บทที่ 91: ในโลกนี้ไม่มียาแก้ความเสียใจ
"ในเมื่อท่านลู่เอ่ยปากว่าสถานที่อันทรงเกียรตินี้มิใช่ที่ที่เสี่ยวจิ่วควรย่างกราย เช่นนั้นตัวข้าจางเฟยหู่ผู้เป็นเพียงแม่ทัพหยาบกระด้าง ก็หามีคุณสมบัติที่จะรั้งอยู่ไม่"
สิ้นคำประกาศก้อง จางเฟยหู่ก็หันกายประสานมือคารวะไปทางฮ่องเต้น้อยด้วยกิริยาขึงขัง "ฝ่าบาท กระหม่อมขอลากลับพะยะค่ะ! วันนี้กระหม่อมเสียมารยาทต่อหน้าพระพักตร์ หากกลับถึงค่ายทหารเมื่อใด กระหม่อมจักขอรับโทษทัณฑ์ด้วยตนเอง!"
เนี่ยหานซานผุดลุกขึ้นประสานมือหนักแน่น "ฝ่าบาท กระหม่อมขอลากลับ!"
จ้าวชิงอวิ๋นไม่รอช้า "กระหม่อมขอลากลับ!"
"กระหม่อมขอลากลับ!"
"กระหม่อมขอลากลับ!"
เหล่าขุนนางฝ่ายบู๊ลุกขึ้นยืนเรียงตัวประหนึ่งกำแพงมนุษย์ที่พร้อมพังทลายลงพร้อมกัน
บุตรสาวของแม่ทัพโจวร่ำไห้จนน้ำมูกน้ำตาเปรอะเปื้อนใบหน้า นางสั่งน้ำมูกเสียงดังสนั่น ก่อนจะปาผ้าเช็ดหน้าลงบนโต๊ะอย่างเหลืออด "งานเลี้ยงพรรค์นี้ ข้าเองก็จะไม่ขอทนอยู่แล้ว!"
ร่างของแม่ทัพโจวสะดุ้งโหยงจนเกือบจะร่วงลงไปกองกับพื้น!
นังลูกตัวดี!
งานเลี้ยงของโอรสสวรรค์ เจ้าจะมาก่อความวุ่นวายเพื่อสิ่งใด!
คิดจะให้บิดาของเจ้าหัวหลุดจากบ่าหรืออย่างไรกัน!
ทว่าวาจาอันเกรี้ยวกราดของบุตรสาวแม่ทัพโจวกลับเป็นดั่งตัวแทนความในใจของใครหลายคน งานเลี้ยงต้อนรับนี้เดิมทีจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่เหล่าทหารหาญผู้ปกปักรักษาชายแดน ผู้ที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ มีผู้ใดบ้างที่ไม่เคยผ่านการเข่นฆ่าศัตรูในสนามรบมาก่อน
คำพูดที่ดูแคลนของลู่สิงโจวที่ว่า "ที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ที่เจ้าควรมา" เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงชั้นดีที่โยนลงไปในกองเพลิงแห่งโทสะของเหล่าทหารกล้าผู้เคยร่วมเป็นร่วมตายมากับเมิ่งเสี่ยวจิ่ว
ก่อนหน้านี้มีฉากกั้นบดบังสายตา แขกฝ่ายสตรีจึงมองเห็นไม่ชัดเจนนัก ทว่าบัดนี้เมื่อเพ่งพินิจดูให้ดี กลับพบว่าบนร่างกายของทหารหลายนายล้วนประดับไว้ด้วยร่องรอยบาดแผลจากการศึก
"ผู้ที่ควรจะไสหัวไป... น่าจะเป็นท่านลู่เสียมากกว่ากระมัง?"
ฮูหยินตราตั้งท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
ร่างของแม่ทัพโจวสั่นสะท้านเป็นครั้งที่สอง!
ฮูหยิน!
เหตุใดเจ้าก็พลอยผสมโรงไปกับเขาด้วยเล่า?
หญิงชราสูงศักดิ์ท่านหนึ่งพยักหน้าเห็นพ้อง "ถูกต้องที่สุด!"
แม่ทัพโจวแทบจะหลั่งน้ำตาออกมา ท่านแม่!
เมื่อมีสตรีตระกูลโจวเป็นทัพหน้าเปิดศึก สมรภูมิฝั่งแขกสตรีก็ไร้ซึ่งการควบคุม
เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นอาจเกรงกลัวบารมีฮ่องเต้จนไม่กล้าปริปาก แต่สตรีเหล่านี้เมื่ออารมณ์อยู่เหนือเหตุผล และมีผู้กล้าเปิดประเด็น พวกนางก็ไม่แยแสสิ่งใดอีกต่อไป
สาเหตุสำคัญคือ ผู้ตรวจการหวังมิได้อยู่ในที่แห่งนี้เพื่อคอยห้ามปราม
"แม่ทัพลู่ผู้นี้ใช่เพิ่งจะเคยทอดทิ้งภรรยาตัวเองเป็นครั้งแรกเสียเมื่อไหร่ ยามที่ไส้ศึกเป่ยเหลียงลอบเข้าเมืองหลวง จับตัวภรรยาเอกและอนุภรรยาของเขาไป เขาเลือกที่จะช่วยเพียงอนุภรรยามิใช่หรือ?"
"แม่นางเสี่ยวจิ่วตัดขาดความสัมพันธ์กับเขา เขาคงผูกใจเจ็บมิน้อย! ผู้ใดจะล่วงรู้ว่าครานี้เขาอาจจงใจผลักแม่นางเสี่ยวจิ่วไปรับคมดาบของชาวเป่ยเหลียงด้วยความริษยาก็เป็นได้?"
"ข้าได้ยินมาหนาหูว่า ห้าปีมานี้ตระกูลลู่เกาะกินผู้อื่นประหนึ่งปลิงดูดเลือด แต่สุดท้ายท่านลู่กลับตอบแทนอดีตลูกสะใภ้ผู้นี้ด้วยการกระทำเยี่ยงนี้หรือ?"
"คำว่าทำให้วงศ์ตระกูลเสื่อมเสีย คงจะเป็นคำที่เหมาะกับพวกเขาเองเสียมากกว่า!"
เรื่องราวอัปยศในอดีตถูกขุดคุ้ยขึ้นมาตีแผ่กลางงานเลี้ยง แต่ละเรื่องราวเปรียบเสมือนฝ่ามือที่มองไม่เห็น ตบฉาดลงบนใบหน้าของคนตระกูลลู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนชาหนึบ
เหล่าฟูเหรินกับนายหญิงรองอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
หลินหว่านเอ๋อร์เองก็ถูกก่นด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายว่าเป็นนางจิ้งจอกแพศยา
แม้แต่สถานะบุตรสาวเซินโหวที่นางภาคภูมิใจ ก็ยังถูกนำมาเปรียบเทียบกับเมิ่งเชียนเชียนอย่างเสียมิได้
เทียบกันได้ก็แปลกแล้ว
เมื่อสถานการณ์บานปลายถึงเพียงนี้ คนตระกูลลู่ก็ไร้ซึ่งยางอายที่จะรั้งอยู่ต่อ
ลู่สิงโจวสะบัดแขนเสื้ออย่างขัดเคือง "แม่ทัพท่านนี้เหตุใดต้องใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงกันด้วย? ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ลู่ขอลากลับเอง!"
ผู้ใดฟังก็ย่อมรู้ว่าเขากำลังพยายามกู้หน้าให้ตนเองอย่างทุลักทุเล เพียงแต่... ตระกูลลู่ยังมีหน้าหลงเหลือให้กู้อีกหรือ?
คนตระกูลลู่เดินจากไปราวกับสุนัขจนตรอก
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูวัง ลู่สิงโจวก็หันไปตวาดใส่ลู่หลิงเซียวด้วยโทสะ "เรื่องเมิ่งเสี่ยวจิ่ว เหตุใดเจ้าจึงไม่รีบบอกข้า?"
หากล่วงรู้แต่แรกว่าเมิ่งเชียนเชียนคือเมิ่งเสี่ยวจิ่ว ต่อให้เอาดาบมาพาดคอ เขาก็ไม่มีทางเอ่ยปากตำหนินางต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้เป็นแน่
เรื่องราวกลับกลายมาเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?
เขาปรารถนาอำนาจของกองพลเกราะดำ จึงพยายามเชิดชูหลินหว่านเอ๋อร์ และกดขี่เมิ่งเชียนเชียนให้ต่ำต้อย
แต่สุดท้ายแล้ว เมิ่งเชียนเชียนกลับกลายเป็นวีรสตรีเมิ่งเสี่ยวจิ่ว?
หากรู้เช่นนี้ เขาจะยอมทิ้งเพชรในมือไปคว้าก้อนกรวดทำไม? จะเอาหลินหว่านเอ๋อร์ไปทำไม? สู้บูชาเมิ่งเชียนเชียนไว้บนหิ้งบรรพชนเลยมิดีกว่าหรือ!
ลู่หลิงเซียวปิดปากเงียบ เป็นเพราะเขาไม่อยากเอ่ยถึง หรือจะพูดให้ถูกคือเขาไม่มีหน้าจะเอ่ยถึง
"เจ้าก็ด้วย!"
ลู่สิงโจวตวาดกราดไปทางลู่หมู่ด้วยสายตาตำหนิติเตียน "เจ้ากับเชียนเชียนรักใคร่ผูกพันดุจมารดาและบุตร อยู่ร่วมเรือนเคียงหมอนกันมาตั้งห้าปี เจ้าไม่ระแคะระคายถึงความเก่งกาจของเชียนเชียนเลยรึ?"
ลู่หมู่ตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบเย็นชา "รู้หรือไม่รู้แล้วมันสำคัญอันใด? ยามที่ข้าจะรับหลินหว่านเอ๋อร์เป็นบุตรบุญธรรม คนหนึ่งก็คัดค้านหัวชนฝา อีกคนก็เมินเฉยไม่ไยดี หากพวกท่านเห็นแก่เชียนเชียนสักนิด ก็คงไม่เกิดเรื่องราวเลวร้ายจนถึงขั้นนี้!"
นั่นสิ หากยามนั้นเขาขัดขวางความสัมพันธ์อันน่าบัดสีของหลินหว่านเอ๋อร์กับบุตรชาย แล้วรับนางเป็นบุตรบุญธรรมเสีย เชียนเชียนก็คงไม่ตีจากตระกูลลู่ไป
หากเป็นเช่นนั้น บุตรสาวของเซินโหวก็ย่อมเป็นคนของตระกูลลู่ อินหู่ก็ย่อมเป็นคนของตระกูลลู่...
ลู่สิงโจวบังเกิดความเสียดายอย่างสุดซึ้ง ทว่าน่าเสียดายที่ในโลกนี้ไม่มียาแก้ความเสียใจ!
ณ ตำหนักหลินเต๋อ
เหล่าทหารหาญได้ช่วยกู้ศักดิ์ศรีให้เสี่ยวจิ่ว ระบายความแค้นได้สมใจอยาก สะใจยิ่งนัก แต่ทว่า... กลับหาทางลงไม่ได้
ประกาศก้องว่าจะลาออกไปแล้ว แต่กลับต้องมานั่งลงอีกครั้ง ช่างน่าขายหน้าพิลึก!
เมิ่งเชียนเชียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "ข้าได้ยินมาว่าอาหารจากห้องเครื่องรสเลิศนัก ข้ากับพี่น้องยังไม่เคยลิ้มลอง ถ้าอย่างนั้นพวกเราอยู่กินกันสักมื้อให้อิ่มหนำแล้วค่อยไปดีหรือไม่เจ้าคะ?"
"ข้าหิวแล้วพอดี" จ้าวชิงอวิ๋นรีบทิ้งตัวลงนั่งอย่างรวดเร็ว
"ข้าเองก็หิวจนไส้กิ่ว" เนี่ยหานซานเองก็รีบนั่งกลับลงไป
จางเฟยหู่แสร้งมองท้องนฟ้าแก้เก้อ
เมิ่งเชียนเชียนจึงเอื้อมมือไปดึงชายเสื้อเขาไว้เบาๆ
แม่ทัพจางเฟยหู่ผู้มีพละกำลังมหาศาล กลับยอมโอนอ่อนผ่อนตามแรงดึงอันน้อยนิดของเมิ่งเชียนเชียน กลับมานั่งที่เดิมอย่างว่าง่าย
ฮ่องเต้น้อยลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก สายพระเนตรทอดมองเมิ่งเชียนเชียนด้วยความซาบซึ้ง
เมื่อเมิ่งเชียนเชียนปลอบโยนเหล่าทหารเสร็จ นางก็ปลีกตัวออกไปตามหาเป่าซู ไม่รู้ว่าเจ้าตัวแสบวิ่งเล่นกับปั้นเซี่ยและถานเอ๋อร์เตลิดไปถึงที่ใดแล้ว
คล้อยหลังนาง จางเฟยหู่ก็ตบเข้าที่ศีรษะของเนี่ยหานซานฉาดใหญ่
เนี่ยหานซานกัดฟันกรอด "เจ้าทำบ้าอะไรอีก?"
"เสียแรงที่เจ้ามาจากหน่วยลาดตระเวน เหตุใดข่าวสารเพียงแค่นี้ถึงสืบไม่ได้?"
"ข้าจะไปตรัสรู้ได้เยี่ยงไรว่าเสี่ยวจิ่วข้องเกี่ยวกับตระกูลลู่? ข้าจะไปสืบเรื่องราวในมุ้งของสะใภ้ตระกูลลู่เพื่อการใด? อีกประการหนึ่ง..."
ไม่รอให้เนี่ยหานซานกล่าวจบ จางเฟยหู่ก็สวนตบเข้าที่ศีรษะเขาอีกฉาดจากอีกด้าน "สะใภ้ตระกูลลู่อันใดกัน? เขาตัดขาดกันแล้วเจ้าไม่ได้ยินรึ?"
เนี่ยหานซานยกมือกุมศีรษะจ้องหน้าสหายตาเขียวปัด "เลิกตบข้าเสียที!"
จางเฟยหู่เงื้อมือหมายจะตบซ้ำอีกครา ทว่าในตอนนั้นจ้าวชิงอวิ๋นก็เอานิ้วสะกิดไหล่เขา
เขาหันมาถามด้วยความหงุดหงิด "มีอันใด?"
จ้าวชิงอวิ๋นเอ่ยหน้าตาย "ข้าต่างหากที่เป็นหน่วยลาดตระเวน"
เนี่ยหานซานคำราม "บิดาเอ็งก็อยากจะบอกแบบนั้นแหละโว้ย!"
จางเฟยหู่ "..."
เมิ่งเชียนเชียนเดินตามหาอยู่ครึ่งค่อนวันก็ยังไม่พบเงาของเป่าซู
แม้จะมีชิงซวงลอบติดตามอารักขาอยู่ นางจึงไม่กังวลว่าจะเกิดเรื่องร้าย แต่เวลาเริ่มงานเลี้ยงใกล้เข้ามาทุกที ควรแก่เวลาพาเด็กน้อยกลับไปกินข้าวได้แล้ว
นางไม่คุ้นเคยกับเส้นทางในวังหลวง คราก่อนก็นั่งเกี้ยวตรงดิ่งไปยังตำหนักฉางชุน ครานี้จึงไม่รู้ทิศรู้ทางว่าตนอยู่ที่ใด
นางตั้งใจจะมองหาคนงานในวังเพื่อสอบถามเส้นทาง แต่กลับพบว่ารอบกายไร้ซึ่งผู้คน
ช่างแปลกประหลาดนัก ที่แห่งนี้ยังได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงแว่วมาจากตำหนักหลินเต๋อ แสดงว่าอยู่ห่างออกไปไม่ไกล เหตุไฉนจึงไม่มีข้าราชบริพารเฝ้าเวรยามอยู่เลย?
ขณะที่กำลังฉงนใจ ใบหูของนางก็ขยับไหว ได้ยินเสียงบทสนทนาของชายหญิงคู่หนึ่ง
เนื้อความจับใจความไม่ได้ถนัดนัก ได้ยินเพียงคำว่า "ระหว่างทาง" และ "เจ็ดวัน" ลอยลมมา
ทว่าน้ำเสียงของทั้งสองคนกลับคุ้นหูยิ่งนัก
"มีคน!"
บุรุษผู้นั้นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงระแวดระวัง
พลันบังเกิดคลื่นฝ่ามือรุนแรงสายหนึ่งแหวกอากาศพุ่งเข้าใส่เมิ่งเชียนเชียนอย่างอำมหิต
เมิ่งเชียนเชียนรีบพริ้วกายหลบหลังต้นไม้ใหญ่ แม้วิชาร่างกายของนางจะนับว่ารวดเร็วปานวานร แต่พลังฝ่ามือของอีกฝ่ายกลับรวดเร็วยิ่งกว่า กำลังภายในสูงส่งลึกล้ำจนน่าตื่นตระหนก
นางฝืนรับฝ่ามือนั้นไปหนึ่งครั้งอย่างทุลักทุเล ส่งผลให้แขนขวาชาหนึบจนแทบขยับไม่ได้
"เป็นผู้ใด?"
บุรุษผู้นั้นสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า เดินย่างสามขุมตรงมายังต้นไม้ด้วยแววตาเย็นเยียบ
เมิ่งเชียนเชียนกุมแขนขวาที่ไร้ความรู้สึก ประเมินสถานการณ์แล้วคงต้องแลกด้วยชีวิต โอกาสชนะมีเพียง... สองส่วน
"อู้ววว ว้าาา!"
เสียงร้องอ้อแอ้ไร้เดียงสาของเด็กน้อยพลันดังแทรกขึ้นมา
"สกปรกยิ่งนัก ท่านตูกูไม่มีวันอุ้มเจ้าหรอกนะ"
"อู้ววว ว้าาา อู้ววว ว้าาา!"
เจ้าตัวเล็กส่งเสียงด่าทอด้วยถ้อยคำที่คงหยาบคายไม่น้อยในภาษาทารก
ชายสวมหน้ากากที่หมายจะฆ่าปิดปาก แววตาสั่นไหววูบหนึ่ง ก่อนจะใช้วิชาตัวเบาเหาะเหินจากไป
เมิ่งเชียนเชียนสะบัดข้อมือซัดเข็มเงินออกไปทันควัน ชายผู้นั้นรีบร้อนจะจากไป จึงพลาดท่าถูกเข็มปักเข้า ร่างชะงักไปชั่ววูบ แต่ด้วยกำลังภายในที่ลึกล้ำเกินหยั่งถึง เขาจึงหายวับไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
(จบตอน)