บทที่ 79: หวนคืนเมืองหลวง เป่าซูพบน้าเชียน
ค่ายทหาร
เปลวเพลิงจากกองไฟเต้นระริกสะท้อนเข้าสู่ดวงตาของลู่หลิงเซียว เขาทอดสายตามองไปยังภาพเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย เมิ่งเชียนเชียนกำลังนั่งล้อมวงอยู่รอบกองไฟร่วมกับเหล่าทหารกล้าผู้ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน ไม่รู้ว่าจางเฟยหู่เอ่ยวาจาใดกับนาง หญิงสาวจึงได้ทำหน้าตาเหม่อลอยจนดูน่าขัน เรียกเสียงหัวเราะครื้นเครงจากเหล่าทหารให้ดังไปทั่วบริเวณ
ลู่หลิงเซียวรู้สึกเพียงว่าเมิ่งเชียนเชียนในยามนี้ช่างดูแปลกตาราวกับคนแปลกหน้า เขาคล้ายกับว่าไม่เคยรู้จักตัวตนที่แท้จริงของนางมาก่อนเลย
นางเติบโตมาเช่นไรในตระกูลเมิ่ง วรยุทธ์ที่ติดตัวอยู่นั้นเล่าไปร่ำเรียนมาจากที่ใด เหตุไฉนจึงปิดบังอำพรางมิยอมบอกกล่าวแก่เขา
“แม่ทัพลู่” ทหารหนุ่มนายหนึ่งเดินอุ้มไหสุราสองไหผ่านมาพอดี จึงหยุดฝีเท้าและโค้งกายคารวะ “ท่านจะไปร่วมวงร่ำสุราด้วยกันหรือไม่ขอรับ”
ลู่หลิงเซียวมองตรงไปยังเมิ่งเชียนเชียนที่อยู่อีกฟากฝั่ง “ข้า...”
ทหารนายนั้นเหลือบมองผ้าพันแผลที่พันรอบศีรษะของเขา แล้วรีบเอ่ยขึ้นด้วยความเกรงใจ “โอ้ ท่านยังบาดเจ็บอยู่ เช่นนั้นก็ช่างเถิดขอรับ ท่านกลับไปพักรักษาตัวที่กระโจมให้หายดีจะดีกว่า”
ลู่หลิงเซียวพลันรู้สึกจุกแน่นในลำคอ คล้ายมีก้อนแข็งๆ ขวางกั้น จะกลืนก็ไม่เข้าจะคายก็ไม่ออก ได้แต่นิ่งงันไป
อีกด้านหนึ่ง เมิ่งเชียนเชียนใช้สองมือประคองไหสุราที่จางเฟยหู่ยื่นส่งมาให้ นางเงยหน้าขึ้นกรอกสุราลงคออึกใหญ่อย่างห้าวหาญ
ทว่าครู่ต่อมา คิ้วเรียวสวยก็ขมวดมุ่น นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ทำไมเป็นเหล้าหมักข้าวเล่า”
จางเฟยหู่หัวเราะร่า “อะไรกัน เจ้ายังริอยากจะดื่มสุราฤทธิ์แรงอีกหรือ ตัวเท่าลูกแมวริอ่านจะหัดดื่มอย่างผู้ใหญ่ รอให้โตกว่านี้อีกสักหลายปีเถอะ”
เมิ่งเชียนเชียนสะบัดหน้าหนีด้วยความขุ่นเคืองระคนแง่งอน
ฉับพลันนั้น นางก็ขยับตัวเข้าไปใกล้ชิงซวงที่นั่งคั่นกลางระหว่างนางกับหานฉือ หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ ส่งสายตาออดอ้อน “ชิงซวง แบ่งของเจ้าให้ข้าดื่มสักอึกสิ”
ชิงซวงยกไหขึ้นกระดกเสียงดังอึกๆ ติดต่อกันหลายครั้งจนเกลี้ยงไห ก่อนจะวางลงแล้วเอ่ยหน้าตาย “หมดแล้ว”
เมิ่งเชียนเชียน “...”
จางเฟยหู่ยกนิ้วโป้งชูให้อย่างนับถือ “เยี่ยมยอด! ท่านชิงซวง คอทองแดงโดยแท้!”
สองคนเริ่มประชันการดื่มกันอย่างดุเดือด
เหล่าทหารที่เหลือเห็นดังนั้นก็เข้ามาร่วมวงท้าดวลกับชิงซวง
ทว่าชิงซวงนั้นไร้ผู้ต่อกรโดยสิ้นเชิง
เวลาล่วงเลยจนดึกสงัด ลู่หยวนและเมิ่งเชียนเชียนลุกขึ้นเพื่อกลับไปยังที่พัก
ในฐานะองครักษ์ผู้ติดตาม กระโจมของนางและชิงซวงตั้งอยู่ติดกับกระโจมของลู่หยวน พอดี ทั้งสองจึงเดินกลับไปในทิศทางเดียวกัน
ลู่หยวนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ใส่ใจ “หลังจากนี้ไม่มีศึกให้ต้องรบแล้ว ให้เจ้าพักผ่อนสักไม่กี่วัน อีกสามวันค่อยเดินทางกลับเมืองหลวง”
เมิ่งเชียนเชียนครุ่นคิดอย่างจริงจังก่อนจะเอ่ยถาม “หากท่านเป็นอะไรไป จะมีการหักเงินค่าจ้างของข้าหรือไม่”
มุมปากของลู่หยวนกระตุกยิกๆ เขาปรายตามองนางอย่างเหลืออด “เจ้าช่วยหวังให้เปิ่นตูกูได้ดีสักหน่อยมิได้รึ”
ณ เมืองหลวง
เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและบู๊ต่างเข้าประชุมเช้ากันอย่างพร้อมเพรียง
ฮ่องเต้น้อยประทับนั่งตัวตรงบนบัลลังก์มังกรทอง ทรงสดับฟังข้อร้องเรียนในฎีกาของเหล่าขุนนางด้วยความสงบเงียบ
นับตั้งแต่ลู่หยวนถอยห่างจากราชสำนัก จวบจนบัดนี้ก็ล่วงเลยมาสองเดือนแล้ว ทางชายแดนนอกจากช่วงแรกที่มีจดหมายส่งกลับมาแจ้งว่าทหารม้าของราชสำนักไปถึงแล้ว ก็ไร้ซึ่งข่าวคราวใดๆ อีกตลอดหนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมา
หากมิใช่เพราะผู้ที่นำทัพคือลู่หยวน ผู้คนคงพากันหวาดระแวงว่าป่านนี้ชายแดนคงแตกพ่ายไปแล้วกระมัง
แต่ในเมื่อเป็นลู่หยวน การที่เขาจะเมินเฉยต่อโอรสสวรรค์ ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องรายงานสถานการณ์รบ ก็ดูจะเป็นวิสัยปกติของเขา
ฎีกาที่ยื่นขึ้นมาเพื่อขอให้ลงโทษลู่หยวนนั้นมีมากมายมหาศาลประหนึ่งขนวัว ในสิบคนจะมีถึงเก้าคนที่เรียกร้องให้ปลดลู่หยวนออกจากตำแหน่ง
ฮ่องเต้น้อยฟังขุนนางอาวุโสอีกท่านหนึ่งพ่นน้ำลายด่าทอลู่หยวนจนจบ พระองค์ทำเพียงหลุบพระเนตรลงต่ำ มิได้ตรัสวาจาใด
“ฝ่าบาท โปรดมีราชโองการเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“จริงด้วยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ลู่หยวนเหิมเกริมไม่เห็นหัวเจ้าเหนือหัว ดื้อรั้นถือดี ยามนี้ยังปกปิดข่าวการศึก ทำให้ราชสำนักเสียโอกาสในการส่งกำลังไปช่วย หากวันใดชาวเป่ยเหลียงบุกมาประชิดเมืองหลวง พวกเราคงไม่มีเวลาแม้แต่จะเตรียมตัวรับมือ”
“ตามความคิดเห็นของกระหม่อม ลู่หยวนคงจะรบแพ้ไปแล้วแปดเก้าส่วน จึงได้ปิดข่าวเงียบ หวังก่อเหตุเภทภัยใหญ่หลวง”
ขุนนางฝ่ายบู๊ผู้หนึ่งก้าวออกมาพร้อมประคองกระดานฮู่ในมือ “ฝ่าบาท! กระหม่อมแซ่เหยา ขออาสานำทัพไปช่วยชายแดนด้วยตัวเองพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงตอบรับดังเซ็งแซ่ไปทั่วท้องพระโรง
ลู่สิงโจวยืนฟังอยู่อย่างเงียบเชียบ ในใจก็เห็นพ้องว่าลู่หยวนน่าจะเพลี่ยงพล้ำไปแล้วจริงๆ แต่บุตรชายของเขามีป้ายขอความช่วยเหลือของกองพลเกราะดำอยู่ในมือ ย่อมสามารถกอบกู้สถานการณ์วิกฤตให้กลับกลายเป็นดีได้
ครานี้บุตรชายของเขาคงได้สร้างความดีความชอบไว้ไม่น้อยเป็นแน่
ฮ่องเต้น้อยทอดพระเนตรกระแสกดดันในราชสำนักที่โถมเข้าใส่ลู่หยวนเป็นทางเดียว พระองค์ทรงลังเลอยู่นาน ก่อนจะตรัสด้วยน้ำเสียงลำบากพระทัย “เหล่าขุนนางที่รัก ต้องการให้เจิ้นลงโทษซ่างฟู่จริงๆ หรือ”
“ฝ่าบาท ราชบัลลังก์และแผ่นดินสำคัญที่สุด มิอาจปล่อยให้ขุนนางกังฉินทำลายได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ฝ่าบาท!”
“หากวันนี้ฝ่าบาทไม่ทรงปลดลู่หยวน กระหม่อม... กระหม่อมขอยอมเอาหัวชนเสาตาย ณ ท้องพระโรงแห่งนี้!”
“รายงาน!”
เสียงตะโกนรายงานดังก้อง พร้อมกับร่างของทหารองครักษ์นายหนึ่งที่สาวเท้าเข้ามาในท้องพระโรงอย่างรีบเร่ง
ฮ่องเต้น้อยผุดลุกขึ้นจากบัลลังก์ ตรัสถามด้วยความตื่นเต้นระคนคาดหวัง “ข่าวจากชายแดนหรือ สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง”
ทหารองครักษ์ประสานมือคารวะ “ทูลฝ่าบาท คดีลอบสังหารคณะทูตคลี่คลายแล้ว เป่ยเหลียงถอยทัพกลับไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“ถะ... ถอยทัพแล้วหรือ”
ผู้ที่เอ่ยปากด้วยความตะลึงงันคือแม่ทัพเหยาที่เพิ่งขออาสานำทัพเมื่อครู่นี้
ทหารองครักษ์พยักหน้าหนักแน่น “มิเพียงถอยทัพ ท่านมหาตูกูยังเรียกค่าปฏิกรรมสงครามเพิ่มเป็นทองคำหนึ่งแสนตำลึง และให้องค์ชายเจ็ดแห่งเป่ยเหลียงเดินทางมาเป็นตัวประกันที่เมืองหลวงอีกด้วย”
สิ้นคำรายงาน ขุนนางทั้งราชสำนักต่างพากันตะลึงค้างราวกับถูกสาป ผู้ที่เคยตะโกนปาวๆ เรียกร้องให้ปลดลู่หยวนต่างพากันใบ้กิน พูดไม่ออกไปตามๆ กัน
แม่ทัพเหยาได้สติรีบซักถาม “แล้วทหารฝ่ายเราบาดเจ็บล้มตายเท่าไร ทหารหนึ่งแสนนายเหลือรอดกลับมาเท่าใด”
ทหารองครักษ์ตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ “หนึ่งแสนสองหมื่นนายพ่ะย่ะค่ะ”
แม่ทัพเหยาร่างกายสั่นสะท้านด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
แม่ทัพคนอื่นยิ่งรบไพร่พลยิ่งร่อยหรอ แต่เหตุใดมาถึงมือลู่หยวน ยิ่งรบคนยิ่งงอกเงยเพิ่มขึ้นได้เล่า
แม่ทัพเหยาส่ายหน้า “เจ้าฟังผิดไปหรือไม่”
ทหารองครักษ์ชูรายงานการทหารขึ้นเหนือหัว “ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในนี้ ขอฝ่าบาททรงทอดพระเนตรพ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีรีบนำรายงานศึกไปถวายแด่ฮ่องเต้น้อย
ในรายงานระบุจำนวนไพร่พลไว้อย่างชัดเจน หนึ่งแสนสองหมื่นกว่านาย โดยมีทหารใหม่เพิ่มเข้ามาร่วมสองหมื่นนาย นั่นหมายความว่าศึกครานี้ นอกจากจะมีความสูญเสียต่ำที่สุดแล้ว กองทัพยังได้รับเลือดใหม่เข้ามาเสริมกำลังอีกมหาศาล
นับตั้งแต่สิ้นแม่ทัพใหญ่ฉู่ ชายแดนก็มิเคยปรากฏชัยชนะที่งดงามสมบูรณ์แบบเช่นนี้มาก่อน
ทว่าในรายงานระบุถึงชัยชนะไว้เพียงคร่าวๆ มิได้ลงรายละเอียดถึงผลงานความชอบที่แน่ชัด โดยรอให้ท่านมหาตูกูกลับมาประกาศด้วยตนเองต่อหน้าพระพักตร์
แม่ทัพเหยากระแอมไอแก้เก้อ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “แม่ทัพเฒ่าซ่งเคยเป็นขุนพลคู่ใจของอ๋องฉู่ ภายหลังยังติดตามแม่ทัพใหญ่ฉู่ออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่ สร้างผลงานไว้มากมาย ศึกครั้งนี้เขาในฐานะแม่ทัพใหญ่ ย่อมต้องเป็นผู้บุกตะลุยแนวหน้าและวางแผนกลศึกอันแยบคายอย่างไม่ต้องสงสัย”
เหล่าขุนนางต่างพยักหน้าเห็นพ้อง
ใช่แล้ว ต้องเป็นแม่ทัพเฒ่าซ่งผู้ใช้ทหารดั่งเทพเจ้า ลู่หยวนก็เป็นเพียงคนที่คอยตามไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อยู่ข้างหลังเท่านั้น
ฮ่องเต้น้อยตรัสถามต่อ “แล้วอินหู่เล่า เป็นอย่างไรบ้าง”
ทหารองครักษ์ตอบเสียงเครือ “อินหู่ถูกแม่ทัพลู่ช่วยพากลับมาที่ค่ายทหาร แต่น่าเสียดายที่เขาบาดเจ็บสาหัสเกินเยียวยา จึงสิ้นใจไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ได้ยินว่าก่อนตาย เขาได้มอบป้ายอินหู่ส่งต่อให้กับคนอีกผู้หนึ่ง”
แม่ทัพเหยาโพล่งถามทันควัน “ใครกัน”
ทหารองครักษ์ส่ายหน้า “เรื่องนี้กระหม่อมไม่ทราบแน่ชัด”
เสนาบดีกรมพิธีการทูตเอ่ยแทรกขึ้น “เรื่องนี้ยังต้องถามอีกหรือ ย่อมต้องเป็นแม่ทัพลู่แน่นอน แม่ทัพลู่มีความสัมพันธ์อันดีกับเซินโหว อีกทั้งยังเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตอินหู่ อินหู่จะไม่ส่งมอบตำแหน่งให้เขา ก็ดูจะไม่สมเหตุสมผลกระมัง”
ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย เป็นเหตุเป็นผลยิ่งนัก
ลู่หลิงเซียวอายุน้อยแต่เปี่ยมความสามารถ ทั้งยังมีวาสนาผูกพันกับกลุ่มสิบสองเว่ย นอกจากเขาแล้ว ใครเล่าจะมีคุณสมบัติเพียบพร้อมพอจะเป็นอินหู่รุ่นที่สอง
พระพักตร์ของฮ่องเต้น้อยปรากฏรอยยิ้มยินดี ทรงหันไปทางลู่สิงโจว “ลู่ไท่ซาน รอแม่ทัพลู่เดินทางกลับมาถึง เจิ้นจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับเขาด้วยตนเอง”
ลู่สิงโจวเลิกชายเสื้อขึ้น ประคองกระดานฮู่แสดงความเคารพ “ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”
เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูท้องพระโรง ลู่สิงโจวก็ถูกเหล่าขุนนางห้อมล้อมแสดงความยินดี
ขุนนางหนุ่มคนหนึ่งเอ่ยชมเปาะ “ใต้เท้าลู่ ยินดีด้วยขอรับ บุตรชายท่านสร้างความดีความชอบใหญ่หลวง มิหนำซ้ำยังได้เป็นถึงอินหู่เว่ยคนใหม่ อายุเพียงเท่านี้แต่มีความสามารถล้นเหลือ สมควรเป็นแบบอย่างให้แก่คนรุ่นหลังจริงๆ”
“วันหน้าหากบุตรสาวของเซินโหวให้กำเนิดบุตรชาย ก็คงจะได้สืบทอดตำแหน่งเซินโหวต่อ ตระกูลลู่ก็จะครอบครองตำแหน่งหัวหน้ากองพลเกราะดำถึงสองคน เชียวนะขอรับ!”
“ยินดีด้วยขอรับใต้เท้าลู่”
“มิได้ๆ ทุกอย่างยังต้องรอบุตรชายของข้ากลับมาเสียก่อนถึงจะรู้แน่ชัด”
ลู่สิงโจวประสานมือคารวะตอบรอบทิศ ปากเอ่ยถ่อมตน แต่ในใจกลับพองโตด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม ตำแหน่งอินหู่เว่ยนี้ต้องตกเป็นของบุตรชายเขาอย่างแน่นอน
แม้จะสังหารลู่หยวนไม่สำเร็จ แต่การได้ครอบครองตำแหน่งอินหู่เว่ย ความชอบนี้ก็นับว่ายิ่งใหญ่ไพศาลนัก
ข่าวดีแพร่สะพัดไปราวกะพริบตา เมื่อลู่สิงโจวกลับถึงคฤหาสน์ตระกูลลู่ ท่านผู้เฒ่าก็ได้ทราบข่าวจากปากบ่าวไพร่เรียบร้อยแล้ว
นางรีบสั่งให้ลู่สิงโจวมาพบที่เรือนอย่างร้อนรน “เซียวเกอเอ๋อร์ได้เป็นอินหู่เว่ยจริงๆ หรือลูก”
การมีอินหู่เว่ยคนใหม่ หมายความว่าคนเก่าต้องตายไปแล้ว แต่ท่านผู้เฒ่าหาได้แยแสไม่ว่าใครจะเป็นจะตาย นางสนเพียงลาภยศสรรเสริญของหลานชายสุดที่รักเท่านั้น
ลู่สิงโจวไม่อาจกลั้นรอยยิ้มแห่งความปิติได้ “น่าจะแปดเก้าส่วนแล้วขอรับท่านแม่”
ท่านผู้เฒ่าพนมมือท่วมหัว “โอย ขอบคุณพระโพธิสัตว์คุ้มครอง!”
แม่นมหวูยิ้มแก้มปริ “ก่อนออกศึก แม่นางหลินก็ทำนายทายทักไว้แล้วว่านายน้อยใหญ่จะต้องกลับมาอย่างปลอดภัยและสร้างชื่อเสียงเกียรติยศกลับมาได้แน่”
ท่านผู้เฒ่าพยักหน้าหงึกหงัก “ถูกแล้ว ครั้งนี้ต้องขอบใจหว่านเอ๋อร์จริงๆ นางยอมมอบของวิเศษช่วยชีวิตที่บิดาทิ้งไว้ให้แก่เซียวเกอเอ๋อร์ นับว่าช่วยเขาได้แรงหนึ่ง นางดีกว่านังตัวซวยแซ่เมิ่งนั่นราวฟ้ากับเหว นังเด็กนั่นมีแต่จะนำความอับอายมาสู่เซียวเกอเอ๋อร์ ไม่เหมือนหว่านเอ๋อร์ที่คอยส่งเสริมให้เขารุ่งโรจน์ รอเซียวเกอเอ๋อร์กลับมาเถอะ ข้าจะจัดงานมงคลสมรสให้พวกเขาสองคนอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติเชียวล่ะ”
นังตัวกาลกิณีที่กล้าหย่าสามีกลางธารกำนัล คอยดูเถิดว่าคราวนี้ตระกูลลู่จะตบหน้าสั่งสอนนางให้แหลกคามืออย่างไร
ณ หอว่านฮวา
เยี่ยนเหนียงจื่อนั่งเหม่อลอย ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือดอยู่กลางโถงใหญ่ที่บัดนี้ฝุ่นจับหนาเตอะถึงสามชั้น
“ท่านเจ้าของหอ”
สาวใช้ก้าวเท้าเร็วๆ เข้ามารายงาน
เยี่ยนเหนียงจื่อนั่งเท้าคาง ดวงตาเหม่อลอยไร้วิญญาณ “วันนี้รื้อบ้านไปถึงไหนแล้ว ห้องของนางโลมอันดับหนึ่งกระมัง”
“ห้องนางโลมอันดับหนึ่งรื้อไปเมื่อสามวันก่อนแล้วเจ้าค่ะ”
“แล้วห้องของหลิวอิ๋งเล่า”
“รื้อไปเมื่อสิบวันก่อน เพิ่งซ่อมเสร็จเมื่อห้าวันก่อน เมื่อวานก็รื้อซ้ำอีกแล้วเจ้าค่ะ”
“ห้องของเฟิ่งเซียนล่ะ”
สาวใช้เงียบเสียงลงทันควัน มองเยี่ยนเหนียงจื่อด้วยสายตากล้าๆ กลัวๆ
เยี่ยนเหนียงจื่อแทบจะหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด เด็กสาวเหล่านี้ล้วนเป็นนางโลมชั้นยอดที่นางฟูมฟักมากับมือ บัดนี้ถูกเจ้าดาวหายนะตัวน้อยรื้อทำลายที่ซุกหัวนอนจนแทบจะต้องระเห็จไปนอนเล้าหมูอยู่รอมร่อ
สาวใช้ฝืนยิ้มแห้งๆ “ท่านเจ้าของหอ ที่จริงวันนี้คุณหนูไม่ได้รื้อบ้านนะเจ้าคะ”
สิ้นคำ แจกันใบงามก็ร่วงหล่นลงมาจากชั้นบน กระแทกเข้ากับป้ายชื่อหอว่านฮวาอย่างจัง ป้ายไม้ที่ผ่านศึกสมรภูมิมาสิบเจ็ดสิบแปดครั้ง ในที่สุดก็ไม่อาจทานทนไหว ร่วงลงมากระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
เยี่ยนเหนียงจื่อมือไม้สั่นเทา ยกขึ้นปิดตาด้วยความรวดร้าว กัดฟันกรอด “ลู่... หยวน! ถ้าเจ้ายังไม่รีบกลับมา... แม่... จะตามไปรื้อจวนตูตูของเจ้าให้ราบ!”
สาวใช้ทำท่าอึกอักเหมือนมีอะไรจะพูด
เยี่ยนเหนียงจื่อตวาดด้วยความหงุดหงิด “มีอะไรก็รีบพูด!”
สาวใช้สะดุ้งโหยง เจ้าของหอยามนี้ช่างน่ากลัวยิ่งนัก
เยี่ยนเหนียงจื่อ: ใครเลี้ยงเด็กแล้วไม่เป็นบ้าบ้าง มาดูนี่!
สาวใช้รีบรายงาน “มะ... มหาตูกูยกทัพกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
ประกายแห่งความหวังจุดวาบขึ้นในดวงตาของเยี่ยนเหนียงจื่อ “กลับมาแล้วหรือ ถึงไหนแล้ว”
สาวใช้ตอบ “เห็นว่าใกล้ถึงประตูเมืองแล้วเจ้าค่ะ ข้าเพิ่งเจอพ่อบ้านเซิน ท่านเล่าให้ฟังเจ้าค่ะ”
เยี่ยนเหนียงจื่อตื้นตันจนน้ำตาไหลพราก นางพุ่งตัวออกไปราวกระสุน ผลักประตูเปิดผาง “เจ้าลูกสุนัข พ่อเจ้ากลับมาแล้ว!”
เป่าซูที่กำลังง่วนอยู่กับการรื้อทำลายข้าวของ สะบัดศีรษะน้อยๆ ทีหนึ่งอย่างไม่แยแส
ทำท่าราวกับจะบอกว่า 'เชอะ ใครสนกัน!'
มือป้อมๆ คว้ากล่องชาดราคาหนึ่งร้อยตำลึงทองขึ้นมา แล้วบรรจงขุดเนื้อชาดออกมาป้ายเล่นทีละก้อนๆ อย่างเพลิดเพลิน
สาวใช้นึกขึ้นได้ จึงเอ่ยเสริม “จริงสิเจ้าคะ ได้ยินพ่อบ้านเซินบอกว่า แม่นางเมิ่งที่ท่านเจ้าของหอเคยช่วยไว้ก็ไปชายแดนด้วย เห็นว่าจะกลับมาพร้อมกับมหาตูกูเจ้าค่ะ”
เป่าซูโยนตลับชาดในมือทิ้งทันควัน นางใช้ทั้งมือทั้งเท้าถีบตัวคลานออกจากห้องด้วยความเร็วปานสายลม!
ทว่าเพิ่งคลานไปได้เพียงครึ่งทาง ก็ถูกเยี่ยนเหนียงจื่อหิ้วคอเสื้อลอยขึ้นจากพื้น
“เด็กๆ! ออกไปรับแขกที่นอกเมือง!”
ลมหนาวพัดผ่านผิวกาย ทว่าตามพื้นหญ้าริมทางที่หิมะเริ่มละลาย ยอดอ่อนสีเขียวขจีเริ่มแทงยอดชูช่อรับฤดูใบไม้ผลิ
เมิ่งเชียนเชียนผลัดเปลี่ยนกลับมาสวมอาภรณ์สตรี นางนั่งสงบเงียบอยู่ภายในรถม้า
ที่หน้าประตูเมือง คลาคล่ำไปด้วยขุนนางและราษฎรที่มารอรับเสด็จลู่หยวนและกองทัพผู้กล้า
คนในเรือนไห่ถังคงไม่ระแคะระคายว่านางกลับมาด้วย คงไม่มีผู้ใดมารรอรับนางเป็นแน่
หญิงสาวลูบคลำป้ายอินหู่ในมือเบาๆ จิตใจสงบนิ่งดุจสายน้ำ
พลันสุรเสียงร้องอ้อแอ้ของเด็กน้อยก็ดังแว่วมา น้ำเสียงนั้นเจือความร้อนรนกระวนกระวาย
หัวใจของนางกระตุกวูบ รีบเลิกม่านรถม้าขึ้นมอง
ภาพที่เห็นคือเป่าซูตัวน้อยที่ใช้ทั้งมือและเท้าคลานเข้ามาอย่างทุลักทุเล พยายามมองหาทีละคันรถม้าอย่างไม่ลดละ
“อูว... วา?”
เจ้าก้อนแป้งน้อยค้นหาอยู่นานสองนานก็ยังไม่พบคนคุ้นตา ความร้อนใจเริ่มถาโถมจนใบหน้าบิดเบี้ยวเตรียมจะร้องไห้
เมิ่งเชียนเชียนรู้สึกเจ็บแปลบที่กลางอก นางรีบกระโจนลงจากรถม้ามายืนอยู่ตรงหน้าทารกน้อย
เป่าซูเงยใบหน้ากลมป้อมขึ้นมอง จ้องมองเมิ่งเชียนเชียนตาละห้อยก่อนจะทิ้งตัวนั่งแหมะลงกับพื้น
วินาทีต่อมา ความน้อยใจที่อัดอั้นก็ระเบิดออกมา นางอ้าปากร้องไห้จ้าเสียงดังลั่นสนั่นทุ่ง!
เมิ่งเชียนเชียนโผเข้ากอดเจ้าตัวเล็กที่กำลังร้องไห้โยเยเข้าสู่อ้อมอกอันอบอุ่น แนบใบหน้าลงกับศีรษะทุยน้อยๆ ของนางด้วยความรักใคร่ “ขอโทษนะจ๊ะ อามาสายไปหน่อย”
(จบตอน)