บทที่ 24 หอคุมกฎ
เดินเที่ยวตลาดนัดอยู่รอบหนึ่ง หลีซวงก็เปลี่ยนหินวิญญาณในมือให้กลายเป็นทรัพยากรหลากหลายชนิด
ในส่วนของวิเศษป้องกัน นางเลือกซื้อมาเพียงชิ้นเดียว เป็นของวิเศษที่ปกติสามารถปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้กลายเป็นอาภรณ์ได้ หลีซวงจึงแปลงมันให้เป็นชุดสีขาวตามความคุ้นเคย แล้วสวมใส่มันในทันที
นอกจากนี้
นางยังเก็บยันต์ที่ใช้บ่อยไว้ส่วนหนึ่ง รวมถึงดอกเสวี่ยซวงสำหรับขัดเกลารากปราณอีกจำนวนหนึ่ง
ส่วนทรัพยากรที่เหลือทั้งหมด หลีซวงแอบส่งให้เตาหลอมฟ้าดินดูดซับไปจนหมดสิ้น
เมื่อรวมกับป้ายหยกชำระจิต และทรัพยากรสารพัดชนิดที่นางกวาดมาจากการเสี่ยงโชค ทำให้แถบความคืบหน้าของเตาหลอมฟ้าดินพุ่งพรวดขึ้นมาถึง 35% ทันทีที่เตาหลอมดูดซับเข้าไป
เรื่องนี้ทำให้หลีซวงรู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย
ไฉนของวิเศษดีๆ อย่างป้ายหยกชำระจิตถึงไม่มีมาบ่อยๆ นะ ป้ายหยกชิ้นเดียวผลักดันแถบความคืบหน้าไปได้ตั้ง 20% แต่พอมาเดินเก็บเล็กผสมน้อยทีหลัง กลับเพิ่มขึ้นมาแค่ 14% เท่านั้นเอง
แต่หลีซวงก็ไม่ได้ร้อนใจอะไร
ตอนนี้เตาหลอมฟ้าดินก็เปรียบเสมือนเครื่องตรวจสอบของวิเศษ ขอเพียงนางมีความอดทนมากพอ ไม่ช้าก็เร็วแถบความคืบหน้าจะต้องเต็มร้อยอย่างแน่นอน
ลั่วหมิงเยวี่ยและหลีซวงเดินทางกลับถึงสำนักกระบี่ด้วยกัน
พอเดินเข้าประตูสำนักมา ก็มีศิษย์คนหนึ่งบังเอิญเห็นเข้า จึงเอ่ยทักด้วยความแปลกใจ "ศิษย์พี่ลั่ว ศิษย์พี่หลี พวกท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรขอรับ?"
ลั่วหมิงเยวี่ยรู้สึกงุนงงเล็กน้อย "ทำไมพวกเราจะอยู่ที่นี่ไม่ได้? เจ้าพูดให้มันชัดเจนสิ!"
ศิษย์คนนั้นรีบละล่ำละลักตอบ "ศิษย์พี่ลั่วไม่รู้เรื่องเลยหรือขอรับ? เมื่อเช้า ท่านเจ้าแห่งยอดเขาหลินบุกไปหาท่านเจ้าสำนัก ต่อว่านักพรตหลิงซวีเรื่องที่กล้าอมทรัพยากรของศิษย์พี่หลี และเรียกร้องให้คืนทรัพยากรทั้งหมดกลับมา แต่นักพรตหลิงซวีกลับปฏิเสธหน้าตาเฉยว่าไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ทั้งสองฝ่ายเถียงกันคอเป็นเอ็นต่อหน้าท่านเจ้าสำนัก แต่ก็ยังตกลงกันไม่ได้สักที"
"หลังจากนั้น ศิษย์พี่สองคนจากยอดเขาหลิงซวี ก็เลยพากันไปฟ้องที่หอคุมกฎโดยตรง กล่าวหาว่าคนจากยอดเขาไร้ใจจงใจทำร้ายร่างกายผู้อื่น"
"ท่านเจ้าสำนักเลยตัดปัญหา สั่งให้หอคุมกฎเป็นคนตัดสินคดีนี้ ป่านนี้คนทั้งสองฝ่ายคงกำลังเปิดฉากทะเลาะกันเสียงดังลั่นหอคุมกฎแล้วมั้งขอรับ"
ศิษย์คนนั้นเล่าเหตุการณ์ด้วยแววตาเป็นประกายระยิบระยับราวกับกำลังเสพข่าวซุบซิบ
ได้ยินว่าทางหอคุมกฎเถียงกันมาครึ่งค่อนวันแล้ว เขากำลังจะเดินไปดูความสนุกเสียหน่อย ไม่คิดเลยว่าจะบังเอิญเจอคู่กรณีเข้ากลางทางพอดี
"ไอ้พวกคนหน้าไม่อายพวกนี้ ยังมีหน้าไปฟ้องหอคุมกฎอีกงั้นเร้อย่างนั้นรึ?!" ลั่วหมิงเยวี่ยฟังแล้วเลือดขึ้นหน้า "ข้าอยากจะรู้จริงๆ ว่าพวกมันจะหน้าด้านพลิกดำเป็นขาวได้สักแค่ไหน!"
หลีซวงเอ่ยขึ้น "ศิษย์พี่ใหญ่ ไปกันเถอะ"
ลั่วหมิงเยวี่ยพยักหน้ารับ ฝีเท้าก็เร่งเร็วยิ่งขึ้น
"งานนี้สนุกแน่!" ศิษย์คนนั้นเห็นท่าทางแล้ว ยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ รีบเดินตามหลังไปติดๆ
ณ หอคุมกฎ
หลินชิงหลิงแค่นเสียงหัวเราะ "หลิงซวี เจ้าเอาหน้าหนาๆ ที่ไหนมาปฏิเสธหน้าตาเฉย ว่าไม่เคยอมทรัพยากรของหลีซวง? หน้าหอภารกิจ มีศิษย์ในสำนักตั้งมากมายได้ยินกับหูตัวเอง ตอนที่เสิ่นเยวี่ยพูดว่าทรัพยากรของหลีซวง อย่างดอกเสวี่ยซวงถูกยกให้เยี่ยเจาเจาตามปริยาย ส่วนหินลับกระบี่ก็ยกให้เขาตามปริยาย!"
"ฟังดูสิ ฟังดูให้ชัดๆ! ทรัพยากรที่เป็นของหลีซวงโดยชอบธรรม กลับถูกยกให้คนอื่นไปซะอย่างนั้น!"
หลินชิงหลิงจ้องเขม็งไปยังเจ้าสำนักหอคุมกฎ "ตาแก่ผัง เรื่องนี้มันขาวสะอาดชัดเจนแจ่มแจ้งขนาดนี้ ทำไมเจ้ายังไม่รีบตัดสินให้อีก!"
ผังจื้อซุย เจ้าสำนักหอคุมกฎ ทำหน้าลำบากใจ กำลังจะอ้าปากพูด
แต่นักพรตหลิงซวีกลับตีหน้าตาย เอ่ยขึ้นว่า "ในเมื่อหลีซวงเป็นศิษย์พี่ใหญ่ นางก็เต็มใจหยิบยื่นทรัพยากรเหล่านั้นให้ศิษย์น้องเอง! ของที่ให้ไปด้วยความสมัครใจ จะมานึกเสียดายแล้วมาทวงคืนทีหลังได้หรืออย่างไร? เรื่องนี้มันก็ชัดเจนแจ่มแจ้งดีนี่ ไม่มีอะไรต้องถกเถียงกันอีก!"
"ส่วนพวกเจ้าคนจากยอดเขาไร้ใจ กลับสอดมือเข้ามาแทรกแซงการประลองปรกติ ศิษย์น้องรองที่น่าสงสารของข้า คนแรกถูกลั่วหมิงเยวี่ยซัดกระเด็น คนที่สองถูกหลิวจวินเฉิงฉวยโอกาสเล่นงาน และคนสุดท้ายถูกเจียงอี้ซัดจนกระอักเลือด! พวกเจ้ารุมรังแกคนอื่น ฝ่าฝืนกฎข้อห้ามห้ามทำร้ายเพื่อนร่วมสำนักภายในสำนัก ความผิดนี้จะตัดสินอย่างไร?"
นักพรตหลิงซวีมองผังจื้อซุยเช่นกัน "ศิษย์รองที่น่าสงสารของข้า ตอนนี้ยังนอนหมดสติไม่ได้สติ คนจากยอดเขาไร้ใจพวกนี้ล้วนเป็นผู้ร่วมกระทำความผิด! ท่านหัวหน้าหอผัง ท่านว่าควรจะลงโทษคนพวกนี้ให้หนักเลยดีไหม?"
"ยังจะกล้าขอให้ลงโทษหนักอีกเรอะ!" หลินชิงหลิงแค่นเสียงเย้ยหยัน "ศิษย์ตั้งมากมายเห็นกับตา ว่าเป็นศิษย์รองของเจ้าฝ่ายเดียวที่จู่ๆ ก็ใช้พลังปราณ ทั้งๆ ที่ตกลงกันไว้แล้วว่าจะประลองแค่เพลงกระบี่ เกือบจะทำร้ายหลีซวงจนบาดเจ็บสาหัสด้วยซ้ำ!”
“คนตระบัดสัตย์แบบนี้ ศิษย์ของข้าจะสั่งสอนสักหน่อยมันแปลกตรงไหน? เรื่องนี้ เจียงหรงอี้ก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย เขายืนยันแล้วว่าเจ๊ากันไปทั้งสองฝ่าย และทั้งสองฝ่ายก็ยอมรับแล้วด้วย!"
ผังจื้อซุยหันไปมองเจียงหรงอี้ เจียงหรงอี้กลืนน้ำลายเอื้อมๆ พยักหน้ารับ "มีเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงขอรับ"
นักพรตหลิงซวีตวัดสายตามองเขาอย่างเย็นชา "เจียงหรงอี้ก็แค่เด็กเมื่อวานซืน คำพูดของเขาจะถือเป็นความจริงแท้แน่นอนได้อย่างไร! ที่ศิษย์ของข้าใช้พลังปราณ เป็นแค่ปฏิกิริยาตอบสนองโดยสัญชาตญาณ ไม่ได้เจตนา แต่พวกศิษย์ของเจ้าสิ ลงมือโดยมีเจตนาชัดเจน!"
"ปฏิกิริยาตอบสนองโดยสัญชาตญาณงั้นรึ? จะบอกว่าถ้าหมิงเยวี่ยกับคนอื่นๆ ไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย ศิษย์ของข้าก็สมควรโดนทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสสินะ?" แววตาของหลินชิงหลิงเย็นยะเยือก
"ท้ายที่สุดแล้ว หลีซวงก็ไม่ได้บาดเจ็บสักหน่อย!" นักพรตหลิงซวีตีหน้าตายตอบ
"ช่างเป็นนักพรตหลิงซวีผู้เชี่ยวชาญการกะบิพลิกดำเป็นขาวเสียจริง!"
หลินชิงหลิงและนักพรตหลิงซวีโต้เถียงกันหน้าดำหน้าแดงในหอคุมกฎ ไม่มีใครยอมใคร
ศิษย์ของทั้งสองยอดเขาก็จ้องหน้ากันเขม็งอย่างดุร้าย
ผังจื้อซุยหาจังหวะสอดปากไม่ได้เลย ส่วนท่านเจ้าสำนักเมิ่งอี้เฟย โดนสองคนนี้เถียงกรอกหูมาครึ่งค่อนวัน เลยชิ่งหนีหายหน้าไป ไม่ยอมโผล่หัวออกมาให้เห็นแม้แต่เงา
"หลีซวง หลีซวงมาแล้ว!"
จู่ๆ มีเสียงอุทานดังขึ้นจากด้านนอก
บรรดาศิษย์ที่มุงดูอยู่ต่างพากันหลีกทางให้เป็นช่อง
ลั่วหมิงเยวี่ยและหลีซวงเดินเคียงคู่กันเข้ามา
นักพรตหลิงซวีปรายตามองหลีซวงด้วยแววตาเย็นเยียบ เขาคงตาบอดจริงๆ ถึงได้เลือกรับศิษย์อกตัญญูคนนี้เข้ามาตั้งแต่แรก!
เขายังเคยคิดว่าหลีซวงมีจิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่อง ถึงได้ไม่แยแสต่อทรัพยากรเหล่านั้น
ที่แท้ นางแอบคำนวณอยู่ในใจมานานแล้วนี่เอง!
"ตัวกาลกิณี" นักพรตหลิงซวีเอ่ยปากด่าด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
"ตอนอยู่ยอดเขาหลิงซวี เจ้าคอยหาเรื่องเจาเจา ทำให้ยอดเขาปั่นป่วนไม่เป็นอันสงบ ตอนนี้ยิ่งหนักข้อขึ้นไปอีก ชักใยบงการคนจากยอดเขาไร้ใจให้ทำตามใจชอบ จนสำนักวุ่นวายไปหมด! หลีซวงเอ๋ยหลีซวง เจ้าช่างมีความสามารถเหลือเกินนะ! ท่านเจ้าสำนักหลิน ข้าขอเตือนท่านด้วยความหวังดี อย่าได้หลงกลตกหลุมพราง ถูกนางเอาไปเป็นเครื่องมือใช้ประโยชน์เสียล่ะ!"
หลินชิงหลิงขมวดคิ้วแน่น ก้าวออกไปขวางหน้าหลีซวงไว้ เพื่อบังสายตารังเกียจเดียดฉันท์ของนักพรตหลิงซวีเอาไว้
หลีซวงก้มหน้าลง แววตาทอประกายอ่อนโยน
ความจริงแล้ว
นางฝึกฝนเคล็ดวิชาไท่ซ่างลืมเลือนไปถึงขั้นนี้แล้ว ความรู้สึกด้านลบย่อมไม่อาจสั่นคลอนจิตใจนางได้อีก
แม้หลินชิงหลิงจะรู้เรื่องนี้ดี แต่ก็ยังคงอดไม่ได้ที่จะปกป้องนางตามสัญชาตญาณ ไม่ต้องการให้นางต้องเห็นสายตาชิงชังรังเกียจของนักพรตหลิงซวี
"ศิษย์พี่หลี" เซิ่งหยวนที่ยืนเงียบมานาน พอเห็นหน้าหลีซวง ความอดกลั้นทั้งหมดก็พังทลายลง เขาพุ่งเข้ามาด้วยความโกรธเกรี้ยว แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น "พวกเราพี่น้องร่วมสำนักกันมาตั้งนาน ไฉนท่านถึงลงมือกับศิษย์น้องรองได้ลงคอ!"
"ศิษย์พี่ใหญ่ เลิกพูดจาไร้สาระกับคนทรยศคนนี้ได้แล้ว!" ฉางเล่ออันถลึงตาใส่หลีซวง "ถ้าแน่จริงก็อย่ามัวแต่หลบอยู่หลังคนอื่น มาประลองตัวต่อตัวกับข้าให้รู้แพ้รู้ชนะไปเลยสิ!"
ลั่วหมิงเยวี่ยหัวเราะเยาะออกมา "เสี่ยวซวงเพิ่งจะสลายพลังปราณแล้วเริ่มฝึกใหม่ ถ้าแน่จริง ก็รอให้นางควบแน่นปราณจินตันสำเร็จก่อนค่อยมาท้าสู้สิยะ!"
ฉางเล่ออันแค่นเสียงเยาะเย้ย "พวกท่านยังกล้าคิดว่านางเป็นยอดอัจฉริยะอยู่อีกหรือ? เมื่อก้าวเข้าสู่ขั้นหยวนอิง พลังก็หยุดชะงักพัฒนาต่อไม่ได้ นั่นแหละคือตัวตนที่แท้จริงของนาง! ช่างน่าขำสิ้นดี! ข้าต่างหากล่ะที่ได้รับพรสวรรค์และโชควาสนามาตั้งแต่เกิด ถูกกำหนดให้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด! ต่อให้นางจะเริ่มฝึกใหม่แล้วควบแน่นปราณจินตันได้อีกรอบ ข้าก็ไม่กลัวนางหรอก!"
ฉางเล่ออันเย่อหยิ่งจองหองถึงขีดสุด
หลีซวงปรายตามองเขาอย่างสงบนิ่ง
คิดว่าตัวเองมีโชควาสนาค้ำจุนมาตั้งแต่เกิดอย่างนั้นหรือ?
แววตาของหลีซวงวาบประกายแสงแปลกประหลาดขึ้นมาวูบหนึ่ง
[จบบท]