหง่านอยู่หน้าประตู
อาคันตุกะผู้มาเยือนสวมชุดคลุมขนสัตว์สีชมพูอ่อน ขนจิ้งจอกขาวบริสุทธิ์พริ้วไหวล้อลมหนาว ขับเน้นใบหน้าขาวผ่องให้ดูสูงส่งเลอค่า รัศมีความสง่างามที่แผ่ออกมาทำให้หลินหว่านเอ๋อร์ที่แต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศกลับดูหมองลงกลายเป็นเพียงดอกไม้ริมทาง เมิ่งเชียนเชียนกวาดตามองเพียงแวบเดียวก่อนเอ่ยสั่งเสียงเรียบ
"ไปเอาคืนมา"
ปั้นเซี่ยพร้อมด้วยหญิงรับใช้ร่างใหญ่จากเรือนไห่ถังกรูกันเข้ามาในห้องทันที
"พวกเจ้าจะทำอะไร!" ลวี่หลัวร้องเสียงหลง
ปั้นเซี่ยปรี่เข้ากระชากกำไลหยกโลหิตในมือสาวใช้คู่กรณี พร้อมกวาดอีกวงบนโต๊ะมาเก็บไว้ "นังจิ้งจอกอย่างพวกแกคู่ควรจะสวมของสูงเช่นนี้ด้วยรึ ถุย!"
"เอาคืนมานะ! นี่เป็นของที่ท่านแม่ทัพมอบให้คุณหนูของข้า!" ลวี่หลัวพยายามยื้อแย่ง
เพียะ!
หญิงรับใช้ร่างใหญ่ตบหน้านางฉาดใหญ่จนหน้าหัน "ท้องโย้ขนาดนี้ยังกล้าเรียกตัวเองว่าคุณหนู ไม่อายฟ้าดิน!"
"สมน้ำหน้า!" ปั้นเซี่ยผสมโรง
หญิงรับใช้ร่างใหญ่อีกสองนางตรงเข้าล็อคตัวหลินหว่านเอ๋อร์ กดไหล่บางให้นางคุกเข่าลงกระแทกพื้นอย่างแรง แล้วลงมือปลดต่างหูและดอกไม้ไหวออกจากตัวนางอย่างไม่ปรานี หลินหว่านเอ๋อร์ทำได้เพียงจ้องมองเมิ่งเชียนเชียนด้วยสายตาเย็นชาเคียดแค้น
"ยังกล้าถลึงตาใส่นายหญิงน้อยใหญ่อีกรึ!"
หญิงรับใช้ร่างใหญ่ทางซ้ายตบหน้าหลินหว่านเอ๋อร์ฉาดใหญ่ซ้ายขวา "ขืนมองอีกข้าจะควักลูกตาออกมาเสีย! จัดการกับพวกเสนียดจัญไรเช่นนี้ ยายแก่เช่นข้ามีวิธีทรมานร้อยแปด!"
หลินหว่านเอ๋อร์ถูกตบจนมึนงง มวยผมหลุดลุ่ย เส้นผมระลงมาข้างแก้มที่เริ่มบวมแดง ดูน่าสมเพชเวทนาราวกับนักโทษรอการประหาร นางพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่แรงสตรีมีครรภ์หรือจะสู้แรงหญิงรับใช้ร่างใหญ่ที่กดทับไว้แน่นจนเข่าแทบแตก
เมิ่งเชียนเชียนยืนมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาว่างเปล่าไร้ความรู้สึก หลินหว่านเอ๋อร์กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความเกลียดชังลุกโชนในดวงตา
"คุณหนูเจ้าคะ ได้ของครบแล้ว!" ปั้นเซี่ยกอดห่อเครื่องประดับวิ่งกลับมารายงาน
เมิ่งเชียนเชียนหมุนตัวเดินจากไป ทิ้งคำสั่งสั้นๆ ไว้เพียงคำเดียว
"กลับ"
(จบตอน)