อาสะใภ้รองมาเยือนตามคาด หล่อนก้าวเข้ามาในเรือนด้วยท่าทางร้อนรนทว่าพยายามเก็บอาการ เมิ่งเชียนเชียนเพียงแค่แย้มยิ้มบางเบาพลางเอ่ยดักคอด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เฉียบขาด
“อาสะใภ้รอง คนที่ทำแจกันแตกคือน้องเล็ก หลิงหลงมีทั้งพ่อและแม่คอยดูแลสั่งสอน ข้าที่เป็นเพียงพี่สะใภ้จะบังอาจข้ามหน้าข้ามตาผู้หลักผู้ใหญ่ไปจัดการแทนได้อย่างไรกันคะ”
คนฟังได้แต่ยิ้มเจื่อน “โธ่... พี่ชายเปรียบเสมือนบิดา พี่สะใภ้ก็เปรียบเสมือนมารดา อีกอย่างตอนบ้านตระกูลจ้าวเกิดเรื่อง หลานสะใภ้ยังใจกว้างให้ยืมเงินตั้งหนึ่งหมื่นตำลึงได้ ถ้าเช่นนั้นเงินหนึ่งหมื่นตำลึงรอบนี้ก็ถือเสียว่าให้ป้าสะใภ้คนนี้ยืมก่อนก็แล้วกัน”
ในใจของนางหมายมาดว่าอย่างมากที่สุดก็แค่เบี้ยวหนี้ นังเด็กเมื่อวานซืนนี่จะทำอะไรหล่อนได้
ทว่าเมิ่งเชียนเชียนอ่านแผนตื้นเขินนั้นออกอย่างทะลุปรุโปร่ง หญิงสาวยังคงรักษารอยยิ้มละมุนไว้บนใบหน้าขณะเอ่ยถาม “อาสะใภ้รองไม่มีเงินจริงๆ หรือคะ... ช่างบังเอิญเสียจริง วันก่อนข้าลองตรวจสอบบัญชีกลางของจวนดู พบว่าตัวเลขในบัญชีของเรือนรองมีจุดพิรุธอยู่หลายแห่งทีเดียว จะให้ข้าเรียกพ่อบ้านหยางมาชี้แจงรายละเอียดต่อหน้าท่านเลยดีหรือไม่”
ประโยคนั้นทำเอาหน้ากากยิ้มแย้มของอาสะใภ้รองแตกร้าวทันควัน
แม้ท่านทวดจะพอระแคะระคายว่าเรือนรองมีการยักยอกเงินกองกลางไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยรู้ยอดที่แท้จริง เพราะหนึ่งในสามพ่อบ้านคนสนิทของท่านทวดมีคนแซ่หยางที่ถูกอาสะใภ้รองซื้อตัวไป หล่อนหลงคิดมาตลอดว่าตนเองซุกซ่อนหางจิ้งจอกไว้ได้มิดชิด คิดไม่ถึงว่าจะถูกเมิ่งเชียนเชียนกระชากหน้ากากออกมาง่ายดายเพียงนี้
ความร้อนตัวแล่นปราดขึ้นมาจนต้องยกมือขึ้นแตะปิ่นมุกบนเรือนผมแก้เก้อ หล่อนหัวเราะแห้งแล้ง “บัญชีอะไรกัน... อาสะใภ้ไม่ได้ดูแลเรื่องพวกนี้เสียหน่อย น่าจะเป็นบ่าวไพร่จดบันทึกผิดพลาด เอาไว้อาสะใภ้จะกลับไปถามอาเล็กของเจ้าดูอีกที”
“แล้วเงินก้อนนี้...” เมิ่งเชียนเชียนถามย้ำด้วยแววตาใสซื่อบริสุทธิ์ “อาสะใภ้รองยังต้องการยืมอยู่หรือไม่คะ”
“ไม่ยืมแล้ว! ไม่ยืมแล้วจ้ะ หลานสะใภ้เองก็คงลำบากเหมือนกัน เดี๋ยวอาสะใภ้ไปหาทางอื่นดีกว่า”
เมื่อพ้นเขตเรือนไห่ถัง สีหน้าประจบสอพลอก็แปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวด้วยความเคียดแค้น หล่อนกัดฟันกรอด “นังเด็กบ้า ทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ มิน่าเล่าแม่สามีถึงได้เสียท่าให้มัน”
ความพยายามของอาสะใภ้รองยังไม่สิ้นสุด หล่อนบากหน้าไปหาลู่หมู่แต่ก็ถูกปฏิเสธด้วยข้ออ้างว่าป่วย จึงจำใจต้องไปเสี่ยงดวงที่เรือนของท่านทวด ผลปรากฏว่าไม้เท้าหัวมังกรของหญิงชราไล่ตีนางกระเจิงออกมาแทบไม่ทัน
สุดท้ายท่านอาเล็กผู้เป็นสามีทนดูความน่าสมเพชไม่ไหวจึงเอ่ยปากเตือนสติ “ควักเนื้อตัวเองจ่ายไปเถอะ คุณไม่ใช่คนไม่มีเงินเสียหน่อย หลายปีมานี้คุณยักยอกเงินของเมิ่งเชียนเชียนไปตั้งเท่าไหร่ แค่หมื่นตำลึงจะเจียดออกมาไม่ได้เชียวหรือ”
ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากบ่นอุบด้วยความเสียดาย “คุณจะไปรู้อะไร เงินหนึ่งหมื่นตำลึงนั่นฉันเก็บหอมรอมริบไว้เป็นสินเดิมให้หลิงหลงต่างหาก!”
“ชีวิตลูกยังเกือบเอาไม่รอด จะเอาสินเดิมไปทำซากอะไรตอนนี้”
“ก็ลูกกลับมาปลอดภัยแล้วนี่คะ” หล่อนพึมพำเสียงเบา ก่อนที่ดวงตาจะวาววับด้วยเล่ห์เหลี่ยม “อีกอย่าง เซียวเอ๋อร์เป็นคนเซ็นใบติดหนี้...”
“หยุดความคิดนั้นเดี๋ยวนี้!” ท่านอาเล็กตวาดอย่างรำคาญใจ “เรื่องที่คุณโกงเงินเมิ่งเชียนเชียน ท่านแม่กับพี่ใหญ่ยอมหลับตาข้างหนึ่งให้ผ่านไป แต่ถ้าคุณกล้าลามปามไปโกงเซียวเอ๋อร์ ระวังเถอะ ท่านแม่กับพี่ใหญ่จะเล่นงานคุณจนไม่มีที่ยืนในจวน”
อาสะใภ้รองขยำผ้าเช็ดหน้าในมือจนยับยู่ยี่ “รู้แล้ว! ฉันรู้แล้วน่า เรื่องท่านแม่จะเล่นงานฉันน่ะฉันเชื่อ แต่พี่ใหญ่ไม่มีทางทำหรอก พี่ใหญ่ใจดีจะตายไป”
ผู้เป็นสามีทำท่าเหมือนจะแย้งอะไรบางอย่างแต่ก็เลือกที่จะเงียบ เขาโบกมือไล่อย่างเหลืออด “เลิกพูดมากเสียที รีบเอาเงินไปคืนที่จวนตูตูเดี๋ยวนี้!”
ณ จวนตูตู
อาสะใภ้รองจำใจควักเงินก้อนโตออกมาอย่างไม่เต็มใจ การแลกเปลี่ยนเป็นไปอย่างรวดเร็ว ยื่นหมูยื่นแมว จ่ายเงินครบก็รับใบหนี้คืน
พ่อบ้านเซินเดินนำตั๋วเงินปึกนั้นเข้าไปวางบนโต๊ะเตี้ยข้างกายผู้เป็นนายด้วยรอยยิ้มกริ่ม “ท่านตูกู”
“อืม”
ลู่หยวนเพียงแค่ส่งเสียงรับรู้ในลำคอ สายตาคมกริบยังคงจับจ้องเอกสารในมือโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองกองเงินตรงหน้า พ่อบ้านเซินจึงค่อยๆ ถอยฉากออกไปอย่างรู้หน้าที่
ทันใดนั้น ร่างกลมป้อมของเป่าซูก็คลานต้วมเตี้ยมเข้ามาด้วยความเร็วที่น่าทึ่งสำหรับเด็กวัยนี้ มือน้อยๆ อวบอ้วนคว้าหมับเข้าที่ปึกตั๋วเงินบนโต๊ะแล้วยัดใส่กระเป๋าหน้าท้องของตนอย่างขะมักเขม้น
ลู่หยวนปรายตามองพลางแค่นเสียงเย็น “ใครอนุญาตให้เจ้าหยิบ”
“อู้ววว!” เจ้าก้อนแป้งคำรามเสียงดุใส่ประหนึ่งลูกเสือหวงเหยื่อ ราวกับจะประกาศสิทธิ์ว่า 'นี่เป็นเงินที่ข้าหามาได้นะ!'
กลับมาที่จวนตระกูลลู่
อาการป่วยของลู่หมู่ไม่ได้เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อหนีหน้าอาสะใภ้รองเสียทีเดียว ร่างกายของนางอ่อนแอลงจริงตามวัยและตรอมใจ อวี้เหลียนสาวใช้คนสนิทเปิดม่านเดินเข้ามาด้วยสีหน้าลำบากใจ
ลู่หมู่ถอนหายใจแผ่วเบา “นางมาอีกแล้วหรือ”
“ไม่ใช่นายหญิงรองเจ้าค่ะ แต่เป็น... แม่นมหวู จะให้บ่าวเรียนไปว่าท่านหลับแล้วดีไหมเจ้าคะ”
คำตอบนั้นทำให้ลู่หมู่ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “ให้นางเข้ามาเถอะ”
เมื่อแม่นมหวู ก้าวเข้ามาในห้อง นางยอบกายคารวะตามมารยาทพอเป็นพิธี ก่อนจะล้วงขวดยาใบเล็กออกมาวางลงบนโต๊ะด้วยท่าทางวางอำนาจ “นายน้อยใหญ่เริ่มลุกเดินได้แล้ว อีกไม่นานคงหายเป็นปกติ นายหญิงใหญ่ช่วยหาฤกษ์ยามมงคลให้นายหญิงน้อยใหญ่ดื่มยานี้เสียเถิด จะได้รีบมีลูกชายสายตรงไว้สืบสกุลลู่”
เมื่อเห็นลู่หมู่ยังคงนิ่งเงียบ แม่นมหวูจึงฉีกยิ้มการค้าแล้วหว่านล้อมต่อ “บ่าวทราบดีว่าท่านรักและเอ็นดูสะใภ้คนนี้ แต่สิ่งที่ท่านผู้เฒ่าทำไปก็ล้วนหวังดีต่อนางทั้งสิ้น นางไม่ได้เป็นที่โปรดปรานของสามีเท่าแม่นางหลิน หากไม่มีบุตรชายไว้พึ่งพา ยามแก่เฒ่าจะอยู่อย่างไร แต่หากมีลูกชายสายตรง ต่อให้แม่นางหลินจะมารยาแค่ไหน ทรัพย์สมบัติและอำนาจในจวนนี้ก็ต้องตกเป็นของสายเลือดภรรยาเอกอยู่วันยังค่ำ”
“เชียนเชียนยังเด็กนัก เรื่องมีทายาทไม่เห็นจำเป็นต้องเร่งรัดถึงเพียงนั้น”
“ตอนนายหญิงใหญ่อายุเท่านาง ก็ตั้งครรภ์นายน้อยใหญ่แล้วมิใช่หรือเจ้าคะ”
ลู่หมู่สวนกลับเสียงเรียบ “ถึงอย่างนั้นข้าก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งยา”
แม่นมหวูแค่นหัวเราะ “แต่นางตกน้ำจนร่างกายบอบช้ำ หากไม่ได้รับยาบำรุง ชาตินี้ทั้งชาติก็คงไม่มีหวัง อีกประการ ยานี้ราคาสูงลิบลิ่ว หากเป็นบ้านอื่นคงไม่ยอมทุ่มเงินซื้อให้สะใภ้ถึงเพียงนี้หรอกเจ้าค่ะ ชื่อเสียงของนายน้อยใหญ่หม่นหมองไปมาก หากนายหญิงน้อยใหญ่ให้กำเนิดบุตรชายได้ ก็พอจะกู้หน้าคืนมาได้บ้าง นายหญิงใหญ่... นายน้อยใหญ่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่าน ท่านคงไม่ใจจืดใจดำปล่อยให้อนาคตขุนนางของลูกชายต้องมัวหมองกระมัง”
มือผอมบางของลู่หมู่กำผ้าเช็ดหน้าแน่นจนข้อข้อนิ้วซีดขาว “พูดวกไปวนมาก็มีแต่เหตุผลเดิมๆ พวกเจ้าเคยมีใครถามความสมัครใจของนางบ้างไหมว่านางต้องการมันหรือเปล่า”
“การสืบทอดทายาทคือหน้าที่อันพึงกระทำของภรรยาและลูกสะใภ้ จะปล่อยให้เอาแต่ใจเหมือนเด็กเล่นขายของได้อย่างไร บ่าวมีหน้าที่มาแจ้งเพียงเท่านี้ นายหญิงใหญ่โปรดเร่งจัดการเถิดเจ้าค่ะ”
เมื่อแม่นมหวูคล้อยหลังไป อวี้เหลียนรีบปรี่เข้ามาประคองผู้เป็นนายด้วยความเป็นห่วง “นายหญิงใหญ่...”
ลู่หมู่ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากแล้วไอออกมาอย่างรุนแรงจนตัวโยน เมื่อลดมือลง ผ้าเช็ดหน้าผืนขาวสะอาดก็เปรอะเปื้อนไปด้วยลิ่มเลือดสีแดงฉาน อวี้เหลียนหน้าถอดสีด้วยความตกใจ “นายหญิง! ท่านไอเป็นเลือดอีกแล้ว บ่าวจะไปตามหมอเดี๋ยวนี้”
หญิงชราส่ายหน้าห้ามปราม แววตาอันรวดร้าวทอดมองไปยังขวดยาบนโต๊ะแล้วยิ้มอย่างขมขื่น “ท่านแม่สามีคงคิดว่าข้าลืมไปแล้ว... ยาที่ท่านบังคับให้ข้ากินในตอนนั้น ก็คือยาขวดเดียวกันนี้แหละ”
บรรยากาศที่เรือนไห่ถังดูสดใสกว่ามาก
ถานเอ๋อร์กำลังเห่อเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เพิ่งตัดเสร็จ เด็กหญิงตัวน้อยที่เคยต้องสวมเสื้อผ้าเก่าเก็บของปั้นเซี่ยซึ่งแม้จะพอดีตัวแต่เนื้อผ้าก็บางจนกันหนาวไม่ได้ วันนี้เมิ่งเชียนเชียนสั่งให้แม่นมหลี่ตัดชุดใหม่ให้นางโดยเฉพาะ
“ชอบไหม”
ถานเอ๋อร์ก้มมองสำรวจตัวเอง ดวงตากลมโตทอประกายระยิบระยับ “ชอบที่สุดเลยจ้ะ!”
“แขนเสื้อยาวไปนิด เดี๋ยวต้องเก็บขึ้นอีกหน่อย” แม่นมหลี่จับแขนเสื้อของเด็กน้อยพับขึ้นพลางกะระยะ
ถานเอ๋อร์รีบชักแขนกลับ “เอาไว้เก็บตอนกลางคืนเถอะจ้ะ!” นางอยากจะใส่ชุดสวยนี้อวดโฉมไปทั้งวันโดยไม่ต้องถอด
มือน้อยๆ เข้ามาเกาะแขนเมิ่งเชียนเชียนอย่างออดอ้อน “พี่สาวจ๋า วันนี้พี่จะออกไปข้างนอกไหมจ๊ะ”
“เจ้าอยากไปเที่ยวหรือ”
ปากเล็กๆ ยื่นออกมาอย่างน่าเอ็นดู “ก็มีชุดสวยแล้ว ก็ต้องออกไปเดินอวดชาวบ้านหน่อยสิจ๊ะ”
แม่นมหลี่ส่ายหน้าด้วยความระอาปนขำ “เมื่อวานไปปีนเขายังซนไม่พออีกหรือ ให้คุณหนูได้พักผ่อนบ้างเถอะ ใครจะไปมีเรี่ยวแรงเหลือเฟือเหมือนลิงทโมนอย่างเจ้ากัน”
ถานเอ๋อร์ทำหน้ายุ่งยากใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นอีกครั้ง “พี่สาว พี่กำลังมองหาคนทำบัญชีอยู่ไม่ใช่หรือจ๊ะ ให้หนูไปแทนไหม เดี๋ยวหนูอาสาไปดูที่นายหน้าค้าคนให้เอง”
เมิ่งเชียนเชียนไตร่ตรองดูแล้วเห็นว่าเป็นความคิดที่ไม่เลว “ตกลง ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวข้าให้พี่อู๋ขับรถม้าไปส่งเจ้า”
“เย้! ได้ออกไปข้างนอกแล้ว!”
ร่างเล็กๆ วิ่งปรู๊ดออกจากเรือนไปด้วยความดีใจสุดขีด เมิ่งเชียนเชียนมองตามแผ่นหลังเล็กๆ นั้นด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แม่นมหลี่เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “คุณหนูรักแม่หนูถานเอ๋อร์จริงๆ นะเจ้าคะ”
“แม่นมหลี่เองก็เอ็นดูนางไม่ใช่หรือ” เมิ่งเชียนเชียนพยักพายไปทางตะกร้าเย็บปัก นางสั่งให้ตัดแค่ชุดเดียว แต่ดูเหมือนว่าชุดที่สองในตะกร้านั้นจะตัดเย็บไปได้กว่าครึ่งแล้ว ทั้งที่นางกลัวแม่นมจะเหนื่อยแท้ๆ
หญิงชรายิ้มแก้เก้อ “นังหนูนั่นนอกจากจะกินจุไปหน่อย ก็ขยันขันแข็งใช้ได้เลยนะเจ้าคะ”
ปั้นเซี่ยอดไม่ได้ที่จะพูดเหน็บแนม “ใช่สิเจ้าคะ ขยันจริงๆ ขยันทำจานแตกเจ็ดใบ ถ้วยสิบใบ ทำหม้อทะลุหนึ่งใบ แล้วก็ทำกาต้มน้ำระเบิดไปอีกหนึ่งใบด้วยใช่ไหม”
“แค่กๆ” แม่นมหลี่แสร้งไอเพื่อกลบเกลื่อนความจริง
เมิ่งเชียนเชียนหลุดหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข
“คุณหนู!” ปั้นเซี่ยร้องประท้วง
“ข้าก็รักเจ้าเหมือนกันนะปั้นเซี่ย” คำหยอกเย้านั้นทำเอาสาวใช้คนสนิทหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย
ทว่าความสุขสงบในเรือนก็คงอยู่ได้ไม่นาน เมื่อบ่าวรับใช้เข้ามารายงานด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกว่า คนจากในวังมาถึงหน้าจวนแล้ว มีรับสั่งด่วนให้เรียกตัวเมิ่งเชียนเชียนและหลินหว่านเอ๋อร์เข้าเฝ้าทันที
(จบตอน)