ภายในตำหนักฉางชุนอันโอ่อ่า เมิ่งเชียนเชียนได้พบกับสตรีผู้กุมหัวใจของไท่ซ่างหวงและเป็นพระมารดาของจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน ‘ลี่กุ้ยเฟย’
ร่างระหงในอาภรณ์สีเหลืองห่านปักลายหงส์เหินดูสูงส่งเลอค่า บนมวยผมประดับด้วยปิ่นหงส์ทองคำแปดหางส่องประกายระยิบระยับ การแต่งกายเช่นนี้หากจะกล่าวว่าเทียบเท่าฮองเฮาก็มิผิดนัก เพียงแค่ขาดตำแหน่งอย่างเป็นทางการไปก้าวเดียวเท่านั้น
เมิ่งเชียนเชียนหลุบตาลงต่ำอย่างสำรวม กิริยานอบน้อมมิได้บังอาจเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ของผู้สูงศักดิ์โดยตรง ก่อนจะย่อตัวลงนำปั้นเซี่ยถวายบังคมด้วยความเคารพสูงสุดตามราชประเพณี
"พระสนมกุ้ยเฟย... ทรงสิริโฉมงดงามเหลือเกินเพคะ!" เสียงอุทานของลวี่หลัวดังแทรกขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ
แม้น้ำเสียงนั้นจะดูขาดกาลเทศะ แต่ก็มิได้เจือแววประจบสอพลอ หากแต่เป็นความรู้สึกตื่นตะลึงจากก้นบึ้งหัวใจ แม้กาลเวลาจะล่วงเลยจนมีพระโอรสธิดาเติบใหญ่ แต่ริ้วรอยแห่งวัยกลับมิอาจกล้ำกรายความงามดุจภาพวาดของพระนางได้เลยแม้แต่น้อย
คำว่า 'นางงามล่มเมือง' ดูจะไม่เกินจริงสำหรับสตรีตรงหน้า
คำอุทานนั้นพลอยทำให้หลินหว่านเอ๋อร์เผลอเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์อย่างลืมตัว
"บังอาจ!" เสียงตวาดก้องของนางกำนัลคนสนิททำเอาคนทั้งตำหนักสะดุ้ง
หลินหว่านเอ๋อร์หน้าซีดเผือด ส่วนลวี่หลัวตัวสั่นงันงกไม่รู้ว่าตนทำผิดสิ่งใด ขันทีแซ่หวังได้แต่ส่ายหน้าในใจอย่างระอา สตรีจากชายแดนผู้นี้ช่างไร้การอบรมเสียจริง แม้แต่ลูกสาวพ่อค้าวาณิชย์ยังรู้ความกว่า พระพักตร์ของพระสนมเอกใช่สิ่งที่บ่าวไพร่สามัญจะจ้องมองได้ตามใจชอบหรือ
เมื่อเห็นเมิ่งเชียนเชียนหมอบกราบอยู่อย่างสงบนิ่ง หลินหว่านเอ๋อร์จึงรีบก้มหน้าลงทำตามอย่างทุลักทุเล ทว่าท่วงท่านั้นช่างห่างไกลจากความสง่างามที่เมิ่งเชียนเชียนแสดงออกมาโดยสิ้นเชิง น่าขันนักที่สตรีผู้มีศักดิ์เป็นถึงบุตรีขุนนางกลับพ่ายแพ้ให้แก่บุตรีคหบดีในเรื่องมารยาทผู้ดี
สายตาคมกริบของลี่กุ้ยเฟยกวาดมองเมิ่งเชียนเชียนอย่างพิจารณา ก่อนจะเลื่อนไปหยุดที่หลินหว่านเอ๋อร์ผู้กำลังตัวสั่น รอยยิ้มอ่อนโยนพลันปรากฏบนพระพักตร์
"ตัวเราแม้นจะกำเนิดในตระกูลบัณฑิต แต่ในใจนั้นยกย่องเหล่าทหารหาญแห่งต้าโจวผู้เสียสละเลือดเนื้อเพื่อแผ่นดินเสมอมา ในวัยเยาว์ข้าเองก็หาได้ใส่ใจกฎระเบียบจุกจิกพวกนี้ แม่นางหลินกับฮูหยินลู่ ลุกขึ้นเถิด"
วาจานั้นช่างชัดเจน ทรงเอ่ยนามหลินหว่านเอ๋อร์ก่อนเมิ่งเชียนเชียน ทั้งยังแก้ต่างให้ความไร้มารยาทกลายเป็นความซื่อตรงของคนจริง
ในวังหลวงแห่งนี้ มารยาทงามหรือจะสู้ความโปรดปรานของผู้มีอำนาจ
หลินหว่านเอ๋อร์ยืดตัวขึ้นด้วยความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นหลายส่วน
"ขอบพระทัยเพคะ" เมิ่งเชียนเชียนเอ่ยเสียงเรียบ ประสานมือคารวะอีกครั้งอย่างชดช้อยก่อนจะลุกขึ้นยืนโดยมีปั้นเซี่ยประคอง
"นั่งสิ" ลี่กุ้ยเฟยผายมือ
เมิ่งเชียนเชียนทรุดตัวลงนั่งในตำแหน่งที่ต่ำกว่าอย่างรู้ธรรมเนียม โดยมีหลินหว่านเอ๋อร์นั่งถัดไป ลวี่หลัวเห็นปั้นเซี่ยยืนสงบเสงี่ยมอยู่มุมใด ก็รีบไปยืนเลียนแบบอยู่ข้างๆ
"ที่เปิ่นกงเรียกพวกเจ้ามาในวันนี้ ก็ด้วยเรื่องของแม่ทัพลู่" ลี่กุ้ยเฟยเริ่มเปิดประเด็นด้วยรอยยิ้ม "พวกเจ้าต่างก็เป็นคนใกล้ชิดของเขา และเขาก็เป็นขุนนางคนสนิทของฝ่าบาท เปิ่นกงจึงไม่ถือว่าพวกเจ้าเป็นคนอื่นคนไกล ผลงานการศึกของแม่ทัพลู่ที่ชายแดนนั้นยิ่งใหญ่จนได้รับพระราชทานยศเป็นแม่ทัพเจิ้นเป่ย แต่กลับถูกผู้ตรวจการยื่นฎีกาถอดถอน ถูกลดขั้น ซ้ำยังโดนโบยถึงสามร้อยไม้"
พระนางถอนหายใจยาวด้วยความเวทนา "เปิ่นกงได้ฟังแล้วก็ปวดใจนัก วีรบุรุษผู้ปกป้องแผ่นดินกลับต้องมามัวหมองเพราะเรื่องหลังบ้าน เพื่อมิให้แม่ทัพลู่ต้องพะวักพะวนกับเรื่องในครอบครัว เปิ่นกงจึงอยากฟังความเห็นของพวกเจ้า"
เมิ่งเชียนเชียนยังคงนิ่งเงียบ หลินหว่านเอ๋อร์จึงไม่กล้าเอ่ยปาก
"แม่นางหลินเป็นทายาทตระกูลผู้ภักดี บิดาและพี่ชายเคยมีบุญคุณช่วยชีวิตแม่ทัพลู่ อีกทั้งความรักระหว่างนางกับแม่ทัพลู่ก็เป็นที่เลื่องลือ" ลี่กุ้ยเฟยหันไปทางเมิ่งเชียนเชียน "มิสู้ให้เปิ่นกงเป็นผู้จัดการ มอบฐานะที่ถูกต้องให้แก่นาง พวกเจ้าเห็นสมควรหรือไม่"
หลินหว่านเอ๋อร์รีบส่งสัญญาณมือ ลวี่หลัวรับลูกทันควัน "คุณหนูของข้าบอกว่า แล้วแต่พระประสงค์ของพระสนมเพคะ!"
"ฮูหยินลู่ล่ะ เจ้าคงไม่มีข้อขัดข้องกระมัง" ลี่กุ้ยเฟยถามเสียงเย็น
เมิ่งเชียนเชียนเงยหน้าขึ้นสบพระเนตรอย่างไม่เกรงกลัว "มิทราบว่าพระสนมจะทรงเมตตาให้แม่นางหลินอยู่ในฐานะใดเพคะ อนุภรรยาสูงศักดิ์ อนุภรรยาทั่วไป หรือเพียงแค่อนุภรรยาชั้นต่ำ"
รอยยิ้มบนพระพักตร์จางหายไป "ย่อมต้องเป็น 'ภรรยารอง'!"
"ภรรยารองมีศักดิ์เสมอภรรยาเอก พระองค์จะทรงพระราชทานสมรสหรือเพคะ" เมิ่งเชียนเชียนย้อนถาม
"แล้วจะทำไม?"
เมิ่งเชียนเชียนลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แววตามั่นคงดุจหินผา "หากพระสนมประสงค์จะประทานอนุภรรยา จะสักกี่สิบคนหม่อมฉันก็มิอาจขัดข้อง แต่ตามกฎมณเฑียรบาล มีเพียงฮ่องเต้และฮองเฮาเท่านั้นที่มีสิทธิ์พระราชทานสมรส หากแม่นางหลินปรารถนาจะเป็นภรรยารองของสามีข้า ถ้าไม่ได้รับการยอมรับจากข้าให้แต่งเข้าตามประเพณี ก็ต้องมีราชโองการจากองค์ฮ่องเต้หรือฮองเฮาเท่านั้นเพคะ!"
"สามหาว!" ลี่กุ้ยเฟยตบโต๊ะดังปังด้วยความกริ้ว "ใครให้ความกล้าเจ้ามาปากดีกับเปิ่นกง!"
คำพูดนั้นเหมือนมีดกรีดลงกลางใจ ลี่กุ้ยเฟยเกลียดที่สุดคือการถูกตอกย้ำว่าตนมิใช่ฮองเฮา
"ฮองเฮาไร้โอรส ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันคือลูกในไส้ของข้า เจ้าคิดว่าข้าจะขอราชโองการเพียงฉบับเดียวไม่ได้เชียวรึ"
"เช่นนั้นก็เชิญให้ฝ่าบาทลงพระนามเพคะ" เมิ่งเชียนเชียนตอบกลับเสียงเรียบ
"เจ้า..." ลี่กุ้ยเฟยพูดไม่ออกด้วยความคับแค้น
หากฮ่องเต้ลงนามในราชโองการยกย่องเมียน้อยขึ้นเสมอเมียหลวง ก็เท่ากับประกาศให้คนทั่วหล้าก่นด่าว่าไร้คุณธรรม
"ดี... ดีมาก" ลี่กุ้ยเฟยกัดฟันกรอด "ดอกเหมยในตำหนักกำลังบานสะพรั่ง เป็นต้นที่ไท่ซ่างหวงพระราชทานให้ข้าเมื่อครั้งได้รับตำแหน่ง หญิงจัน!"
"เพคะ"
"พาฮูหยินลู่ไปชมดอกเหมย... ให้คุกเข่าชม!"
"เพคะ"
ท่ามกลางลานกว้างหน้าตำหนัก เมิ่งเชียนเชียนคุกเข่าลงบนแผ่นหินเย็นเฉียบ โดยมีปั้นเซี่ยคุกเข่าเคียงข้าง
ภายในตำหนักอันอบอุ่น ลี่กุ้ยเฟยกอดกระเป๋าน้ำร้อนแนบอก เอนกายพิงหมอนอิงอย่างสุขสบาย "เปิดประตูออก เปิ่นกงอยากได้กลิ่นหอมของดอกเหมย"
ลมหนาวเดือนสิบสองกรูเข้ามาปะทะร่างบางที่คุกเข่าอยู่กลางลาน หิมะดอกใหญ่เริ่มโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้า ตกกระทบเรือนผม ไหล่บาง และขนตางอนยาวของเมิ่งเชียนเชียน จนขาวโพลนไปทั่วร่าง
ปั้นเซี่ยน้ำตาไหลพราก สงสารคุณหนูจับใจ เพิ่งจะฟื้นไข้จากพิษฝนคราวก่อน ครานี้ต้องมาตากหิมะอีก
ทว่าเมิ่งเชียนเชียนกลับยืดหลังตรงแน่วแน่ สง่างามและทรนงดุจต้นสนที่ยืนหยัดท้าลมหนาว
"ข้าจะคอยดู ว่านางจะปากเก่งไปได้สักกี่น้ำ!" ลี่กุ้ยเฟยแค่นเสียง
...
ณ ยาหาง
ถานเอ๋อร์รับสมุดบัญชีที่จัดการเสร็จเรียบร้อยเตรียมจะกลับจวน ทันทีที่เปิดประตูร้าน ลมหนาวและเกล็ดหิมะก็พัดมาปะทะหน้า "หิมะตกแล้ว! หิมะก้อนบักเอ้เลย!"
ดวงตากลมโตเป็นประกายตื่นเต้น เตรียมจะกระโจนออกไปเล่นสนุก แต่กลับถูกมือปริศนาคว้าหมับเข้าที่คอเสื้อแล้วลากกลับเข้ามาหลังร้าน
"พี่สือเหนียง! ทำอีหยังเนี่ย" ถานเอ๋อร์เท้าสะเอวโวยวาย
"ชู่ว! เบาๆ สิแม่คุณ" สือเหนียงเอามือจุ๊ปากพลางชะเง้อมองออกไปหน้าร้าน "เจ้าต้องออกทางประตูหลัง อย่าให้พวกนั้นเห็นเข้าเชียว"
"พวกไหน?"
"คนของหอว่านฮวา!"
ถานเอ๋อร์ตาโต "ไอ้พวกขี้ขลาดตาขาวนั่นน่ะเหรอ? เดี๋ยวข้าจะออกไปซัดหน้าพวกมันเอง!"
"หยุดเลยนะ!" สือเหนียงรีบตะครุบปากแม่ตัวดีไว้ "พวกมันจะมาซื้อตัวเจ้ากลับไป ถ้าแม่เล้าชุนรู้ว่าเจ้าหลุดมือไปแล้ว ยาหางของข้าคงพังพินาศแน่ ถือว่าข้าขอร้องเถอะนะ ไปทางประตูหลังเถอะ!"
ถานเอ๋อร์เป็นประเภทอ่อนยอมแข็งขืน พอเห็นอีกฝ่ายขอร้องดีๆ ก็ยอมอ่อนข้อ "เออๆ ก็ได้"
เมื่อกลับถึงจวนตระกูลลู่ พอรู้จากปากแม่นมหลี่ว่าเมิ่งเชียนเชียนเข้าวังไปแล้ว ถานเอ๋อร์ก็หันขวับเดินดุ่มๆ ออกไปทันที
"ข้าจะไปหาพี่สาว!"
"เดี๋ยว! ถานเอ๋อร์ กลับมาก่อน..."
ไม่ทันเสียแล้ว ร่างเล็กหายลับไปในพายุหิมะ
แม่นมหลี่ได้แต่ถอนหายใจ "เด็กคนนี้นี่นะ"
เมื่อไม่มีรถม้าเพราะอู่เกอเอ๋อร์ติดงาน ถานเอ๋อร์จึงต้องใช้วิธีดั้งเดิม... เดินเท้า
"พี่ชาย วังหลวงไปทางไหน"
"ลุงจ๋า วังหลวงอยู่ไกลบ่"
"ป้าๆ เคยเข้าวังบ่จ๊ะ"
นางเดินฝ่าพายุหิมะ ถามทางไปทั่ว โดนคนมองด้วยสายตาเหยียดหยามบ้าง โดนหลอกให้เดินวนบ้าง แต่ด้วยความมุมานะ ในที่สุดกำแพงวังสูงตระหง่านก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
ถานเอ๋อร์ก้มลงเอามือยันเข่า หอบหายใจจนตัวโยน
"โอ๊ย... เหนื่อยจะขาดใจ เหนื่อยแท้เหนื่อยว่า!"
(จบตอน)